Short Erotic

    Senior Story: NANA’s Harem EPISODE 10

            วันนี้ฉันมาเรียนตามปกติ แต่สมาธิแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพราะภาพเหตุการณ์เมื่อวานยังคงวนซ้ำอยู่ในหัวไม่หยุด

            “นานา พี่ขอโทษนะ วันนี้เราคงต้องกลับเอง คงไม่เป็นไรใช่มั้ย”

            “ถึงไม่พูดหนูก็กะจะกลับเองอยู่แล้วค่ะ”

            “ขอบคุณนะคะ เรานี่…รู้ใจพี่ดีจริงๆ”

            ประโยคนั้นยังชัดเจนในความทรงจำ เช่นเดียวกับรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเป็นมิตรของพี่โย…แต่สำหรับฉัน มันกลับบาดลึกจนเจ็บแทบหายใจไม่ออก

            “นานา”

            ก็อย่างที่เพื่อนเคยพูดไว้ พี่โยก็แค่ผู้ชายเจ้าชู้ที่หว่านเสน่ห์ไปทั่ว หาคนมาคุยเล่นเพื่อแก้เหงา ไม่ได้จริงใจกับใครสักคน

            “นานา”

            เขาไม่ได้คิดอะไรกับฉันหรอก

            “นานา!!”

            “ห๊ะ อะไรนะ” เสียงเรียกของเพื่อนทำให้ฉันสะดุ้ง หันไปเจอสายตาคาดคั้นที่มองมาเต็มๆ

            “เหม่ออะไรอยู่ เรียกตั้งนานแล้วนะ”

            “โทษที มัวแต่คิดอะไรเพลินๆ ขอโทษจริงๆ”

            “เห้อ…เธอนี่นะ เอ้า งานโปรเจคของเทอมนี้”

            เพื่อนยื่นเอกสารปึกหนึ่งมาให้ ฉันรับมาเปิดดู

            “นานาเป็นคนหาข้อมูลกับสรุปนะ เดี๋ยวสไลด์เราทำเอง”

            “งานคู่เหรอ”

            “ใช่”

            “โอเค แล้วเส้นตายล่ะ”

            “สักอาทิตย์ก็ได้ ทำแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เร่งเอาวันสุดท้าย”

            “ได้ เดี๋ยวเราจัดการให้”

            หลังอาจารย์ปล่อยคลาส พวกเราก็เดินลงมาจากตึกตั้งใจจะตรงไปศูนย์อาหาร แต่เพื่อนผู้ชายในกลุ่มก็เอ่ยขึ้นก่อน สายตายังจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์

            “เมื่อกี้ไอ้บอลมันทักมาว่า เห็นรุ่นพี่ต่อยกันตรงลานจอดรถหลังตึกพุทธ”

            “บอลไหน”

            “บอลเซคสองไง”

            “แล้วใครต่อยกัน”

            “เดี๋ยว รอมันตอบอยู่”

            จากที่ตั้งใจไปกินข้าว ตอนนี้พวกเรากลับใจจดจ่อกับบทสนทนาของเพื่อนแทน

            “มันทักมาละ”

            “ไหนๆ”

            เพื่อนก้มอ่านข้อความจากบอลอย่างตั้งใจ ก่อนจะเพื่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองฉัน

            “มีอะไรหรอ” 

            “พี่โยกับพี่แบล็คต่อยกัน” 

            ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ชั่วโมงก่อนวันนี้ปี 3 มีเรียนวิชาเลือกปกติแก๊งของโยจะเรียนด้วยกัน แต่เมื่อตอนเปิดเทอมเขาดันลงไม่ทันเลยต้องมาลงเรียนคนเดียว แต่ถึงแบบนั้นก็ยังโชคดีที่อย่างน้อยก็มีแบล็คมาเรียนเป็นเพื่อนเพราะมันก็ลงไม่ทันเหมือนกัน

            เสียงพรีเซ็นต์งานของนักศึกษาหน้าชั้นเรียนทำเอาแบล็คแทบจะหลับ คงเพราะเมื่อคืนเขาทำงานดึกเกินไปเลยทำให้ตอนเรียนหัวเกือบจุ่มโต๊ะ ไม่นานอาจารย์ก็เลิกคลาส

            โยกับแบล็คเดินออกจากห้องเพื่อไปยังลานจอดรถ ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะไปถึงรถก็มีเสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้น

            “โย!”

