เทพบุตรสติเฟื่องออกเดินนำหน้าครุฑร่างกำยำไปยังพื้นที่ว่างอีกห้องหนึ่ง ถัดจากชั้นคัมภีร์โบราณไป แล้วมาหยุดยืนอยู่หน้าหิ้งเก็บของวิเศษนานาชนิด พลางชี้มือไปที่หุ่นขี้ผึ้งสีเขียวมรกตตัวหนึ่ง ขนาดสูงกว่าหนึ่งคืบ ซึ่งตั้งโดดเด่นอยู่บนหิ้งสีทองสลักลวดลายวิจิตร
“นี่คือหุ่นขี้ผึ้งมรกตแปลงโฉม มันคือร่างอวตารของท่าน”
“จับได้ไหม ?”
“อ้อ แน่นอนจับได้ ไม่มีปัญหา”
พูดพลางฉวยมือหยิบหุ่นขี้ผึ้งมรกตส่งให้เบื้องหน้า อริยขุนศึกรับหุ่นขี้ผึ้งมรกตมาถือไว้ในมือ กล่าวถาม
“แล้วนี่ข้าต้องทำเยี่ยงไรต้องไป ?”
“ง่ายมาก ท่านแค่กดนิ้วจิ้มไปที่ปลายจมูกของหุ่นขี้ผึ้งมรกตตัวนี้ แล้วนึกภาพใบหน้าของมนุษย์ผู้ที่ท่าน้าอวตารแปลงโฉม อ้าว! ลองทำดู”
ปรากฏว่าอริยขุนศึกนิ่งงันไป เพราะนึกจำใบหน้าของมนุษย์ผู้ใดมิได้เลย จึงได้แต่ยืนอ้ำอึ้งสงบนิ่ง ยิ้มเจื่อน ๆ กล่าว
“เอ่อ... คือว่า ข้าจุติมานาน บัดนี้ลืมเลือนใบหน้ามนุษย์หมดสิ้นแล้ว แม้แต่ใบหน้าเก่าของตนเอง ข้าก็จำมิได้”
อัจฉริยเทพบุตรผงกศีรษะยักไหล่ กล่าวตอบ
“ไม่มีปัญหา”
ว่าแล้วเดินไปยังวงล้อแห่งโชคชะตาสีรุ้ง มีลักษณะคล้ายชิงช้า์ขนาดเท่าถาดใส่อาหารใบใหญ่ ตั้งอยู่ใต้หิ้งของหุ่นขี้ผึ้งมรกต จากนั้นจึงปั่นวงล้อสีรุ้งให้หมุนติ้ว อึดใจต่อมาวงล้อสีรุ้งแห่งโชคชะตา หยุดหมุนแล้วดีดกระดาษม้วนเล็กสีเนื้อแผ่นจิ๋วออกมาจากช่องตรงกลาง อัจฉริยเทพบุตรหยิบม้วนกระดาษแผ่นจิ๋วคลี่อ่าน
“ร่างอวตารผู้นี้นามว่า เท่ง ทิงนองนอย เป็อดีตทหารอาสาแห่งสยาม เสียชีวิตเมื่อคราวรบพุ่งกับอสูรหนวดหมึกที่ทวาย ภายใต้การนำของท่านเมื่อครั้งยังเป็มนุษย์ สถานภาพโสดแต่ไม่ซิง...”
ทันใดนั้น วงล้อสีรุ้งแห่งโชคชะตากลับเปลี่ยนเป็จอภาพสามมิติ ฉายแสงภาพจำลองของ เท่ง ทิงนองนอย ปรากฏหร่าออกมาต่อหน้าต่อตาอย่างชัดเจน ราวกับชมดูภาพยนตร์สามมิติก็ปาน”
“ว้า! รูปร่างหน้าตาไม่งามเลย”
อริยขุนศึกตัดพ้อ เมื่อเห็นว่าที่ร่างอวตารเป็ชายหนุ่มรูปร่างกำยำสมส่วน ผิวคล้ำ จมูกโต แววตากรุ้มกริ่มขี้เล่น ตัดผมสั้นแสกกลางทรงมหาดไทย ปรากฏเป็ภาพสามมิติขึ้นตรงหน้า
“นี่แค่ร่างอวตารชั่วคราว เมื่อท่านไปยังชมพูทวีปแล้ว พบเห็นมนุษย์ผู้ใดรูปร่างหน้าตาถูกใจ ท่านก็อวตารแปลงโฉมได้ใหม่ทุกเวลา ไม่เห็นจะยากเลย”
“ก็ได้ ๆ ตกลง”
พญาครุฑขุนศึกกดปลายจมูกหุ่นขี้ผึ้งมรกตแปลงโฉมเป็ เท่ง ทิงนองนอย ในร่างอวตารมนุษย์ทันที ชูแว๊บ!
ชายหนุ่มใบหน้ากรุ้มกริ่มชาวสยาม จมูกโต ตัดผมสั้นทรงมหาดไทย ลักษณะท่าทีกะหล่อนขี้เล่น แต่ไม่เล่นขี้ ร่างกายเปลือยเปล่าล้อนจ่อน ปรากฏขึ้นในพริบตา อริยขุนศึกในร่างอวตารรีบกุมมือปกปิดของลับอันสุดหวงแหนด้วยความขวยเขิน เอ่ยบอก
“เอ่อ! ท่านคงจักมิให้ข้าต้องเดินทางไปด้วยร่างกายเปลือยเปล่าเช่นนี้กระมัง?”
