ณ โรงเรียนเวชจุฬารักษณ์
เช้าวันใหม่ยังคงเริ่มต้นด้วยภาพเดิมๆ ท้องฟ้าสีฟ้าใสไร้เมฆบดบัง แสงแดดอ่อนๆสาดลงบนอาคารเรียนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเสียงนักเรียนพูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวาภายใต้ความสวยงามนั้น กลับมีความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ในความทรงจำของนักเรียนชายคนหนึ่ง
หลังจากกิจกรรมหน้าเสาธงจบลงนักเรียนต่างแยกย้ายกันขึ้นอาคารเรียน ริวเดินตามกระแสของฝูงชนไปท่ามกลางเสียงบทสนทนาเบาๆรอบตัว แต่สำหรับเขา เสียงเ่าั้กลับฟังดูห่างไกลยิ่งนักสีหน้าของริวยังคงตึงเครียด ดวงตาใต้กรอบผมสีดำหม่นหมอง ไม่ใช่เพราะเขาอดนอนแต่เป็เพราะพยายามหลับเท่าไร ก็ไม่หลับไม่ได้
ทุกๆครั้งที่เขาข่มตาหลับภาพเดิมก็จะย้อนกลับมา คราบเืที่ลากยาวไปตามทาง เสียงขวานที่ถูกลากไปกับพื้น เป็ดั่งภาพติดตาและในภาพเ่าั้ มีใบหน้าของแนนโน๊ะซ้อนทับอยู่เสมอ ความรู้สึกผิดกดทับลงบนอกของริวโดยตรงเพราะเขาทิ้งเธอไว้ตรงนั้น และตัวเขาก็วิ่งหนีออกมาคนเดียว โดยไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง ไม่รู้ว่าเธอจะยังปลอดภัยดีไหม
ณ ห้องเรียน ม.5/1
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องเรียนริวเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู นิ้วมือเย็นเฉียบโดยไม่รู้ตัว เขาผลักประตูเข้าไป ในเสี้ยววินาทีแรกร่างของเขาแข็งทื่อ ราวกับเวลาถูกหยุดลง เมื่อเห็นว่าแนนโน๊ะ นั่งอยู่ที่โต๊ะประจำของเธอ
ภาพตรงหน้าทำให้รูม่านตาของริวขยายกว้างหัวใจที่เต้นไม่เป็จังหวะเหมือนถูกบีบแน่น เขายืนค้างอยู่ตรงนั้นความคิดในหัวว่างเปล่า ก่อนที่แนนโน๊ะจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างช้าๆ แววตาคู่นั้นยังคงนิ่งและดูเป็ปกติความจริงนั้นทำให้ริวได้สติกลับมาอย่างฉับพลัน เขารีบหลบสายตาของเธอทันทีไม่กล้ามองเธอนานกว่านั้น แล้วเดินเลี่ยงไปนั่งที่โต๊ะประจำของตัวเองที่ท้ายห้อง
ตลอดชั่วโมงเรียนของ่เช้าริวแทบไม่ได้รับรู้อะไรที่ครูสอน ตัวหนังสือบนกระดาษเป็เพียงเส้นสีดำ ที่ไม่สามารถเรียบเรียงเป็ความหมายได้แต่ในสมองของเขาหมุนวนอยู่กับคำถามเดิมซ้ำๆ พร้อมกับความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้ามา
แนนโน๊ะรอดมาได้ยังไง หรือว่าทั้งหมดที่เห็น…แค่ผมฝันไป…ริวคิดในใจแต่ความหนักอึ้งในอกกลับบอกเขาว่า มันไม่ใช่ความฝันอย่างที่คิด
เมื่อเสียงออดดังขึ้นในเวลา 11:30 น.นักเรียนในห้องลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างพร้อมเพรียง ริวลุกขึ้นเร็วกว่าคนอื่น เก็บสมุดหนังสือใส่กระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไร แต่ไม่รู้เลยว่า…ขณะที่เขาเดินจากไป มีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองตามอย่างเงียบงัน จากทางด้านหลัง
ณ โรงอาหาร
เวลา 11:30 น.