            ทั้งสองหันไปมองเห็นแอนยืนรออยู่ข้างรถโย สาวสวยที่เป็นเพื่อนของโย แบล็คไม่แน่ใจว่าแอนเป็นใครในสต็อคสาว ๆ ของโยหรือเปล่า

            “อ้าว แบล็ค หวัดดี” แอนทักทายด้วยรอยยิ้ม

            “อือ” 

            “มาทำธุระเหรอ?”

            “อือ เรามาส่งงานอาจารย์น่ะ มาเรียนตึกนี้กันเหรอ”

            “ใช่ เพิ่งเลิก”

            แบล็คยืนดูเพื่อนชายคุยกับแอนอยู่ครูใหญ่ ก่อนจะได้ยินประโยคหนึ่งที่ทำให้เขาต้องละสายตาจากมือถือ แล้วหันมามองทั้งคู่

            “แล้วสรุปเด็กคนนั้นว่าไง เด็กโยป่าว” 

            “ทำไมคิดงั้นล่ะ”

            “ก็แค่สงสัย… น้องดูหน่อมแน้ม อ่อนต่อโลกมากเลยนะ” หน่อมแน้ม? อ่อนต่อโลก? “ว่าไง สรุปใช่เด็กในสต็อกไหม?”

            โยไหวไหล่เล็กน้อย “ก็ตามนั้นแหละ”

            “ว่าแล้วเชียว โยนี่ก็แปลกนะ ชอบสาว ๆ ที่ดูเรียบร้อย เป็นตาแก่โรคจิตรึไง”

            “นี่ด่าเราหรอเนี่ย”

            “เปล่าสักหน่อย ฮ่าๆๆ โอ๊ะ อาจารย์เรียกแหนะ งั้นเราไปก่อนนะ ดูทรงได้แก้งานแน่ๆ” โยแค่พยักหน้าให้ก่อนที่แอนจะวิ่งเข้าตึกไป

            หลังจากนั้นแบล็คก็หันไปถามเพื่อนตัวเองด้วยความสงสัย “คนที่มึงคุยกับแอนคือใครวะ สาวใหม่หรือเปล่า?”

            “ไม่นะ”

            “คือไง?”

            “มึงจะสนใจทำไมล่ะ? มันไม่ได้มีอะไรสำคัญสักหน่อย” ยังไม่ทันจะได้พูดต่อ ข้อความในแชทกลุ่มก็ดังขึ้น

            badboys (5)

            Flottt : @Yo ไอ้คนเหี้ย ไปเที่ยวไม่บอกกู

            Flottt : ส่งรูปมา

            Flottt : เอ๊ะ เดี๋ยว...

            Flottt : ทำไมสาวน้อยของกูอยู่ด้วยวะ

            Flottt : ยังวะเพื่อน มึงเดตซ้อนเรอะ?

            ประโยคในแชททำเอาแบล็คต้องประมวลผลอย่างหนัก ย้อนคิดถึงประโยคที่แอนพูดก่อนหน้า ‘น้องดูหน่อมแน้ม อ่อนต่อโลกมากเลยนะ’

            “ไอ้โย” แบล็คเรียกเสียงเข้ม

            “ไร?”

            “เมื่อวานมึงอยู่กับยัยเด็กนั่นใช่มั้ย?” 