เทพบุตรสติเฟื่องขมวดคิ้ว มองดูร่างเปลือยเปล่าของคู่สนทนา กล่าวว่า
“อ้อ ไม่แน่นอน” กล่าวจบเดินไปคว้าอาภรณ์แก้วใสหยิบยื่นให้ เท่งทิงนองนอย ร่างอวตารเบื้องหน้า
“นี่คือ อาภรณ์ทิพย์ เมื่อท่านได้สวมใส่แล้ว ไม่ว่าร่างอวตารของท่านจะแปลงโฉมไปอยู่ในลักษณะใดก็ตาม อาภรณ์ทิพย์จักเปลี่ยนเป็เสื้อผ้าหรือชุดรูปทรงให้เข้ากับร่างอวตารได้เองโดยอัตโนมัติ พร้อมกระเป๋าเสื้อเร้นลับสี่มิติใส่ไม่จำกัดปริมาณ อ้าว! ท่านลองสวมใส่ดู แล้วจะชอบ”
ครั้นเมื่อรับอาภรณ์ทิพย์มาสวมใส่เรียบร้อยแล้ว อริยขุนศึกในร่างอวตารกลายเป็เท่ง ทิงนองนอย สมชายชาตรีสายเืสยาม ภาพของชายหนุ่มจมูกโต ใบหน้ากรุ้มกริ่ม แม้ไม่หล่อแต่เร้าใจ สวมเสื้อขาวคอกลมติดกระดุมเรียงเม็ดถึงต้นคอ มีผ้าขาวม้าคล้องคอปล่อยชาย ท่อนล่างนุ่งโจงกระเบน สวมรองเท้าหัวแหลมปลายงอน
“เป็ไงบ้าง ถนัดไหม? เส้นเอ็นตรงไหนตึง ตรงไหนรั้งเกินไปไหม”
เทพบุตรสติเฟื่องเอ่ยถาม ขณะที่เท่ง ทิงนองนอยกำลังย่างสามขุมร่ายรำแม่ไม้มวยไทยเตะต่อยใส่อากาศ เพื่อทดสอบสมรรถภาพของร่างอวตาร
ทันใดนั้น ท้าวสักกเทวราช เสด็จมาพร้อมกับเหล่าเสนาอำมาตย์ขบวนผู้ติดตาม ทันทีที่ท้าวเธอก้าวเข้ามาภายในหออักษราวุธ บันดาลให้ภายในหอแห่งนี้เกิดสว่างไสวราวกับเปิดสปอตไลท์ขึ้นพร้อมกันหลายสิบดวง แต่แสงสว่างสีเขียวมรกตนั้นกลับนุ่มนวลชวนมอง ไม่เกิดระคายตาแต่ประการใด ท้าวเธอตรัสถามด้วยเสียงมีกังวานสดใสไพเราะชวนฟังว่า
“เอาล่ะ ตอนนี้ท่านเทพบุตรทั้งสองคงพร้อมที่จักเดินทางไปยังชมพูทวีปแล้วกระมัง?”
“พระพุทธเ้าข้า”
อริยขุนศึกในร่างอวตารคำนับ พร้อมกล่าวตอบด้วยความนอบน้อม ขณะที่อัจฉริยเทพบุตรกล่าวว่า
“ขอเวลาข้าพระองค์เก็บรายละเอียดอีกสักนิดเถิด พระเ้าข้า”
“ไม่เป็ไร เรายังพอมีเวลา งั้น! ตอนนี้เราจักบอกวิธีเจาะเวลาทะลุมิติไปยังชมพูทวีป ให้ท่านอริยะขุนศึกในร่างอวตารไปพลาง ๆ ก่อนละกัน”
จอมเทพตรัสตอบด้วยความเมตตา พลางถอดธำมรงค์มรกตยื่นส่งให้อริยขุนศึกในร่างอวตาร ท่ามกลางสายตาของเหล่าเสนาอำมาตย์ทวยเทพผู้ติดตาม เท่ง ทิงนองนอยรับแหวนมรกตวงนั้นมาไว้ในมือยังมิได้สวมใส่ที่นิ้ว จอมเทพตรัสแนะนำว่า
“เก็บรักษาไว้ให้ดี ธำมรงค์มรกตวงนี้ มิใช่แหวนธรรมดา เพราะเป็ประตูเจาะเวลาทะลุมิติย้อนอดีต หรือท่องไปในอนาคตได้ หากผู้ได้ปรารถนา” ท้าวสักกเทวราช หยุดเว้นจังหวะนิดหนึ่งขณะชำเลืองมองอริยขุนศึกในร่างอวตารเบื้องหน้า แล้วตรัสต่อไป
“วิธีใช้เธอแค่ กำหนดจิตอธิษฐาน ‘ขอเจาะเวลาทะลุมิติ’ เสร็จแล้วโยนแหวนลงไปที่พื้น จากนั้นนึกภาพใบหน้าของบุคคลผู้ที่้าทะลุมิติไปพบอันเป็จุดหมายปลายทาง ส่วนเวลาเก็บแหวน เธอเพียงสอดนิ้วเข้าไปในช่องอุโมงค์ปลายทางเท่านี้ก็เรียบร้อย เอาล่ะ...ไหนเธอลองทำดูสิ”
ร่างอวตารชายหนุ่มจมูกโตกำหนดจิตอธิษฐานทำตามทุกขั้นตอนที่จอมเทพแนะนำ เสร็จแล้วโยนแหวนมรกตทิ้งลงไปที่พื้น
