“คุณหนู…จะถามอะไรบ่าวหรือเ้าคะ”
ตันหยางที่ก้มหน้าก้มตาทายาลดบวมให้เ้านายสาวจนเสร็จสรรพทั้งใช้ลูกประคบสมุนไพรประคบข้อเท้าให้คุณหนูอย่างตั้งใจ เมื่อเห็นว่าจู่ ๆคุณหนูก็นิ่งชะงักไปนาน ไม่เอ่ยคำถามออกมาเสียที และเอาแต่ทำสีหน้าเหม่อลอยแปลก ๆตันหยางจึงรู้สึกไม่สบายใจ แม้จะรู้สึกหวั่นใจที่ต้องเอ่ยเรียกคุณหนูแต่ด้วยเป็ห่วงผู้เป็นายยิ่งนัก ตันหยางจึงตัดสินใจ เอ่ยเรียกสติคุณหนูขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน
“อ้อ…ข้าอยากจะถามเ้าว่า อยู่ ๆ ข้ากลายมาเป็เ้าสาวของเสิ่นตวนหนิงได้ยังไง?”
เสียงนุ่มนวลของสาวใช้ตัวน้อยเรียกสติของเจียหลีให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอยได้เป็อย่างดี
ตามเนื้อหาในนิยายที่เจียหลีอ่านมาถึงตอนที่แปดมันสิ้นสุดอยู่แค่ฉากที่ฉินฟางเฟยไปะโน้ำตายเพื่อประชดบิดาเื่ราวหลังจากนั้นจึงแทบไม่มีอยู่ในหัวของเจียหลีเลยแม้แต่นิดเดียวถ้าจะให้ขุดคุ้ยเอาจากความทรงจำของร่างเดิมก็ดูเหมือนว่าในหัวของฉินฟางเฟยในตอนนี้จะมืดมิดไปซะทุกด้านคงไม่ใช่ว่าฉินฟางเฟยความจำเสื่อมกระมัง
พอเจียหลีฟื้นขึ้นมาในร่างของฉินฟางเฟยก็ดันฟื้นขึ้นมาในวันแต่งงานของฉินฟางเฟยกับเสิ่นตวนหนิงซะงั้นแบบนี้จะไม่ให้เจียหลีรู้สึกแปลกใจได้ยังไงฉะนั้นก็ไม่แปลกที่เจียหลีจะเอ่ยซักไซ้เอาความจากตันหยางซึ่งเป็สาวใช้คนสนิทของเ้าของร่างนี้เพราะแน่นอนว่าตันหยางจะต้องไขข้อข้องใจให้เจียหลีได้อย่างแน่นอน
ส่วนเื่ที่ว่าหากถามคำถามนี้ออกไป แล้วตันหยางเกิดรู้สึกคับข้องใจ ว่าเหตุไฉนเ้านายของตน จู่ ๆถึงได้พูดอะไรแปลก ๆ เช่นนี้ เจียหลีก็ตั้งใจจะอธิบายแก้ต่างออกไปว่าเพราะ่นี้มักรู้สึกปวดหัวอยู่บ่อย ๆ อาจจะเป็เพราะว่าก่อนหน้านี้มีเื่ของซางเฉวียนที่มาทำให้กระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนักทั้งยังผ่านการะโน้ำตาย มันเลยทำให้นางกลายเป็คนที่จำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้างและกลายเป็คนหลง ๆ ลืม ๆ อย่างที่เห็น
ใช่แล้วล่ะในความคิดของไป๋เจียหลีซึ่งได้อ่านเนื้อเื่ในนิยายมาแล้วบางส่วนจึงคิดว่าเหตุผลนี้ฟังดูเข้าท่าที่สุดแล้วแต่ทว่าคำตอบของตันหยางกลับเหนือความคาดหมายของเจียหลีไปมาก
“โถ… คุณหนู…อาการความจำเลอะเลือนของคุณหนูกำเริบอีกแล้วหรือเ้าคะ”
สีหน้าของตันหยางเต็มไปด้วยความเป็ห่วงเป็ใยไม่มีเค้าลางของความเคลือบแคลงใจแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อยนี่ทำให้เจียหลีไม่ต้องปวดหัวคิดหาเหตุผลมาอธิบายแก้ต่างให้ตัวเองเลยแม้แต่คำเดียว
“ความจำเลอะเลือนกำเริบงั้นเหรอ?”ไป๋เจียหลีในร่างของฉินฟางเฟยเอ่ยพึมพำเสียงแ่เบาขณะเดียวกันใบหน้าสวยของเ้าตัวก็กำลังเหม่อลอย พลางครุ่นคิดหาคำตอบ ว่าทำไมเ้าของร่างนี้ถึงได้มีอาการความจำเลอะเลือนกำเริบ?