ที่โรงอาหารบรรยากาศยังคงคึกคักเหมือนทุกวัน เสียงถาดกระทบกัน เสียงหัวเราะ พร้อมทั้งสายลมอ่อนๆพัดเอากลิ่นอาหารลอยอบอวลอยู่ทั่วบริเวณแต่ริวกลับไม่รู้สึกหิวเลยแม้แต่น้อย ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกครั้ง ภาพนักเรียนหญิงที่ผูกโบว์แดงชุดนักเรียนของเธอเต็มไปด้วยคราบเื จากการฆ่านักเรียนคนก่อนหน้า ถือขวานไล่ตามเขามาและภาพแนนโน๊ะที่ยืนอยู่ใต้แสงไฟทางเดิน แต่พอมาถึงตอนเช้า แนนโน๊ะมาที่โรงเรียนได้และเธอยังดูปกติทุกอย่าง
ความคิดนั้นผลักดันให้ริวเดินออกจากโรงอาหารเขาเลี้ยวไปทางห้องสมุดและเดินลึกเข้าไปในเส้นทางเดิมเส้นทางที่เขาวิ่งหนีเมื่อคืน แต่เมื่อไปถึงทุกอย่างกลับดูเรียบร้อยเหล่านักเรียนเดินผ่านไปมาอย่างเป็ปกติ ไม่มีแม้คราบเื
จากนั้น เขาเดินย้อนกลับไปตามทางเดิม ไปยังทางเดินใกล้ประตูทางออกของโรงเรียนแล้วหยุดลงที่พื้นทางเดิน แต่พื้นที่ทางเดินนี้ ยังมีรอยขีดยาวเป็เส้น รอยที่เกิดจากของมีคมลากผ่านพื้นไปริวยืนนิ่ง มองรอยนั้นอย่างไม่กะพริบตา หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง เพราะนั่นเป็การยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ใช่ฝันและไม่ใช่ภาพหลอน
มันเป็ความจริงสินะ ริวคิดในใจพลางหันมองรอบๆเห็นว่านักเรียนยังคงเดินผ่านไปมา ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น
จากนั้นเดินย้อนกลับมาตามทางเดิมอีกครั้งแต่ภาพเหตุการณ์นั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเขา ราวกับมันฝังแน่นลงไปในความทรงจำ แม้ว่าเขาพยายามบอกตัวเองว่าควรหยุดคิดได้แล้วแต่ยิ่งพยายามจะลืม ภาพเมื่อคืนกลับยิ่งชัดเจนขึ้น อาจะเป็เพราะเขาพึ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ครั้งแรกในชีวิตเลยยังไม่รู้วิธีรับมือ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปในห้องสมุด เพื่อหาอะไรอ่านคลายเครียดอีกครั้ง
ณ ห้องสมุด
เมื่อผลักประตูเข้าไปภายในห้องสมุดเต็มไปด้วยนักเรียนที่นั่งอ่านหนังสือ บางคนทำการบ้านบางคนคุยกันเบาๆ บรรยากาศปกติ เสียงพัดลมเพดาน เสียงกระดาษพลิกหน้าทุกอย่างบอกเขาว่า ที่นี่ปลอดภัยหรืออย่างน้อยสำหรับริว มันก็ดูเหมือนจะเป็แบบนั้น
ริวสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วเดินเข้าไปด้านใน คราวนี้เขาไม่หยิบนิยายอีกเขาเลือกเดินไปยังโซนหนังสือวิทยาศาสตร์ เพราะคิดว่าสิ่งที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว อาจจะช่วยดึงสติของเขากลับมาได้บ้าง
เขาเดินไปอยู่หน้าชั้นหนังสือ นิ้วมือเรียวยาวไล่ไปตามสันหนังสือทีละเล่มั์ตาสีเข้มมองผ่านชื่อที่ปกหนังสือไปอย่างไร้ความหมายจนกระทั่งเขาหยุดอยู่ที่เล่มหนึ่ง และดึงมันออกมาจากชั้น ทันใดนั้น
“อ้าว ไปไหนแล้วล่ะ” เสียงของนักเรียนหญิงคนหนึ่งดังขึ้นจากอีกฝั่งของชั้นหนังสือ