พลันเรือนแหวนมรกตสำแดงปาฏิหาริย์หมุนติ้วได้เองอย่างน่าอัศจรรย์ ท่ามกลางประกายแสงวิบวับสีทองพวยพุ่งออกมาฟรุ้งฟริ้ง ราวหิ่งห้อยนับพันบินว่อนวนเวียนอยู่รายรอบ เรือนแหวนขยายใหญ่โตขึ้นกลายเป็ช่องอุโมงค์ขนาดใหญ่ ภายในมีวังวนหลุมดำดึงดูดวูบวาบ ราวกับจักดึงดูดทุกสรรพสิ่งเข้าไปกลืนกินภายในอุโมงค์ก็ปาน
พอถึงขั้นตอนสุดท้าย ปรากฏว่า เท่ง ทิงนองนอย ร่างอวตารกลับนึกจำใบหน้าของมนุษย์ผู้ใดมิได้เลย จึงยืนลังเลอ้ำอึ้งอยู่หน้าปากอุโมงค์วงแหวนทะลุมิติแห่งนี้
ทันใดนั้น ระฆังใบงามสีเขียวมรกตขลิบทอง ซึ่งแขวนอยู่บนหอเมฆาฟ้าสูงด้านนอกติดกับหออักษราวุธแห่งนี้ เกิดดังกังวานสั่นระรัวขึ้นเอง ราวกับบอกใบ้ให้สัญญาณออกเดินทาง ลูกสปาโลดีดดิ้นจึงเกิดคึกคักตื่นเต้นขึ้นมาอีกครา ตามคลื่นเสียงสั่นะเืเหง่งหง่างจากระฆังมรกตใบนั้น พลันลูกสปาโลดีดดิ้นกางปีกออกผึงกระแทกกรงแก้วใสแตกละเอียดออกไปดังโพละ! แล้วโฉบลูกบอลสีทองมีปีกอันเป็อิสระ พุ่งเข้าชนอริยขุนศึกในร่างอวตารอย่างจังทางด้านหลัง เท่ง ทิงนองนอย ร่างอวตารซวนเซถลาผลุบเข้าไปในช่องอุโมงค์หลุมดำเบื้องหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมปรากฏภาพนิมิตของพระเถระรูปหนึ่งแวบ ขึ้นในหัว
ขณะที่ลูกสปาโลดีดดิ้นแสนซน ยังคงลอยคว้างพุ่งชนนู่นนี่นั่นแล้วถลาโฉบออกไปภายนอกอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังหอระฆังเมฆาฟ้าสูง ด้วยความเร็วแรงหนักหน่วงราวพายุ เฟี้ยว! เหล่าเสนาอำมาตย์ทวยเทพผู้ติดตามเสด็จยืนออชุมนุมกันอยู่ด้านนอก หมอบหลบกันจ้าละหวั่น
“เร็ว รีบตามไปเร็ว!”
ท้าวเธอตรัสรับสั่งพลางชี้นิ้วไปที่ช่องอุโมงค์เบื้องหน้า อัจฉริยเทพบุตรรีบโกยคัมภีร์โบราณใส่ย่ามสี่มิติ แล้วกระโจนพุ่งร่างตามเข้าไปยังช่องอุโมงค์หลุมดำทันที
บัดนี้ ร่างของสองเทพบุตร ลอยคว้างหมุนควงสว่านราวลูกข่างอยู่ภายในวงแหวนหลุมดำ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับสนิทเป็ปรกติในเวลาต่อมา ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นในหออักษราวุธแห่งนี้ แม้แต่กระจกวิเศษ กรงแก้วใส และของวิเศษชนิดอื่นที่หล่นแตกกระจัดกระจายไปเมื่อครู่ ปรากฏซ่อมแซมตนเองให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้ดีดังเดิม ด้วยอานุภาพบุญฤทธิ์แห่ง์สรวงชั้นดาวดึงส์
ในเวลาเดียวกัน ภายในวงแหวนหลุมดำทะลุมิติ ขณะที่ร่างอวตารกำลังหมุนคว้างอยู่นั้น อริยขุนศึกเกิดสัญญาหวนนึกจดจำ พระเถระที่เห็นในนิมิตขึ้นมาได้ว่า ที่แท้ท่านคือ หลวงพ่อสมเด็จพระพุทโธ ซึ่งเป็พระอาจารย์ของตนในชาติภพก่อนตอนเป็มนุษย์นั่นเอง สองร่างหมุนคว้างในวังวนหลุมดำอยู่เพียงอึดใจ