ด้านตันหยางที่ได้ยินเสียงงึมงำของเ้านายก็ไม่มัวอมพะนำอยู่เฉย ๆนางรีบเอ่ยคำชี้แจงแถลงไขแก่เ้านายของตนด้วยความกระตือรือร้น
“ก็…ั้แ่คุณหนูไปะโน้ำที่ธารน้ำตกท้ายเมืองในวันนั้น พอถูกช่วยขึ้นมา คุณหนูก็มักมีอาการสะลึมสะลือจำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ท่านหมอที่มารักษาอาการป่วยของคุณหนูบอกว่าสิ่งนี้คือโรคความจำเลอะเลือนชั่วคราวเ้าค่ะ แต่คุณหนูไม่ต้องกังวลนะเ้าคะเพราะท่านหมอบอกว่า อีกไม่นานความจำของคุณหนูก็จะกลับมาเป็ปกติ”ที่ตันหยางเล่ามานั้น ล้วนเป็ความจริงทุกประการ
“อย่างนั้นเองหรอกหรือแล้ว… เื่ของข้ากับเสิ่นตวนหนิงเล่า ตกลงว่ามันเป็ยังไงกันแน่?” เจียหลีหรี่ตาเล็กแคบอย่างครุ่นคิดขณะเดียวกันนั้นก็ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ตันหยาง คล้ายจะแสดงออกให้ฝ่ายรับรู้ได้ว่านางกำลังรอฟังอยู่ ด้านตันหยางที่เห็นทีท่าอยากรู้อยากเห็นของคุณหนูในฐานะคนสนิทนางก็ไม่อิดออดที่จะเล่าทวนความจำให้คุณหนูของตน
และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่คุณหนูตั้งคำถามกับตันหยางเพราะั้แ่คุณหนูฟื้นกลับมาคุณหนูก็มักบอกให้ตันหยางเล่าเื่โน้นเื่นี้ให้ฟังอยู่เรื่อย ๆส่วนเื่ไหนที่คุณหนูพอจะจำได้บ้าง คุณหนูก็ไม่ได้ยกขึ้นมาถามตันหยาง
โชคดีอย่างหนึ่งที่หลังจากฟื้นขึ้นมาใน่แรก ๆ คุณหนูจำเื่ระหว่างตนเองกับแม่ทัพิไม่ได้หาไม่เช่นนั้นคุณหนูคงจะหาทางจบชีวิตตัวเองอีกครั้งเป็แน่ด้วยเหตุนี้คนในจวนสกุลฉิน และคนใกล้ตัวของคุณหนูจึงถูกสั่งห้ามมิให้พูดถึงแม่ทัพิให้คุณหนูได้ยินแต่ก็ไม่รู้ว่า... ยามที่คุณหนูกลับมาจำทุกอย่างได้แล้วและได้รู้ว่าตนเองไม่ได้ลงเอยกับแม่ทัพิ หนำซ้ำยังกลายเป็ฮูหยินของจวนโหวคุณหนูจะคิดฆ่าตัวตายอีกครั้งหรือไม่
“ก็...ตอนที่คุณหนูะโลงไปในน้ำคนที่ะโตามลงไปช่วยชีวิตของคุณหนู และคนที่พาคุณหนูกลับไปส่งที่จวนสกุลฉินคือคุณชายเสิ่นอย่างไรเล่าเ้าค่ะ”
“ที่แท้…วีรบุรุษช่วยสาวงามก็คือเสิ่นตวนหนิงเองหรอกเหรอ แต่นี่…ก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับการที่ข้าได้แต่งเป็เ้าสาวของเขาเลยนี่”
“ไม่เกี่ยวได้อย่างไรเ้าคะก็เพราะคุณชายเสิ่นช่วยคุณหนูไว้นั่นแหละพวกท่านทั้งสองถึงได้เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกระทั่งกลายเป็สามีภรรยากันรวดเร็วปานฟ้าผ่าเช่นนี้” วิธีพูดเกริ่นนำของตันหยางทำให้ต่อมสอดรู้สอดเห็นของเจียหลีสั่นระริกระรี่อย่างห้ามไม่อยู่
“ตันหยาง…เ้ารู้อะไรบ้าง เล่ามาให้หมด”
“คือเื่มันเป็อย่างนี้เ้าค่ะ”
.