            “ใช่” 

            “งั้นเด็กที่มึงพูดว่าเป็นเด็กในสต็อคคือยัยเด็กนานานั่นใช่มั้ย” โยแค่หันมามองเพื่อนแต่ไม่ได้พูดอะไร “ไอ้โย ตอบกูมา”

            โยยังคงนิ่งมันกลับยิ่งกระตุ้นความโมโหของแบล็คมากยิ่งขึ้น “เงียบทำเหี้ยอะไร!! ตอบกูมาสิวะ!!” แบล็คกระชากคอเสื้อโยขึ้นอย่างแรง

            โยแสยะยิ้มอย่างร้ายกาจแล้วพูดแทงใจดำ “อะไรกัน กูพูดแทงใจดำหรอ?”

            “ไอ้โย!!!” แบล็คตะโกนด้วยความโกรธ

            “เหอะ โกรธแทนกันแบบนั้น แสงว่าชอบน้องจริงสิท่า” โยสบถเบาๆ ก่อนจะส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

            พูดจบแบล็คไม่รอช้าซัดหมัดเข้าเต็มหน้าของโยโยซู้ดปาก ยกมือปาดเลือดที่มุมปากอย่างไม่สะทกสะท้าน

            “มึงนี่แม่ง…” โยสบถ ก่อนจะสวนหมัดคืนใส่แบล็คทันทีทั้งคู่แลกหมัดกันที่ลานจอดรถหลังตึก เสียงหมัดปะทะกันดังก้อง ราวกับประกาศความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในใจไม่มีใครยอมใคร ทั้งสองต่อสู้ด้วยความโมโหและอารมณ์ที่ปะทุ

            ความตึงเครียดระหว่างสองเพื่อนที่เคยสนิทเริ่มแตกสลายลงในวินาทีนั้น

            “พี่โย! พี่แบล็ค! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เสียงตะโกนของนานาและเพื่อนๆ ดังขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ทุกคนรีบวิ่งเข้ามาเพื่อหยุดทะเลาะวิวาทของคนทั้งคู่ก่อนในที่สุดจะแยกพวกเขาออกจากกันในที่สุด

            แบล็คกัดฟันแน่นจิ๊ปากด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดสุดขีดก่อนจะกระชากแขนออกจากการจับกุมของเหล่ารุ่นน้องก่อนเขาจะเดินแยกตัวออกไปขึ้นแล้วกดสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับออกไปทันที ทิ้งให้ทุกคนได้แต่ยืนมองตามอย่างไม่เข้าใจ

            โยปัดฝุ่นออกจากชุดตัวเองก่อนจะหันกลับมามองไปรอบๆแล้วก็เดินออกจากตรงนั้น ท่าทางจะขึ้นรถเช่นกันแต่จู่ๆ ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากนานา

            “พี่โย…ไปทำแผลที่โรงพยาบาลเถอะค่ะ” นานาเดินเข้าไปหาเขาอย่างเป็นห่วงพร้อมกับเอื้อมไปดึงชายเสื้อ “พี่มีแผลเต็ม-”

            ยังพูดไม่ทันจบโยก็ดึงมือของเธอออกก่อนจะหันมายกยิ้มให้

            รอยยิ้มที่เป็นมิตรจนตาปิดเหมือนเมื่อวานเด๊ะๆ….

            “คนเลวๆ อย่างพี่ไม่จำเป็นต้องแผลหรอก ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้แหละ…ดีแล้ว”

            พูดจบเขาก็เดินขึ้นรถไปท่ามกลางสายตาของทุกคน 

            “แน็กซ์ วันนี้เธอเอารถมาใช่มั้ย?” แน็กซ์เงยหน้ามองนานาพร้อมความสงสัย

            “ห๊ะ? ใช่ ทำไมอ่ะ?”