ครั้นเมื่ออริยขุนศึกนึกจดจำอดีตชาติของตนขึ้นมาได้ พริบตานั้น ปลายอุโมงค์หลุมดำบังเกิดแสงสว่างขึ้นพร้อมเสียงดังป็อบ! คล้ายเสียงคนดีดนิ้ว ร่างอวตารของเท่ง ทิงนองนอย กับกายทิพย์ของเทพบุตรสติเฟื่อง พลันโผล่กายเนื้อและกายทิพย์ซวนเซออกจากอุโมงค์หลุมดำ ทะลุมิติเข้ามาปรากฏอยู่ภายในห้องนอนเรือนไม้ทรงไทยหลังหนึ่ง ในกรุงอโยธยา
สวนทางกับแชมป์[1] ซึ่งกำลังจมร่างหายวาบไปพร้อมกับอุโมงค์วงแหวนแห่งกาลเวลา อีกช่องทางหนึ่งข้างกันพอดี ทั้งสามจึงไม่ทันได้พบเห็นกัน
เท่ง ทิงนองนอย เมื่อหยัดยืนทรงตัวได้ รีบหันหลังสอดนิ้วกลางเข้าไปในช่องอุโมงค์วงแหวนทะลุมิตินั้น เพื่อเก็บแหวนมรกตตามที่จอมเทพแนะนำ โดยมีกายทิพย์ของอัจฉริยเทพบุตรเปลี่ยนรูปกลายเป็ดวงแก้วกลมใสแวววาวโปร่งแสงขนาดเท่ากำปั้นดวงหนึ่ง ลอยอยู่เคียงข้าง ฉับพลันช่องอุโมงค์ทะลุมิติปรากฏคืนกลับเป็แหวนมรกต มาสวมใส่อยู่ที่นิ้วของ เท่ง ชายหนุ่มจมูกโตทันที
ความจริงภายในห้องแห่งนี้ หาได้มีเพียงสองคู่หูทะลุมิติเข้ามาไม่ เพราะยังมีพระเถระสูงวัยอีกรูปหนึ่ง นุ่งห่มจีวรสีกรักเข้ม ทรงสง่าน่าเลื่อมใส ท่านยืนสงบนิ่งจ้องมองสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ด้วยความสนใจ แววตาเปล่งประกายด้วยความเมตตา ที่แท้ท่านคือ หลวงพ่อสมเด็จพระพุทโธ แห่งวัดป่าโพธิ์ผู้ทรงอภิญญานั่นเอง
ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนืุ์ หลวงพ่อสมเด็จเห็นกายเนื้อผิวคล้ำของชายหนุ่มจมูกโตหน้าแปลกผู้หนึ่ง ปรากฏขึ้นพร้อมกับดวงแก้วกลมใสแวววาวดวงหนึ่ง ก็เข้าใจได้ว่าเป็กายทิพย์และร่างอวตารของเทวดา เพราะท่านััได้ถึงกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้องราวกับน้ำหอมกลิ่นกุหลาบ
‘นี่ต้องเป็กลิ่นศีลของเทวดาชั้นกามาวจร[2]อย่างแน่’
หลวงพ่อสมเด็จพลันฉุกคิด แม้ท่านจะรู้ด้วยญาณ[3]ว่าเป็สองเทวดามาปรากฏ แต่ไม่ทราบว่าสองเทพบุตรนี้มาด้วยกิจธุระอันใด จึงปรากฏกายออกมาด้วยปาฏิหาริย์เป็อัศจรรย์เช่นนี้ที่โลกมนุษย์
ดังนั้น หลวงพ่อสมเด็จจึงยืนมองเงียบๆ อยู่หน้าประตู ด้วยกิริยาสงบสำรวม หาได้มีกิริยาอาการตื่นตระหนกใไม่ มีเพียงความรู้สึกสนเท่ห์ผุดขึ้นในใจอันเยือกเย็น แต่แววตาฉายชัดถึงไมตรีจิตอันอบอุ่น คล้ายอยากจะเอ่ยคำว่า “ยินดีต้อนรับสู่โลกมนุษย์” ด้วยซ้ำ ทว่าท่านมิได้เอ่ยวาจาออกมา
“กราบนมัสการ หลวงพ่อสมเด็จ ขอรับ”
ชายหนุ่มผิวคล้ำจมูกโต เดินเข้ามาเอ่ยพร้อมพนมมือยืนไหว้ด้วยความนอบน้อมต่อหน้าท่าน พลันสัญญา[4]และความรู้สึกเคารพรักเลื่อมใสศรัทธาเก่าก่อนในอดีตชาติของเขา ก็ถาโถมเข้าสู่ดวงใจของอริยขุนศึกในร่างอวตารเต็มเปี่ยม ชายหนุ่มจมูกโตจึงทรุดตัวลงกราบแทบเท้าหลวงพ่อสมเด็จได้ทันทีอย่างสนิทใจ
“เจริญพร! ประสก”
พลังคลื่นแห่งความรักความศรัทธาถาโถมเข้ามาเป็กระแสทำให้ท่านรับรู้ได้ด้วยกลิ่น พร้อมด้วยญาณวิถีอันแก่กล้าที่บำเพ็ญมาดีแล้ว ท่านเพียงกำหนดจิตถามในใจว่า
‘บุรุษจมูกโตที่ก้มกราบแทบเท้าเรา พร้อมด้วยกลิ่นหอมแห่งศรัทธาผู้นี้เป็ใคร เกี่ยวข้องอะไรกับเรา ?’
