“กลัวอะไร กลัวโดนน้ำมนต์แล้วจะร้องกรี๊ดล่ะซี้...อิอิ”
ผมรู้ว่าเม่นน่ะแค่แซวเล่นๆ แต่ผม...คิดอย่างนั้นจริงๆ!
“เอ้า...เร็วเข้าสิ ชักช้าอยู่ใย” หลวงตาเร่งเร้าเมื่อเห็นพวกเรามัวแต่เกี่ยงกันอยู่
“ครับๆ” เม่นรีบคลานเข้าไปคนแรก
ผมชักเริ่มลนลาน พยายามข่มลมหายใจนั่งนิ่งๆ กลัวคนอื่นจะผิดสังเกต
ขณะนั้นสายลมวูบหนึ่งก็พัดเข้ามาปะทะผมเบาๆ ทำให้เส้นผมที่ยาวเคลียบ่า ปลิวสยายไปตามแรงลมอย่างช้าๆ ผมรู้สึกเย็นวาบ ตามมาด้วยอาการเจ็บแปลบลึกๆ ตรงแผลเก่าที่หลังหัวขึ้นมาทันที เหลียวมองดูรอบๆ ตัวด้วยความประหลาดใจ ว่าสายลมนี้ผ่านเข้ามาได้ไงทั้งที่หน้าต่างถูกปิด ช่องลมก็ไม่มี พัดมาจากทางประตูก็ไม่น่าจะใช่ทิศทางนั้น และเหมือนจะจงใจพัดมาที่ผมคนเดียว
ชั่วพริบตาถัดมา ลมภายนอกกุฏิก็โบกสะบัด แม้ลมจะไม่แรงมาก แต่ก็ทำให้ใบไม้ลู่ปลิว กระดิ่งรูปใบโพธิ์ที่ผูกไว้ใต้กันสาดส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งระงม ผมเหลียวมองดูสถานการณ์โดยรอบด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมอยู่ดีๆ ลมถึงพัดแรงขึ้นมาแบบนี้ จะเป็ลางบอกเหตุอะไรหรือเปล่า?”
สายลมเหล่านี้ยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศให้คิดเลยเถิด ทำให้ใจคอไม่ดีหนักเข้าไปใหญ่
ฉับพลัน...ลมก็กรรโชกขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับคลุ้มคลั่ง จนใบไม้ฉีกหลุดปลิวว่อน ข้าวของด้านนอกล้มระเนระนาด ฝูงนกพิราบที่เกาะบนหลังคาตื่นตระหนกพากันบินหนี เสียงลมเคลื่อนผ่านอากาศฟังดูคล้ายกับเสียงปีศาจกรีดร้องมากขึ้นทุกที...ทุกที...
พอผมเหลียวกลับมา ก็พบว่าแดนเข้าไปพรมน้ำมนต์เรียบร้อยแล้ว และกำลังคลานถอยออกมา
“เอ้า! ...ถึงตาเ้าแตงโมแล้ว”
เสียงหลวงตาทำให้ผมถึงกับสะดุ้งขวัญกระเจิง ตามมาด้วยความกระวนกระวาย… เอาไงดีว้า… เอาไงดี? ...ในเมื่อไม่มีทางเลือกแล้วนี่...ลองเสี่ยงไปเลยก็ละกัน อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด… คิดได้ดังนั้น ผมก็คลานเข้าไปโดยไม่สบตาท่าน เมื่อถึงตรงหน้าก็นั่งพับเพียบพนมมือ...มือสั่น
หลวงตาทำปากท่องมนต์พึมพำ แล้วง้างมือ...สะบัดน้ำมนต์ลงบนหัวของผมทันที! เหมือนกำลังจะะโบอกสายลมข้างนอกว่า “อย่าดื้อ! เงียบเดี๋ยวนี้!” ขณะที่ผมนั่งหลับตาปี๋!