ริวชะงักเล็กน้อยหัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เขารีบชะโงกหน้าไปมองอีกฝั่งในทันที เห็นว่ามีนักเรียนคนหนึ่งยืนอยู่อีกฝั่ง
“ขะ…ขอโทษครับ”
นักเรียนหญิงคนนั้นเดินอ้อมชั้นหนังสือออกมาเผยให้เห็นร่างเล็กๆในชุดนักเรียนสีขาวสะอาด ตัดผมหน้าม้าสั้นรวบไปมัดด้านหลังและผูกด้วยโบว์สีขาว
เธอเอื้อมมือมาแตะที่มุมบนของหนังสือในมือของเขาและกดมันลงเล็กน้อย สายตาไล่ตัวอักษรบนปก และเมื่อรู้ว่าหนังสือเล่นนั้นเขียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และความเชื่อ เพียงเท่านั้นเธอก็ปล่อยมือแล้วหันหลังเหมือนจะเดินจากไป
“ดะ…เดี๋ยวก่อนครับ!” ริวเรียกตามหลัง
นักเรียนหญิงคนนั้นหยุด แล้วหันกลับมา “มีอะไรเหรอ”
“หนังสือเล่มนี้… คุณเอาไปอ่านเถอะครับผมอ่านเล่มอื่นก็ได้” เขาพูดพลางยื่นหนังสือเล่มนั้นไปให้เธอ
หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆพร้อมรอยยิ้มบางๆที่ดูไม่เร่งรีบ “ไม่เป็ไร”
เธอหันกลับไปที่ชั้นหนังสือหยิบหนังสืออีกเล่มออกมา แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะใกล้ๆ อย่างเงียบงัน ริวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินตามไป
“ขอนั่งด้วยคนนะครับ…” เขาพูดเสียงเบากลัวจะรบกวน
นักเรียนหญิงเหลือบมอง ก่อนพยักหน้า “อืมตามสบายเลย”
ริวนั่งลงฝั่งตรงข้ามเว้นระยะห่างพอสมควร ความเงียบกลับมาอีกครั้งทั้งสองต่างก้มหน้าอ่านหนังสือของตัวเอง แต่ในใจของริว กลับไม่สงบอย่างที่หวัง เพราะคิดว่าเธออาจไม่พอใจที่เขาหยิบหนังสือไปก่อน
“คุณไม่ได้… กำลังโกรธผมอยู่ใช่ไหมครับ”
นักเรียนหญิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองเขา แววตานั้นเรียบเฉยเกินกว่าจะอ่านออก
“โกรธอะไร เราไม่หรอก แค่หนังสือเองนายเอาไปอ่านเถอะ”
“ครับ…” ริวตอบแต่สีหน้าก็ยังไม่คลายความกังวล
หญิงสาวมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “นายเนี่ย… เป็คนคิดมากจังนะ”
ริวหลบสายตาแทบจะทันทีปฏิกิริยานั้นเหมือนจะบอกเธอทุกอย่าง เธอขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อยแล้วยิ้มให้ เป็รอยยิ้มที่ดูเป็มิตร
“เราชื่อจุนโกะนะ อยู่ ม.5 ห้องกิฟต์ แล้วนายล่ะ”
“ผม… ชื่อริว อยู่ ม.5/1 ครับ”
จุนโกะพยักหน้าเบาๆ “อ๋อ… นายมาใหม่สินะไม่เคยเห็นหน้าเลย”
“ครับ ผมเพิ่งมาปีนี้”
“อื้ม ยินดีที่ได้รู้จักนะ แล้วก็…ยินดีต้อนรับล่ะ ริว” พูดจบ จุนโกะก็ยิ้มให้เขา
สิ้นสุดประโยคสนทนานั้น ทั้งสองนั่งอ่านหนังสือต่อไปอย่างเงียบงันเสียงพัดลมเพดานหมุนช้าๆ แสงจากหลอดไฟบนเพดานส่องสว่างภายในห้อง ทำให้เห็นทุกตัวอักษรในหนังสือริวนั่งอ่านเงียบๆจนลืมไปว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น
เวลาผ่านไปพักหนึ่ง จุนโกะเป็ฝ่ายปิดหนังสือลงก่อนเสียงปกหนังสือกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบ เธอเงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“นี่ก็เพิ่งเปิดเทอมมาไม่กี่วันเอง…ก็มีข่าวเด็กหายมาอีกแล้ว”