พริบตาท่านก็ได้คำตอบทันทีพร้อมความเข้าใจว่า แท้จริงบุรุษผู้นี้เป็ศิษย์ของท่านนามว่า แชมป์ หรือขุนชัย กำแหงฤทธิ์ ผู้ที่เพิ่งเจาะเวลาสวนทางจากไปเมื่อครู่นั่นเอง
‘เอ๊ะ! แต่ไฉนใบหน้าหล่อเหลาของแชมป์ จึงเปลี่ยนเป็คนจมูกโตผิวคล้ำไปเยี่ยงนี้’ หลวงพ่อสมเด็จครุ่นคิดด้วยความกังขา พลางเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
“เอ็งคือ แชมป์หรือขุนชัย กำแหงฤทธิ์ ที่เพิ่งจากไปเมื่อครู่ ใช่ฤๅไม่?”
“เมื่อครู่... แชมป์... เอ่อ...ขุนชัย...”
ชายหนุ่มจมูกโตทำหน้าเบ้ เอ่ยอึกอักทวนคำ ขณะที่ข้อมูลเก่าของเขาในชาติภพก่อน เริ่มทะลักออกมาท่วมท้นอยู่ในหัวราวกับทำนบแตก เพียงได้ยินนามว่า แชมป์ เท่านั้น
‘อ้อ... เราคือ แชมป์ ซึ่งเป็ชื่อเล่นของยอดนักมวยไทยเรืองเดช เอดิสัน ที่เขาสร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้ที่นั่น ใช่แล้ว! กลิ่นธูปหอมที่ยายคนนั้นจุดเรียกเราที่อนุสาวรีย์แห่งนั้นก็คือรูปปั้นของเรานั่นเอง...เมื่อเราตายจากชาตินั้นแล้วจึงมาจุติเป็ครุฑในชาติภพปัจจุบันนี้’
“อ้อ... ใช่แล้วขอรับ กระผมเป็ แชมป์ ขอรับหลวงพ่อสมเด็จ”
“อ้าว แล้วไฉนเอ็งจึงย้อนกลับมาที่นี่อีกล่ะ แชมป์” หลวงพ่อสมเด็จถาม
ชายหนุ่มจมูกโตหวนนึกถึงเื่โกลาหลที่เกิดขึ้น ในขั้นตอนการเจาะเวลาทะลุมิติมาสู่ชมพูทวีป พลางกล่าวตอบ
“บนดาวดึงส์์ อาสนะที่นั่งของพระอินทร์เกิดแข็งกระด้างขึ้น ท้าวเธอเชื่อว่าเกิดจากพวกอสูรปีศาจเบียดเบียนมนุษย์ที่ชมพูทวีปให้เดือดร้อน
จอมเทพจึงมีบัญชาให้กระผมลงมากำราบพวกอสูรปีศาจที่ชมพูทวีป ระหว่างเคลื่อนย้ายมิติภพภูมิ บังเอิญ กระผมนึกถึงใบหน้าของหลวงพ่อสมเด็จขึ้นมาได้ และด้วยเหตุนี่เองทำให้กระผม และสห...เอ่อ...”
อริยขุนศึกในร่างอวตารหยุดเว้นจังหวะนิดนึง พลางชำเลืองไปทางดวงแก้วกลมใสแวววาวด้านข้าง แวบหนึ่งในหัวเขาเห็นร่างโปร่งแสงของอัจฉริยเทพบุตรใช้นิ้วจุ๊ปากบอกใบ้เป็สัญญาณ เท่งจึงเปลี่ยนใจกลืนคำพูดลงคอไปไม่เอ่ยนามคู่หูออกมา กล่าวเพียงว่า
“ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้กระผมจึงได้มาพบหลวงพ่อสมเด็จยังที่แห่งนี้แหละขอรับ”
“อืมม์...เื่เป็เช่นนี้เอง” หลวงพ่อสมเด็จครางในลำคอ เริ่มจับต้นชนปลายได้บ้างแล้ว “แต่เดี๋ยวนะ ข้ายังแปลกอยู่ แล้วไฉนจึงต้องเป็เอ็ง เอ็งไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระอินทร์จอมเทพได้อย่างไรล่ะแชมป์?”
“คือว่ากระผมไปเกิดเป็ครุฑ ในวิมานบนต้นงิ้ว ขณะนั้นเกิดการสู้รบระหว่างเทพและอสูรขึ้นพอดี ซึ่งฝ่ายอสูรชนะ ทัพเทพพ่ายแพ้ ขณะที่กองทัพเทพกำลังแตกพ่ายหนีทัพอสูรผ่านมาในป่าไม้งิ้ว
ด้วยความรุนแรงจากกงล้อราชรถของพระอินทร์ ทำให้กระผมตกจากวิมานต้นงิ้ว อารามใ กระผมจำต้องต่อสู้กับทัพอสูร แม้กระผมจะเพิ่งเกิดใหม่ แต่ก็สามารถใช้สนับมือทองคำคู่บารมีสู้กับพวกอสูรได้อย่างกล้าหาญ สุดท้ายทัพเทพหันกลับมาช่วย ทำให้ศึกครั้งนี้ทัพอสูรเป็ฝ่ายปราชัย พระอินทร์ทรงชื่นชมยินดีเป็อย่างมาก จึงพระราชทานนามให้กระผมว่า ‘อริยขุนศึก’”
“อ้อ เอ็งไปเกิดเป็ครุฑได้ชื่อใหม่ว่า อริยขุนศึก” หลวงพ่อสมเด็จทวนคำ
“ใช่ ขอรับ นับแต่นั้นมา ศีรษะนกครุฑก็หายไปกลายเป็ศีรษะเทวดาสวมหน้ากากมงกุฎหัวนกทองคำแทน...”