..
หลังนั่งฟังอยู่นานในที่สุดไป๋เจียหลีก็เข้าใจที่ไปที่มาของเื่ราวทั้งหมดได้อย่างถ่องแท้
เื่มันมีอยู่ว่า…
วันนั้น...ก่อนที่เสิ่นตวนหนิงจะพบฉินฟางเฟยยืนร้องห่มร้องไห้ที่ธารน้ำท้ายเมืองเดิมทีเขาตั้งใจจะเดินทางไปที่จวนสกุลฉิน หวังพบบิดาของฉินฟางเฟยเป้าหมายหลักก็เพื่อไปเจรจาขอซื้อโสมบูรพา
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโสมบูรพาเป็สมุนไพรล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง สายข่าวรายงานมาว่า ทั่วนครเป่ยซานผู้โสมบูรพามีเพียงสามคนเท่านั้น หนึ่งคือผู้นำแคว้น สองคือจวนสกุลฮั่วสามคือจวนสกุลฉิน
ครั้นจะไปเจรจาขอซื้อโสมบูรพาจากผู้นำแคว้นเห็นทีจะยาก แต่หากจะไปเจรจากับตระกูลฮั่ว ก็เห็นทีว่าจะยุ่งยากเข้าไปใหญ่นั่นก็เพราะตระกูลเสิ่นกับตระกูลฮั่วไม่ลงรอยกันมาั้แ่รุ่นปู่รุ่นย่าด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความจำเป็ที่เสิ่นตวนหนิงจะบากหน้าไปง้อคนตระกูลฮั่วเช่นนั้นตัวเลือกสุดท้ายของเสิ่นตวนหนิงคงเหลือแค่สกุลฉินเท่านั้น
ด้วยความที่ตวนหนิงรู้ดีแก่ใจว่าโสมบูรพาเป็สมุนไพรล้ำค่า หายากที่สำคัญมันมีสรรพคุณที่ดีเลิศประดุจดั่งยาวิเศษจากวิมานเซียนด้วยเหตุนี้ตวนหนิงจึงตระเตรียมม้างามฝีเท้าดีจำนวนสองร้อยตัวเรือนปลูกสร้างจำนวนสามหลัง ที่ดินเปล่าอีกสิบหมู่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแลกเปลี่ยนกับโสมบูรพาเพียงแค่ชิ้นเดียว
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าระหว่างที่เขากำลังนั่งรถม้าไปพลาง ๆ จะบังเอิญเห็นฉินฟางเฟยเข้าที่ธารน้ำหนำซ้ำสีหน้าค่าตาของนางยังดูน่าเป็ห่วงอีกต่างหากอันที่จริงในฐานะสหายสนิทของิซางเฉวียน ตวนหนิงก็พอจะรับรู้แว่ว ๆ มาบ้างว่าซางเฉวียนไปเจรจากับบิดาของนางเกี่ยวกับความผิดที่นางก่อพร้อมทั้งเขียนหนังสือยกเลิกสัญญาหมั้นหมายระหว่างสองสกุลให้กับบิดาของนาง
ก็นางลงรักปักใจิซางเฉวียนมากขนาดนั้นซ้ำยังตามรักตามคะคานิซางเฉวียนมานานหลายปี จู่ ๆมาถูกยกเลิกสัญญาหมั้นหมายที่ทำไว้ั้แ่วัยเยาว์แบบกะทันหันก็ไม่แปลกที่นางจะเสียอกเสียใจจนมีสภาพเช่นนั้น
