ขณะที่ไผ่น้ำก้าวตามผมมา สีหน้าของเธอดูแฝงความกังวล ราวกับมีบางสิ่งกำลังหนักอยู่ในใจ ซึ่งไม่ยากนักที่จะเดา คงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนั้นเอง
ทันใดนั้น ไผ่น้ำที่เดินตามผมมาก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ตรงนี้ก็ได้เหมือนกันค่ะ…ไม่ค่อยมีคนแล้ว”
ผมชะงักก้าวทันที ก่อนจะหมุนตัวกลับไปหาเธอ เราสบตากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความเงียบรอบตัวเหมือนกดทับบรรยากาศให้หนักขึ้น จนเธอเป็นฝ่ายพูดต่อว่า
“เมื่อคืนคุณหนีไปจากฉันได้ยังไง…เรายังคุยกันไม่จบเลยนะ”
ผมถอนหายใจออกเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเรียบ “เปล่าสักหน่อยครับ…ผมแค่ต้องรีบกลับบ้าน”
ไผ่น้ำยกแขนขึ้นมากอดอก สายตาที่ทอดมามีแววขุ่นเคือง ราวกับกำลังจับผิดอะไรบางอย่าง เธอจ้องผมอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงความไม่พอใจว่า
“สรุปแล้ว…คุณกับน้องโฟร์ทเป็นอะไรกันแน่”
ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะปล่อยคำพูดที่เหมือนหยอกล้อหลุดออกมา “คุณหึงผมกับโฟร์ทเหรอครับ”
รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้าผม ขณะที่ไผ่น้ำสะดุ้งเล็กน้อย “คุณ…!” เธอเผลอพูดเสียงดัง ใบหน้าขึ้นสีแดงจัด ก่อนจะลดเสียงลงอย่างรวดเร็ว ราวกับพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกที่เผลอหลุดออกมา และเหมือนจะมีรอยยิ้มบางเบาแต้มอยู่ที่มุมปาก
“ไม่ใช่สักหน่อย…” เธอเอ่ยเบา ๆ ราวกับพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกในใจ
ผมหยุดเว้นจังหวะ มองท่าทีของเธออย่างตั้งใจ ก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงกวน ๆ “ถ้าไม่ใช่…ก็แปลว่าคุณไม่ได้ชอบเธอสินะครับ”
ผมยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วปล่อยคำพูดเพิ่มเติมที่เหมือนจะท้าทายออกมา “อันที่จริง…ผมก็อยากจีบเธอเหมือนกันนะ”
“คุณนี่กวนโอ้ยจังเลยนะ” ไผ่น้ำเอ่ยเสียงแข็ง ใบหน้าของเธอแดงจัดด้วยความโมโห มือเล็กกำปั้นแน่น ยกขึ้นราวกับจะตีผม
ผมยกมือขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น “ผมล้อเล่นน่า…”
ไผ่น้ำถอนหายใจยาว ราวกับเบื่อหน่ายแต่ก็ยังไม่ละความสงสัย “ถ้าคุณกับเธอไม่ได้เป็นอะไรกันจริง ๆ…แล้วทำไมน้องโฟร์ทถึงต้องทำแบบนั้นกับคุณด้วยล่ะ”
“ทำแบบไหนเหรอครับ” ผมถามสีหน้าแหย่ๆ
“ก็..ก็ทำเหมือน...คนที่สนิทกันเกินไปน่ะสิถามได้” น้ำเสียงของไผ่น้ำดูหงุดหงิด
สายตาเธอจับจ้องมาที่ผม เต็มไปด้วยความอยากรู้และความไม่เข้าใจ ผมจึงถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ “คุณอยากรู้เรื่องนั้นจริง ๆ เหรอครับ”
เธอเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงหนัก “แล้วทำไมฉันจะไม่อยากรู้ล่ะ”
ผมคิดอยู่สักพักว่าจะบอกความจริงไปเลยไหม จนในที่สุดผมก็ตัดสินใจบอกเธอไป “คุณคงไม่รู้ว่า… โฟร์ทก็ชอบคุณเหมือนกัน” ผมพูดแค่นั้น แล้วมองท่าทีของไผ่น้ำ
ไผ่น้ำยกคิ้วขึ้น สีหน้าตกใจ “อะไรนะ จริงเหรอ”
สีหน้าเธอจริงจังมาก จนผมนึกไปถึงตอนที่ผมบอกโฟร์ทว่าไผ่น้ำก็ชอบเขาเหมือนกัน ตอนนั้นโฟร์ทเองก็มีสีหน้าแบบเดียวกันไม่มีผิด ทั้งคู่ไม่ต่างกันเลยจริง ๆ
“ส่วนเหตุการณ์วันนั้น มันเป็นความเข้าใจผิดของโฟร์ทกับผมเอง” ผมอธิบายต่อ “เธอคิดว่าคุณหมอเหมือนจะสนใจผมอยู่”
ผมหยุดไปครู่หนึ่งเพื่อดูสีหน้าไผ่น้ำ ก่อนพูดต่อว่า “เราก็เลยเล่นละครกันนิดหน่อย เพื่อให้คุณหมอรู้ว่าผมมีคนที่ชอบอยู่แล้ว… เรื่องมันก็มีแค่นี้ล่ะครับ”
ไผ่น้ำหน้าแดงระเรื่อทันทีเมื่อได้รู้ความจริง
“แปลว่าน้องโฟร์ทก็ชอบฉันใช่ไหม?” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงที่แอบดีใจ
“ใช่ครับ” ผมตอบสั้น ๆ
ผมลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามต่อ ด้วยสีหน้าที่อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ และอยากยืนยันความจริง
“แล้วคุณหมอ… ชอบโฟร์ทจริง ๆ เหรอครับ?”