เท่งเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นย้อนหลังไปถึงเขาได้เป็ขุนศึก์ออกรบทัพจับศึกกับทัพอสูรเป็ประจำ ยามว่างก็เสวยสุขอยู่ในวิมานบนต้นงิ้ว นานวันเข้าก็ลืมเลือนชีวิตเก่าตอนเป็มนุษย์ชื่อแชมป์หมดสิ้น ทั้งยังเล่าถึงร่างอวตารเท่ง ทิงนองนอย ที่เขาใช้อาศัยอยู่นี้ จากนั้นยังเล่ามาถึงเื่แหวนมรกตที่จอมเทพมอบให้ใช้ในภารกิจครั้งนี้ด้วย และท้ายที่สุดก็ผุดปรากฏออกมาในห้องแห่งนี้
หลวงพ่อสมเด็จรับฟังอย่างตั้งใจ พร้อมผงกศีรษะงึกงักรับทราบอยู่เป็ระยะ ยามนี้ท่านหมดความกังขากับปรากฏการณ์แปลกอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นหมดสิ้นแล้ว เนื่องเพราะทราบดีว่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของเทพเทวานั้น เป็พลังเหนือธรรมชาติบันดาลให้เกิดสิ่งที่เป็ไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายราวดีดนิ้วเนรมิต เมื่อเท่งเล่าจบ หลวงพ่อสมเด็จจึงกล่าว
“อืมม์...เื่เป็เช่นนี้เอง”
ขณะเดียวกัน ในระหว่างที่เท่งร่างอวตารจมูกโต และหลวงพ่อสมเด็จสนทนากันอยู่ เทพบุตรสติเฟื่องแม้กายทิพย์จะเป็อิสระไม่ตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดโลก แต่ด้วยความอ่อนจางของแสง หรือจะด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ทำให้กายทิพย์ยามนี้กลับมองเห็นได้เพียง ดวงแก้วกลมใสแวววาวขนาดเท่ากำปั้นดวงหนึ่งเท่านั้น
ตอนนี้ ดวงแก้วกลมใสแวววาวเริ่มลอยสูงขึ้นเกือบชนเพดาน แล้วลอยอ้อมมาทางด้านหลังหลวงพ่อสมเด็จ จากนั้นลอยเข้ามาจ่อประชิดติดกับท้ายทอยของหลวงพ่อสมเด็จ คล้ายทำการเชื่อมต่อจิติญญา พริบตานั้นดวงแก้วกลมใสก็ผลุบหายเข้าไปในร่างกายเนื้อของหลวงพ่อสมเด็จทันที โดยที่หลวงพ่อสมเด็จไม่รู้ตัว และมิได้รู้สึกเ็ปแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกปีติสุขเพิ่มขึ้น ร่างกายปลอดโปร่งเบาสบายมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
เมื่อหลวงพ่อสมเด็จ รับทราบเื่ราวความเป็มาของศิษย์รัก ผู้มีภารกิจย้อนเวลาทะลุมิติกลับมาอีกคราหนึ่งแล้ว จึงกล่าวออกมาด้วยความเข้าใจ
“อ้อ! ที่แท้เื่ราวเป็อย่างนี้เอง ดีล่ะ...อืมม์ มีของฝากส่งตรงมาจากเบื้องบนด้วย ไว้สำหรับปฏิบัติภารกิจให้บรรลุ รู้ใช่ไหมว่าต้องทำเยี่ยงไร ?”
สิ้นคำหลวงพ่อสมเด็จยื่นย่ามส่งให้เท่ง ทิงนองนอยตรงหน้า แล้วหยักคิ้วบอกเป็นัยเหมือนเช่นเคย
เท่งรู้ดีว่าหมายถึงอะไร จึงรีบล้วงมือลงไปในย่ามตรงหน้า แล้วฉวยเอาอะไรบางอย่าง ซึ่งมีขนาดเล็กจิ๋วออกมาถือไว้ แล้วแบมือออกดู ปรากฏว่าเป็ ลูกะุทองคำ
“นี่คือ เข็มทิศะุทองคำ” หลวงพ่อสมเด็จกล่าวแนะนำ
“นี่ไม่ใช่ลูกะุธรรมดา นอกจากใช้นำทางคลำหาเป้าหมายแล้ว ยังอธิษฐานยิงได้ไม่จำกัด มีไว้สำหรับกำราบพวกปีศาจอสูรร้าย หากใช้กับคนจะกลายเป็ยาสลบ ยิงถูกแล้วหลับไปได้หนึ่งวันหนึ่งคืน”