พรึ่บ!!! …
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
ผมค่อยๆ ลืมตา...
สังเกตบรรยากาศโดยรอบ… ก็พบว่าลมข้างนอกนั้นสงบนิ่งลงไปพลัน สเปเชี่ยลเอฟเฟคเมื่อครู่หายไปสิ้น น้ำมนต์ก็ชุ่มเย็นดี...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่กลัวเอาไว้เลย
ผมถอนหายใจโล่งอก “เฮ้อ...ไอ้ลมบ้า แกล้งกันนี่หว่า”
“เอ้า! ...โชคดีปีใหม่ สิ่งที่ไม่ดีก็ขอให้แคล้วคลาด อยู่ดีมีสุข” หลวงตาอวยพร
“สาธุ….” เม่นกับแดนยกมือไหว้รับพร ผมชะงักเหล่ไปมองเพื่อนนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบไหว้ให้ทันคนอื่น
ที่แท้…ก็คิดมากไปเอง ความจริงไม่มีอะไรเลยซักนิด ตอนนี้ผมก็เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป คือมีทั้งร่างกายและิญญาครบถ้วน ไม่ได้เป็ครึ่งคนครึ่งผีสักหน่อย เม่นอาจจะโม้เกินไป หลวงตาคงไม่รู้เื่ของผมกับน้องแตงโมหรอก ท่านก็คงคุ้นหน้า และเคยเห็นมาวิ่งเล่นสมัยเด็กเท่านั้น
“เอ้า...ไปดีมาดี...เจริญๆ นะโยม”
พวกเราก้มลงกราบ และทยอยคลานออกไปโดยมีผมอยู่รั้งท้าย ก่อนที่จะพ้นประตูออกไป หลวงตาก็บอกผม พอให้ได้ยินกันสองคนว่า
“มหาบพิตร ผู้มีบุญญา ผนึกร่างกับิญญาให้ยังไม่แ่า อาตมาช่วยผนึกให้ใหม่ แ่าดีแล้ว...โชคดีนะโยม ขอให้ได้กลับคืนร่างเดิมอย่างปลอดภัยนะ”
ผมถึงกับชะงัก หันกลับไปมองหลวงตา...ท่านรู้เื่ด้วยเหรอ!?!
หลวงตายิ้มพยักหน้าให้
แดนที่คลานอยู่ข้างหน้า ฟังไม่ค่อยถนัด จึงชะเง้อกลับเข้ามาถาม “อะไรนะครับหลวงตา”
“เปล่า ไม่มีอะไร ข้าไม่ได้พูดกับเอ็ง”
“อ้อ...เหรอครับ”
แดนหันกลับไป แคะหูและบ่นอุบอิบ “อะไรวะ? ร่างเดิม ร่างเดิม ไม่เข้าใจ?”
หลวงตาท่านมีญาณอย่างที่เม่นบอกเอาไว้จริงๆ และนั่นก็ทำให้ผมฉุกคิดถึงสายลมเมื่อสักครู่ อาจเป็ไปได้ว่า...อิทธิฤทธิ์ที่สำแดงให้เห็นเ่าั้ เกิดจากภูตินรกที่แอบตามผมมาเพื่อปองร้ายก็ได้ น้ำมนต์ของท่านคงช่วยผนึกร่างให้ใหม่และปัดเป่าภูติพเนจรไปหมดแล้ว
ไม่แน่...ถ้าไม่มาที่นี่ คืนนี้...ผมอาจจะโดนภูตินรกแย่งชิงร่างเอาไปสิงแทนก็ได้!
OOOOOOOOOO
ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุใน่บ่าย...
เสียงรถสปอร์ตหรูคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอดในบ้านของเศรษฐีวิชัย ทันทีที่รถหยุดนิ่ง ก็ตามมาด้วยเสียงทักทายจากสองผู้มาเยือนในนั้น ะโดังเข้ามา
“เฮ้ย เคน! …หวัดดี!”