เมื่อเห็นคนงามร่ำไห้ปานจะขาดใจตายเสิ่นตวนหนิงที่ลอบสนใจในตัวฉินฟางเฟยอยู่ฝ่ายเดียว และไม่เคยเผยความรู้สึกให้ใครอื่นรับรู้ว่าตนเองรู้สึกเช่นไรกับฉินฟางเฟย เขาก็หักใจทิ้งนางไว้ตรงนั้นคนเดียวไม่ลงแต่ครั้นจะเข้าไปอยู่ข้างกายนาง คอยพูดปลอบใจนาง ก็คงไม่เหมาะดังนั้นเสิ่นตวนหนิงจึงทำได้แค่ลอบสังเกต และลอบมองนางจากมุมหนึ่งเท่านั้น
เห็นฟางเฟยร้องไห้หนักขนาดนั้นตวนหนิงที่ลอบมองอยู่มุมหนึ่ง ก็เผลอกัดฟันกรอด แล้วแอบพูดกับตัวเองว่าหากชาตินี้เขาและนางมีโอกาสได้พัวพันกันหรือหากว่าเสิ่นตวนหนิงคนนี้มีวาสนาได้เป็คนเคียงกายของฉินฟางเฟย สาบานได้เลยว่าเขาจะไม่ทำให้นางต้องเจ็บช้ำน้ำใจเด็ดขาด
แต่ทว่าจังหวะที่เสิ่นตวนหนิงหลุบตาต่ำพลางครุ่นคิดดันเป็จังหวะเดียวกันกับที่ฉินฟางเฟย 'คิดสั้น' แล้วะโลงไปในธารน้ำลึกอย่างหน้าตาเฉยด้านสาวใช้เพียงคนเดียวของนางก็เอาแต่ยืนะโขอความช่วยเหลือพร้อมกับร้องไห้โฮเหมือนคนสติแตกกระทั่งพูดไม่เป็ภาษา ส่วนสารถีคนคุมรถม้าก็โง่เง่าเหมือนตัวตุ่นว่ายน้ำก็ไม่เป็ พึ่งพาอะไรก็ไม่ได้
ฝั่งของเสิ่นตวนหนิงที่เห็นคนเดือดร้อนก็ใช่ว่าจะนิ่งเฉยยิ่งคนที่ประสบเหตุคือฉินฟางเฟยแล้วด้วย เขายิ่งอยู่เฉยไม่ได้โหวหนุ่มรูปงามรีบวิ่งไปใกล้ริมฝั่ง แล้วะโลงไปในธารน้ำลึกอย่างไม่ลังเลจากนั้นไม่กี่อึดใจเขาก็เป็คนอุ้มร่างเล็กอ้อนแอ้นของคุณหนูฉินไว้ในอ้อมกอดอย่างแน่นแฟ้น
ทันทีที่พาฉินฟางเฟยขึ้นฝั่งมาได้เสิ่นตวนหนิงก็ถลึงตาคาดขึงไปหาสารถีหนุ่มของฉินฟางเฟยและบ่าวรับใช้คนสนิทอีกสองคนของตน ราวกับจะเลาะเนื้อเถือกระดูกที่เสิ่นตวนหนิงต้องดุดันเหมือนงูหวงไข่ นั่นก็เพราะชุดฮั่นฝูสีขาวที่ฉินฟางเฟยสวมใส่ยามเปียกโชกมันทำให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของนางได้อย่างแจ่มชัด
โชคดีที่ตันหยางรู้งานจึงรีบวิ่งขึ้นไปบนรถม้าของคุณหนูแล้วเอาผ้าแพรมาห่มกายให้คุณหนูของตนด้วยท่าทางเงอะงะงุ่นง่านด้านเสิ่นตวนหนิงที่เอาแต่วางมาดดุดัน พลันเอื้อนเสียงพูดออกมาคำหนึ่งว่า
‘ข้าจะพานางไปส่งที่จวนสกุลฉินด้วยตัวเอง’
ว่าเสร็จเขาก็อุ้มร่างที่หมดสติของฉินฟางเฟยกลับขึ้นไปบนรถม้าของตนเองอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ให้คำอธิบายใด ๆ แก่สารถีหนุ่มกับตันหยางอีกแม้แต่ครึ่งคำ!