“โอ้!...เป็ลูกะุเข็มทิศที่วิเศษมากขอรับ” เท่งกล่าวขณะพิจารณาดูลูกะุทองคำในมือ
“ยังมีอีก แค่ลูกะุอย่างเดียวยังไม่พอ”
กล่าวจบ หลวงพ่อสมเด็จยื่นย่ามส่งให้เท่งตรงหน้าอีกครั้ง
เท่งเก็บลูกะุทองคำเข้ากระเป๋าสี่มิติ จากนั้นล้วงมือลงไปในย่ามเบื้องหน้าอีกครา แล้วชักมือออกมาพร้อมปืนขอนกสับด้ามสั้นติดมือมาด้วย เห็นลำกล้องและไกเป็ทองคำ ด้ามปืนเป็ไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรขลิบทอง
“ปืนขอนกสับเนรมิต” หลวงพ่อสมเด็จกล่าว
“นี่คือปืนพกที่ยิงได้อย่างแม่นยำ ยิงได้แม้ในวิถีโค้ง และระยะไกลสุดสายตา ไม่ว่าจะเป็เป้านิ่งหรือเคลื่อนไหว เป้าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กจิ๋วเพียงใด ก็อธิษฐานยิงให้ถูกได้อย่างแม่นยำราวจับวาง เมื่อใช้คู่กับลูกะุเข็มทิศทองคำ จะยิ่งเพิ่มพูนประสิทธิผล ยิงได้ไม่จำกัด”
หลวงพ่อสมเด็จกล่าวแนะนำอย่างคล่องแคล่ว โดยที่ท่านเองยังรู้สึกทึ่งกับความสามารถของตนเองที่มิได้เตรียมคำพูดมาก่อน ทุกอย่างลื่นไหลเป็ไปเองโดยอัตโนมัติ รวมทั้งอุปกรณ์ของวิเศษที่ปรากฏออกมาจากย่ามของท่านได้เองราวกับเทวดามาเนรมิต
“ว้าว! สมแล้วที่เรียกว่า ปืนขอนกสับเนรมิต” เท่งกล่าว ขณะกะชั่งน้ำหนักดูในมือ พบว่าปืนมีขนาดและน้ำหนักกำลังดี
“เหมาะมือมาก ขอรับ”
จากนั้นจึงเก็บใส่กระเป๋าสี่มิติไปด้วยความยินดี พลันหลวงพ่อสมเด็จจามออกมาเสียงดัง ฮัดเช้ย! พริบตานั้นร่างโปร่งแสงของอัจฉริยเทพบุตรก็กระเด็นออกมาตามแรงจาม หลวงพ่อสมเด็จพลันฉุกคิดขึ้นได้รีบกล่าวบอก
“เอาล่ะ... เสร็จธุระข้าแล้ว เห็นทีจำต้องกลับวัดแล้ว”
“เดี๋ยวขอรับ หลวงพ่อสมเด็จ” เท่งรีบคว้าข้อมือหลวงพ่อสมเด็จไว้ทันที พร้อมเอ่ยอึกอัก
“เอ่อ... กระผมขอติดตามไปด้วย... คือว่า...กระผมยังไม่มีที่พัก ขอรับ”
“อุว่ะ! เรือนหลังนี้ออกใหญ่โต และขุนชัย กำแหงฤทธิ์ก็เป็เ้าของเรือน เอ็งคงลืมไปแล้วสิหนา ว่าเรือนหลังนี้เป็เรือนของเอ็ง อ้อ...ใช่!...แต่...”
พริบตานั้น ดวงแก้วกลมใสแวววาวลอยอ้อมมาด้านหลังท้ายทอยของหลวงพ่อสมเด็จแล้วผลุบเข้าไปในร่างกายเนื้อของท่านอีกครา หลวงพ่อสมเด็จพลันกลอกตาแวบหนึ่ง พลางกล่าวต่อไปอย่างแคล่วคล่องด้วยเสียงมีกังวานสดใส
“แต่เอ็งต้องจำแลงกายเป็ขุนชัย กำแหงฤทธิ์คนเดิมก่อน เพื่อให้บ่าวไพร่จำได้ พวกมันจักได้ไม่สับสน เอาล่ะ...ไหนเอ็งลองกดปลายจมูกจำแลงกายดู”
เพียงได้ยินคำแนะนำของหลวงพ่อสมเด็จ เท่ง รีบกดปลายจมูกโตของตัวเองจำแลงกายทันที ทันใดนั้น ร่างของเท่ง พลันแปรเปลี่ยนเป็ร่างของเ้าชายอาลี[5]ในนิทานอาหรับราตรีปรากฏขึ้นแทน ชูแว๊บ!
แต่ทว่าหลวงพ่อสมเด็จ สั่นศีรษะปฏิเสธบอก
“ฮึ! ไม่ใช่ ที่นี่คืออโยธยามิใช่แดนภารตะนะเฟ้ย อ้าว!...เอาใหม่”
เ้าชายอาลีกำมะลอรีบกดปลายจมูกตัวเองแปลงร่างเป็ กัปตันโจ๊ก สตอรี่ ชูแว๊บ!