“เด็ก… เด็กหายหรอครับ” เขาพูดออกมาเบาราวกับกระซิบ
จุนโกะหันมามองเขาเล็กน้อย แล้วตอบ “ใช่… นายไม่ได้ยินข่าวเหรอ”
คำพูดนั้นของเธอ เหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในใจของริวภาพเมื่อคืนก็ผุดขึ้นมาในหัวของริวอีกครั้ง ทั้งภาพนักเรียนที่ถูกทำร้ายในห้อง เสียงขวานลากกับพื้นรอยเื และนักเรียนหญิงคนนั้น เขารีบเบือนหน้าหนีทันทีสายตาจ้องไปที่หน้าหนังสือ แต่ตัวอักษรตรงหน้ากลับพร่าเลือนมือที่จับกระดาษแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ แล้วตอบสั้นๆ
“ไม่ครับ…”
จุนโกะขยับตัวเข้าไปใกล้เขามากขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดเหมือนปลอบใจริว
“นี่ๆ ไม่เป็ไรหรอกนะ ข่าวแบบนี้มันมีมากทุกปีนั่นแหละเราเรียนอยู่ที่นี่มาเทอมนึงแล้วล่ะ”
“ตอนย้ายเข้ามาใหม่เพื่อนๆในห้องก็บอกว่าเคยมีข่าวแบบนี้มาทุกปีเลย” ท่าทีของเธอดูสบายๆราวกับมันเป็เื่ปกติ
ริวเม้มริมฝีปากแน่นความรู้สึกต่อต้านผุดขึ้นมาในอก เขาไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่าสิ่งที่เขาเห็นเมื่อคืนจะถูกกลืนหายไปในคำว่านี่เป็แค่ข่าวลือได้ง่ายๆ แต่เขาก็ไม่พูดอะไร ไม่ใช่เพราะไม่อยากเถียงแต่เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเขาเห็นเหตุการณ์นั้นด้วย
เขานั่งเงียบๆฟังจุนโกะเล่าต่อถึงข่าวการหายตัวของนักเรียนในแต่ละปี ชื่อที่ไม่มีใครจำได้เหตุผลที่ไม่มีใครอธิบาย และตอนจบที่ไม่มีใครพูดถึง ทำให้ข่าวลือนั้นค่อยๆจางหายไป
ไม่นานนักเสียงออดก็ดังขึ้นก้องไปทั่วอาคาร เป็สัญญาณจบ่พักเที่ยง ริวและจุนโกะลุกขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งสองนำหนังสือไปวางคืนที่ชั้นเดิมอย่างเป็ระเบียบ
“ไว้เจอกันใหม่นะริว” จุนโกะพูดพลางยิ้มบางๆให้ก่อนจะหันหลังเดินออกไป
“ครับ…” ริวตอบเบาๆ
แต่ตลอดคาบบ่ายนั้นเขาแทบไม่ได้ยินเสียงครูสอนอยู่หน้าชั้นเลยแม้แต่น้อยตัวอักษรบนกระดานดำพร่าเลือนเหมือนหมอกความคิดของเขาวนเวียนอยู่กับภาพเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงร้องโหยหวนเสียงของแข็งกระแทก และรอยเืที่ลากยาวไปตามพื้นทางเดิน
ข่าวลือเื่ นักเรียนหายตัวไปยังคงดังแว่วเข้ามาเป็ระยะ จากเสียงกระซิบของเพื่อนร่วมชั้นจากบทสนทนาที่เขาไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่กลับหลีกหนีไม่ได้ และริวก็แน่ใจดี
มันไม่ใช่การหายตัวไปหรอกครับ… ริวตอบในใจแล้วภาพของสามสาว มาเบล ลิตา และเกรซ ผุดขึ้นมาในหัวของเขา พร้อมกับนักเรียนหญิงที่มัดผมหางม้าผูกริบบิ้นสีแดง และขวานในมือ ริวไม่รู้ว่าเธอคือใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหนแต่ความรู้สึกหนึ่งฝังแน่นอยู่ในอกเขา
เมื่อเสียงออดคาบสุดท้ายดังขึ้น บ่งบอกเวลา 15:30 น. เป็สัญญาณเลิกเรียน ริวสะดุ้งเล็กน้อยราวกับเพิ่งถูกดึงกลับมาสู่ความเป็จริง เขาเก็บหนังสือใส่กระเป๋าอย่างลวกๆแล้วลุกเดินออกจากห้องทันที