เวนซ์เดย์ กับ จืด มาถึงแล้ว...
เคนชักชวนสองเพื่อนสนิท มาเที่ยวไร่ผลไม้ของเขาและถือโอกาสเที่ยวสงกรานต์ไปด้วย เพราะเคยได้ยินเพื่อนบ่นว่า ่หยุดสงกรานต์อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปต่างจังหวัดดูบ้าง
เวนซ์เดย์เป็หนุ่มผิวดำ รสนิยมสูง นิสัยเ้าชู้ไก่แจ้ ขนาดไม่ได้หล่อเหลาอะไร แต่อาศัยว่าที่บ้านรวยและแต่งตัวโก้ จึงมีสาวๆ มาติดพันมากมาย นี่ถ้าหล่อและขาวกว่านี้หน่อย คงจะมีแฟนเกือบค่อนจังหวัดไปแล้ว เพื่อนคนนี้กะล่อนเก่งนัก ฝีมือสับรางเรียกได้ว่า ‘ชั้นเทพ’ ตรงกับพร์ของคนเกิดวันพุธกลางคืนพอดี เคนจึงไม่อยากจะพามาที่บ้านนัก เพราะกลัวจะมาเกาะแกะน้องสาว หากคราวนี้...พลาดอย่างแรง ที่เผลอไปรับปากโดยไม่ตั้งใจ
ส่วนจืดเป็คนตัวเล็ก นิสัยชอบพูดอะไรตรงๆ แบบขวานผ่าซาก รูปร่างผอม หากถอดเสื้อจะเห็นกระดูกซี่โครงชัดมาก คล้ายลิ่มเปียโน ทรงผมกะลาครอบ หน้าตาไม่หล่อเหลา...จืดสนิท…สมชื่อ แต่เป็คนชอบตามใจเพื่อน ว่าไงก็ว่าตามกัน และดูเหมือนจะสนิทกับเวนซ์เดย์เสียมากกว่า
แล้วเื่ที่เคนกลัว ก็มาเร็วกว่าที่คิด...
เมื่อเค้กเห็นว่าเพื่อนของพี่ชายเพิ่งมาถึง คงจะร้อนและเหนื่อย จึงยกเอาน้ำมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะรับแขก
“ทานน้ำเย็นๆ ก่อนนะคะ ข้างนอกอากาศร้อน”
แม่น้องสาวตัวดี...ช่างมาเกิดหวังดีอะไรตอนนี้ ยิ่งพยายามกีดกันอยู่ เคนจึงถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กๆ ว่า “นี่ยัยเค้ก ทำไมไม่ให้แม่บ้านยกมาล่ะ ทำไมมายกเอง!”
น้องสาวที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตอบด้วยความพาซื่อว่า “แม่บ้านเค้ากำลังเตรียมอาหารวุ่นๆ อยู่ในครัวค่ะ เค้กอยู่ว่างๆ ก็เลยยกมาให้” เธอคิดว่ามันไม่ลำบากอะไรนัก และยังเป็การเอาใจพี่ชายอีกด้วย เผื่อจะขออะไรในอนาคต
แน่นอนว่า...พอเคนหันไปมองหน้าเวนซ์เดย์ปุ๊ป ก็เห็นแววตาอันหวานเยิ้มเลยทีเดียว กำลังจ้องเค้กตาเป็มัน แบบนี้...ปล่อยให้ค้างที่นี่หลายวันไม่ได้แล้ว
“นี่เค้ก มีอะไรก็ไปทำเถอะไป พี่จะคุยธุระกับเพื่อน” เคนกล่าวเสียงเข้มงวดตัดบท ก่อนจะบานปลาย
หลังจากน้องสาวคนสวยลุกไป เวนซ์เดย์ก็ถามขึ้นมาทันทีเหมือนที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด ชนิดที่ว่าถ้าเคนซื้อหวย คงถูกรางวัลที่หนึ่งไปแล้ว
“โอ้โห...นี่น้องสาวนายเรอะ น่ารักเป็บ้าเลย ทำไมไม่เห็นเคยบอกว่ามีน้องสาวน่ารักขนาดนี้”
แย่ล่ะ! ลืมไปว่า…รูปหน้ากลมไข่แบบนี้ สเปคของเวนซ์เดย์เลยนี่!