ปรากฏว่าหลวงพ่อสมเด็จก็ยังไม่ถูกใจ บอกให้แปลงร่างใหม่อีก คราวนี้กัปตันโจ๊ก สตอรี่จำแลงเริ่มเกาหัว ก่อนกดปลายจมูกโด่งเป็สันของตัวเองแปลงร่างเป็ไมเคิล แจ็คสัน, แปลงเป็พระอรหันต์จี้กง, เห้งเจีย, ซูเปอร์แมน, หรือแม้แต่แปลงเป็เปาบุ้นจิ้นแห่งศาลไคฟง แต่หลวงพ่อสมเด็จยังคงสั่นหน้าปฏิเสธบอกไม่ใช่สักคน
“หากเป็เช่นนี้เห็นที เอ็งคงจักจดจำใบหน้าเก่าของขุนชัย กำแหงฤทธิ์มิได้อย่างแน่”
“เอ่อ...ใช่! ขอรับ หลวงพ่อสมเด็จ” ท่านเปาหน้าดำแห่งศาลไคฟงรับคำ
หลวงพ่อสมเด็จจึงล้วงมือลงไปในย่ามแล้วฉวยเอาคันฉ่องขนาดเท่าฝ่ามือออกมา พลางกวักมือเรียกท่านเปาจำแลงเข้ามายืนส่องดูใกล้ๆ จากนั้นใช้ฝ่ามืออีกข้างถูวนลูบไล้ไปมาที่บานกระจกตรงหน้า
ทันใดนั้น เงาท่านเปาในกระจก บังเกิดประกายแสงสีทองวิบวับราวหิ่งห้อยมากมาย พวยพุ่งออกมาบินวนเวียนฟรุ้งฟริ้งอยู่ที่กรอบกระจกบานนั้น พร้อมปรากฏรูปของเหล่าขุนศึกกองพล ๔๐๐ ในอดีตขึ้น
ชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่งชุดนักรบสีดำ มีผ้าคลุมพลิ้วทิ้งตัวอยู่ด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหล่าแบบลูกครึ่ง บนศีรษะคาดแว่นทรงประหลาดคล้ายแว่นกันน้ำ รูปร่างสง่างามสูงใหญ่สมชายชาตรี เดินนำหน้าสุดอยู่ในกองทัพสยามคล้ายคนนำทาง ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะสูงใหญ่โตกว่าทหารทุกคนในกองพล ลักษณะท่าทีองอาจมาดมั่น
‘ว้าว! ชาติก่อน เราก็หล่อไม่เบาเหมือนกันนะนี่!’
ท่านเปาจำแลงรู้ได้ทันทีว่า นายทหารหนุ่มรูปหล่อที่ปรากฏภาพอยู่ในกระจกผู้นี้คือตัวตนเก่าของเขาในชาติภพก่อนสมัยยังเป็มนุษย์ ว่าแล้วไม่รอช้า ท่านเปาจำแลงรีบกดปลายจมูกตัวเองแปลงโฉมเป็ ขุนชัย กำแหงฤทธิ์ เทพแห่งมวยไทยในตำนาน
ชูแว๊บ!
“ดีมาก! นั่นแหละ จึงจักใช่ขุนชัย กำแหงฤทธิ์ตัวจริง”
หลวงพ่อสมเด็จ กล่าวด้วยความชอบใจ
“เอ่อ...แล้วกระผมต้องทำเยี่ยงไรต่อไปขอรับ ?” ชายหนุ่มสูงใหญ่กำยำ ใบหล่อเหลาแบบลูกครึ่งถาม
“จงตามสัญญาณเข็มทิศะุทองคำไป แล้วคำตอบจักปรากฏ”
พูดจบหลวงพ่อสมเด็จพลางส่ง ‘คันฉ่องเสาะหารูปโฉม’ มาให้ขุนชัย ก่อนหันหลังเปิดประตูห้องออกไป ท่านมองสบตา ส่งยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยลา
“ข้าไปล่ะ... เอ็งไม่ต้องตามมาส่งน่ะ”
ท่านเ้าประคุณสมเด็จ ก้าวเท้าลงจากบันไดเรือนไม้ทรงไทยหลังโตโอ่อ่า พร้อมกับอัจฉริยเทพบุตรโผล่ร่างโปร่งแสงออกมาจากร่างของท่าน เห็นท่านก้าวลงบันไดไปไม่กี่ก้าว ร่างของหลวงพ่อสมเด็จพระพุทโธ แห่งวัดป่าโพธิ์ พลันล่องหนหายวับไปต่อหน้าต่อตา ราวกับไอน้ำระเหิดหายก็ปาน
[1] อ่านเื่ของ “แชมป์” เพิ่มเติมได้ในนิยายเื่ “แหวนครองภพ สยบทัพอสูร” แต่งโดย จักรแก้วในรูปแบบอีบุ๊คแจกฟรีที่ meb, ReadAWrite, Ookbee และDek-D
[2] ์ 6ชั้นที่ยังเกี่ยวข้องกับกาม หรือ์ที่อยู่ในกามภูมิ ยังเกี่ยวข้องกับกามคุณทั้ง 5 คือ รูป รส กลิ่น เสียง และััอันเป็ทิพย์ เทวดาก็มีการเสพกามเช่นกันไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ เพียงแต่เป็กามทิพย์ที่ละเอียดประณีตกว่า
[3] ญาณ คือ ปรีชาหยั่งรู้, ปัญญาวิเศษในการกำหนดรู้, ความสามารถหยั่งรู้หรือกำหนดรู้อันเกิดจากอำนาจสมาธิ
[4] สัญญา เป็ศัพท์แสงในทางพระ ซึ่งหมายถึง ความทรงจำ หรือ Memory
[5] เ้าชายอาลี : คือตัวละครในนิทานเื่อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ อาลี เป็เ้าชายตัวปลอม ที่อาลาดินขอพรจากั์จินนี่ เพื่อปลอมตัวไปจีบเ้าหญิง.