“ค่ะ… แอบชอบมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเริ่มชอบตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอตอบกลับ ก่อนจะถามต่อว่า
“แล้วคุณได้บอกเธอหรือยัง เรื่องที่เราคุยกัน”
“อ่อ… ยังครับ” ผมตอบ ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นคำโกหก
ไผ่น้ำถอนหายใจอย่างโล่งอก ดูท่าว่าเธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้เต็มที่ แต่จากสีหน้าและท่าทาง เธอก็ดูดีใจไม่น้อย
“ผมนึกว่าคุณจะชอบผมซะอีกนะ แอบเสียใจอยู่เหมือนกัน” ผมพูดหยอกไปทีเล่นทีจริง
ไผ่น้ำยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบว่า “คุณก็น่าตาดีอยู่นะ… แต่เสียดายที่ไม่ใช่สเปกฉันน่ะ”
“แล้วคุณจะทำยังไงต่อไปล่ะครับ” ผมถามต่อ ก่อนจะเสริมไปอย่างตรงไปตรงมา
“แต่บอกไว้ก่อนนะ ผมคงเลิกยุ่งกับเธอไม่ได้หรอก ผมไม่มีเพื่อนคุยด้วย แล้วคุณก็คงรู้ว่าทำงานแบบผมนี่มันน่าเบื่อแค่ไหน”
ไผ่น้ำพยักหน้าเล็กน้อย เหมือนเข้าใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบ ก่อนที่แววตาจะเปลี่ยนเป็นเป็นประกายเล็ก ๆ
“แต่ว่า… ฉันอยากขอให้คุณช่วยอะไรอย่างหนึ่ง ได้ไหมคะ”
“ช่วยอะไรเหรอครับ?” ผมถามกลับ
“ก็… ช่วยให้ฉันกับโฟร์ท… เอ่อ ยังไงดีล่ะ…” ไผ่น้ำพูดอย่างติดขัด ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ เหมือนกำลังรวบรวมความกล้า
ผมพอจะเดาออก เลยพยักหน้าเบา ๆ
“อ่อครับ ผมเข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ก็แล้วกันนะครับ”
ไผ่น้ำยิ้มกว้างออกมา เธอดูมีความสุขมากกว่าที่ผมเคยเห็นจากเธอเสียอีก คงเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้จากเธอ
“ขอบใจนะ แล้วไว้เจอกันอีกทีนะคะ” เธอพูดก่อนจะ ที่กำลังจะหันหลังเดินไป แต่แล้วก็ชะงัก หันกลับมาอีกครั้งพร้อมหยิบมือถือขึ้นมา
“อ้อ… ฉันขอไลน์คุณไว้หน่อยสิ”
เราสองคนแลกไลน์กันเสร็จ เธอก็หันหลังเดินจากไปทันที ผมทำได้เพียงยืนมองแผ่นหลังของเธอที่ค่อย ๆ ไกลออกไปเรื่อย ๆ
หลังจากนั้นเวลาไหลผ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน ก่อนจะถึงเวลานัดไปรับดารินที่สนามบิน ผมยังมีช่วงว่างอยู่อีกประมาณสี่ถึงห้าชั่วโมง และผมก็ไม่อยากปล่อยให้มันสูญเปล่า
ยังมีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากรู้ให้กระจ่าง… เรื่องของตาแก่ธนกฤต และครอบครัวอีกฝั่งของเขา
เมื่อคิดได้แบบนั้น ผมจึงรีบเคลียร์งานทุกอย่างให้เรียบร้อย ก่อนมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่คุณรุ่งทิวาและข้าวหอมพักอยู่ทันที
ระหว่างที่ขับรถออกจากโรงพยาบาล ผมส่งข้อความหาข้าวหอม บอกเธอว่าจะไปหา แต่ย้ำไว้ก่อนว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องพ่อของเธอ แค่แวะไปเล่นด้วยเฉย ๆ เท่านั้น
ไม่นานหลังจากที่ผมส่งข้อความไปหาเธอ ข้าวหอมก็ติดต่อกลับมาทางโทรศัพท์ ผมกดรับสายแทบจะทันที
“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยทักทาย
“พี่คะ… ตอนนี้หนูไม่ได้อยู่บ้าน อยู่มหาวิทยาลัยค่ะ” ปลายสายตอบกลับมา เสียงรอบข้างแทรกเข้ามาเป็นระยะ ทำให้พอฟังแล้วเดาได้ว่ามีคนอยู่ใกล้ ๆ
“เอ้า…เหรอ” ผมเอ่ยพลางหัวเราะเบา ๆ อย่างขำ ๆ
ปลายสายตอบกลับมาเสียงใสปนความเกรงใจ “แต่พี่คะ พอดีเลย…พี่มารับหนูที่มหาวิทยาลัยได้ไหมคะ หนูไม่ได้ขับรถมาน่ะค่ะวันนี้ พี่พอจะมารับหนูได้ไหมคะ”
เสียงรอบข้างยังคงแทรกเข้ามาเป็นระยะ ทั้งเสียงพูดคุยและความวุ่นวายเล็ก ๆ ของมหาวิทยาลัย
“ได้อยู่แล้วครับ ว่าแต่น้องอยู่มหาวิทยาลัยไหนเหรอ” ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ปลายสายตอบทันที “พี่จะมาใช่ไหมคะ…หนูอยู่มหิดลค่ะ”