เคนจึงทำน้ำเสียงซีเรียส ขู่ไว้ก่อน “เฮ้ยๆ ฉันขอเตือนนายเอาไว้ก่อนนะ ห้ามยุ่งกับน้องสาวของฉันเด็ดขาด! ถ้ายังอยากมีลมหายใจ”
น้ำเสียงและท่าทางหวงน้องสาวของเคนนั้น ทำให้เพื่อนทั้งสองถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ “ฮะๆ ๆ”
“ไม่ขำนะโว้ย ฉันพูดจริง!” เคนย้ำ สีหน้าจริงจัง
ความจริงเวนซ์เดย์ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนักหรอก จะเสียก็แต่เื่ผู้หญิงเท่านั้นแหล่ะ ประโยคเมื่อครู่ เคนก็ไม่รู้ว่าจะปรามไว้ได้นานแค่ไหน แต่หากปล่อยให้มดใกล้น้ำตาลอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ล่ะก็...คงได้เื่สักวัน ดังนั้นควรตัดไฟเสียแต่ต้นลม
มีอีกเื่หนึ่ง...ตอนที่เคนหมั้นกับขิง เวนซ์เดย์ก็เป็คนแรก ที่ออกความเห็นว่า ‘มันเร็วไปหน่อย’ เพราะรู้จักกันได้ไม่ถึงครึ่งปี มองกันยังไม่ถี่ถ้วน ก็รีบตีตรวนซะแล้ว แถมหมั้นเสร็จ กะว่าอีกไม่ถึงปีก็จะแต่งเลย แต่เคนแย้งว่า ‘ถ้าเจอคนที่ใช่ เวลาใช่เื่สำคัญ’ อีกทั้งเคนยังคิดว่าความเห็นของเพื่อนรักนั้น อาจเกิดจากการเสียหน้า...ที่คนเงียบๆ และไม่เคยจีบผู้หญิงอย่างเคน กลับหมั้นหมายแซงหน้าเขา...ที่ใครๆ ต่างก็มองว่าแฟนๆ เยอะแยะ
ผ่านไปครู่หนึ่ง...เวนซ์เดย์ก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาเยี่ยมชมในห้องนอนของเคน เ้าของห้องก็ไม่ว่ากระไร เพราะคิดว่าห้องของตัวเอง ‘ไม่มีอะไรที่เป็ความลับ’
ยกเว้น...สิ่งที่ลืมไปซะสนิท
“เฮ้ย! นี่รูปใครน่ะ แก้มยุ้ยน่ารักเชียว” เวนซ์เดย์หยิบรูปแตงโมบนโต๊ะทำงานขึ้นมามองใกล้ๆ พลางเอานิ้วถูที่ใบหน้าคนในรูปเบาๆ เมื่อเห็นว่ารูปไม่มีกระจกกั้น
เคนไม่รู้ว่าใจตัวเองคิดอะไรอยู่ จึงสั่งให้ปากโกหกออกไปว่า “รูปยัยกาละมังน่ะ เด็กข้างบ้าน” เพื่อลากเพื่อนให้ห่างจากข้อมูลจริงๆ ของคนในภาพ
“อุ๊...คนอะไรวะ ชื่อกาละมัง ตัวออกจะน่ารัก” เวนซ์เดย์ฉุกในใจ และเมื่อเห็นวันที่ที่อยู่บนภาพ เขาก็ถามต่อไปอีก “รูปนี้ถ่ายไว้ 8 ปีแล้วนี่ ตอนนี้คนในรูปก็ต้องโตเป็สาวแล้วสิ ต้องน่ารักแน่ๆ เลย ขนาดตอนเด็กยังน่ารักขนาดนี้”
“ไม่น่ารักหรอก ขี้เหร่จะตาย” เคนรีบแย้ง
“อ้าว ทำไมล่ะ?”