ทางเดินเต็มไปด้วยนักเรียนที่มุ่งหน้าออกจากโรงเรียนเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ ทุกอย่างยังคงดูปกติ แต่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นสายตาของริวกลับสะดุดเข้ากับร่างหนึ่ง นั่นคือ แนนโน๊ะ ที่ยืนอยู่ตรงทางเดินก่อนถึงประตูทางออกมือไขว้ไว้ด้านหลัง เงยหน้ามองท้องฟ้าในยามเย็นด้วยท่าทีสบายๆ
ภาพในคืนนั้นแล่นกลับมาในหัวเขาอีกครั้ง ภาพที่เขาเลือกวิ่งหนีและปล่อยให้เธอยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ริวกลืนน้ำลาย ความรู้สึกผิดกดทับอยู่ในอกทั้งวันเขาหลีกเลี่ยงที่จะมองเธอ หลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยเพราะไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร แต่คราวนี้ เขาไม่อยากเดินหนีอีกแล้ว ริวสูดลมหายใจลึกรวบรวมความกล้า แล้วเดินเข้าไปหาเธอ
“แนนโน๊ะ…” ริวเรียกชื่อเธอเบาๆ
แนนโน๊ะค่อยๆ หันมาหาเขารอยยิ้มใสๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหมือนเดิมราวกับคำเรียกนั้นไม่ได้ทำให้เธอแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
“หืม… คะ”
ริวชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะถามออกมา “คุณ…เป็ยังไงบ้างครับ เมื่อวานนี้…”
แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อยสีหน้ายังคงสงบ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย “ก็ปกติดีนะคะแนนโน๊ะไม่ได้เป็อะไร” พูดจบเธอก็รอยยิ้มให้ เป็รอยยิ้มที่ดูสดใสดั่งเช่นเคย
ไม่มีความโกรธ และร่องรอยของความหวาดกลัวใดๆแต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้ริวรู้สึกใจหายมากกว่าที่คิด แต่ถึงอย่างนั้นความหนักอึ้งในอกก็คลายลงเล็กน้อย
ริวพยักหน้าช้าๆ “ครับ ถ้าอย่างงั้น…ผมขอตัวไปก่อนนะครับ”
เขารีบจบการสนทนาไม่ใช่เพราะไม่อยากคุยกับเธอ แต่เพราะไม่อยากรื้อฟื้นภาพในคืนนั้นขึ้นมาอีกทั้งในหัวของตัวเอง และในคำพูดที่อาจเผลอหลุดออกไปมแนนโน๊ะพยักหน้ารับยิ้มให้เขาอีกครั้ง
จากนั้นริวก็เดินออกมามุ่งหน้าไปยังประตูทางออกของโรงเรียน สายลมยามเย็นพัดผ่านเสียงนักเรียนพูดคุยกันดังรอบตัว แต่ภายในใจของเขากลับไม่สงบอย่างที่ควรจะเป็ ความรู้สึกแปลกๆยังคงค้างคาอยู่ในใจเขา
เมื่อเดินเข้าใกล้ประตูทางออกริวหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน เขาหันกลับไปมอง แนนโน๊ะยังคงยืนอยู่ที่เดิม ริวลังเลอยู่ครู่หนึ่งหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะตัดสินใจหันหลังกลับ เดินผ่านเธอไปอีกทางมุ่งหน้าไปยังห้องสมุดแทน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่รู้เลยว่า สายตาของแนนโน๊ะยังคงจับจ้องอยู่ที่เขานิ่ง… และเหมือนกับว่า เธอรู้อยู่แล้วว่าเขากำลังจะทำอะไรต่อไป