“ก็ใช้ความน่ารักตอนเด็กไปจนหมดน่ะสิ พอโตเป็สาวจึงไม่เหลือ”
“จริงเหรอ....?” เหตุผลฟังดูแปร่งๆ เวนซ์เดย์จึงลากเสียงยาวด้วยความสงสัย ตบท้ายด้วยหางเสียงฟังดูผิดหวัง แต่ก็ยังอยากรู้อยากเห็นอยู่ดี “เอ้อ! พาฉันไปเจอตัวจริงหน่อยสิ อยากเห็น”
ช่างตื้อซะจริงๆ ต่อปากต่อคำจวนจะหมดลมอยู่แล้ว น่ารำคาญ เมื่อตะกี้หวงน้องสาว...ถึงตอนนี้ก็หวงก้าง*ต่อซะเลย เคนจึงตอบตัดบทไปแบบไม่ต้องถามกันอีกว่า “หมดสิทธิ์! เค้าถุงน้ำดีแตกตายไปแล้ว เมื่อปีก่อน”
“......!”
ได้ผล...เจอเบรกด้วยคำตอบและโรคพิสดารแบบนี้ เวนซ์เดย์ถึงกับเงียบกริบ หมดคำถาม รีบวางรูปเอาไว้ที่เดิมพลางบ่นเบาๆ “อะไรว้า...”
OOOOOOOOOO
สาวน้อยนางหนึ่ง ใส่กระโปรงยีนส์สั้นจุ๊ดจู๋...วาบหวิว อวดต้นขานวลๆ ขาวๆ นั่งกินก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ในฟู้ดเซ็นเตอร์ของห้างสรรพสินค้า สมาธิของเธอกำลังอยู่กับเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ร้อนๆ เ่าั้ จึงนั่งไม่ค่อยระวัง
ผม-เม่น-แดน สามคนรวมกัน 6 ลูกตา ยืนจ้องแทบเป็ตาลูกเดียวกัน
ครู่เดียว...เธอก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีรังสีอำมหิตมาตกกระทบที่หน้าขาอย่างประหลาด จึงรีบคว้ากระเป๋าลงมาปิดทันทีตามสัญชาตญาณ โดยไม่รอมองซ้ายมองขวา
“อ้าว...หมดลุ้นเลย” เม่นเสียดาย
“เฮ่อ...อด!” แดนก็ถอนหายใจ
“ฮะๆ เราไปกันเถอะ พี่เม่นก็เช็ดน้ำหมากซะ” ผมแซว
“ซี๊บบบ...!” เม่นรับมุก “น้องแตงโมก็ชอบมองเหมือนกันเหรอ ตัวเองเป็ผู้หญิงนะ”
“แหม...ใครๆ ก็อยากดูของสวยๆ งามๆ กันทั้งนั้นแหล่ะค่ะ”
“แล้วไม่ดูของตัวเองล่ะจ๊ะ!” แดนโพล่งขึ้นมาจากด้านหลัง
ผมศอกกลับไปที่พุงของแดนทันที!
ตุ๊บ! “อุ๊บ!!! ...”
แดนจุกตัวงอ เอามือกุมท้อง...พูดเสียงอู้อี้ “อีกแล้ว...ที่เดิม เมื่อเช้าก็โดนตรงเนี้ย...”
“สมน้ำหน้า ทะลึ่งดีนัก อยากโดนแฮททริกเป็รอบที่สามไหมล่ะ!” ผมหงุดหงิดขึ้นมาทันทีแบบไม่มีเหตุผล เมื่อโดนแตะต้องเื่สรีระของน้องแตงโม