            “เราวานอะไรหน่อยสิ…”







            “แน่ใจว่าไม่ให้ไปเป็นเพื่อนน่ะ” แน็กซ์ เพื่อนชายหนึ่งเดียวในกลุ่มเอ่ยถามย้ำเสียงจริงจัง

            “อือ ขอบใจนะที่มาส่ง” ฉันยิ้มบาง ๆ ก่อนตัดสินใจลงจากรถไปเอง เพราะนี่เป็นเรื่องที่ฉันเลือกแล้ว อีกอย่าง…ไม่อยากให้เพื่อนมารู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับพวกพี่เขาด้วย เดี๋ยวมันจะวุ่นวายไปกันใหญ่

            หลังจากร่ำลากันเสร็จ ฉันก็เดินเข้ามาในคอนโด ก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

            “สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ช่วยเหลือคะ” เสียงสุภาพของพนักงานต้อนรับดังขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

            “เอ่อ…มาหาคุณธีรภัทร อัครเดชาค่ะ” ฉันตอบพลางเลื่อนกระเป๋าสะพายขึ้นบนไหล่ให้กระชับขึ้นเล็กน้อย

            “ขอทราบชื่อด้วยค่ะ”

            “นาริตา วัฒนเวช ชื่อเล่นนานาค่ะ”

            พนักงานกดโทรศัพท์บนโต๊ะนอสายอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะวางแล้วหันมาบอกฉัน

            “ขอโทษระคะ ไม่มีคนรับสายเลยค่ะคิดว่าน่าจะยังไม่กลับมา”

            ฉันเม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ “งั้น…ขอนั่งรอตรงล็อบบี้ก็ได้ค่ะ”

            เก้าอี้นุ่ม ๆ บริเวณมุมโซฟากลางล็อบบี้รองรับน้ำหนักตัวฉัน ขณะที่เวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ฉันไม่ได้หยิบมือถือขึ้นมาเล่น คงเพราะความกระวนกระวายในใจที่ยังอัดแน่นอยู่จากเรื่องเมื่อวาน และคำพูดของเขาที่วนซ้ำอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง

            เกือบชั่วโมงผ่านไป เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา ทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะพบว่าคนที่เดินมาคือพี่ริท

            “มาทำอะไรที่นี่” เขาถามสั้น ๆ น้ำเสียงนิ่ง แต่แฝงด้วยความแปลกใจ

            “เอ่อ…มาหาพี่โยน่ะค่ะ” พี่ริทขมวดคิ้วเล็กน้อย “เดี๋ยวไปส่ง”

            เขาไม่พูดอธิบายอะไรต่อ แค่หมุนตัวเดินนำไป ฉันเลยลุกขึ้นตามเงียบ ๆ และพอจะเดาได้ว่าที่เขาพูด หมายถึงจะพาฉันเข้าไปเอง

            เดินกันเข้ามาในลิฟต์ด้วยความสงสัย ฉันจึงหันไปถามพี่ริท “เห็นพนักงานบอกว่าพี่โยยังไม่กลับมานี่คะ”

            “กลับแล้ว รถจอดอยู่” คำตอบสั้นๆ ของเขาทำเอารู้สึกจุกแปลกๆ เขาอาจจะไม่ว่างรับสายก็ได้

            พอประตูลิฟต์เปิด เราก็เดินไปตามโถงทางเดินจนมาหยุดที่หน้าห้องของพี่โย ฉันยกมือขึ้นเตรียมจะกดออดแต่ยังไม่ทันแตะประตูก็เปิดออกจากด้านใน

            พี่แอนก้าวออกมาพอดี ริมฝีปากเธอแต้มรอยยิ้มหวานส่งมาให้ฉันกับพี่ริท แต่ไม่ได้พูดอะไรก่อนจะรีบเดินสวนไปทางลิฟต์อย่างรวดเร็ว

            ตอนที่เธอเดินสวนออกมาสายตาไม่วายเผลอสังเกตรอยแดงเล็กๆ บนลำคอ เสื้อเชิ้ตที่ดูหลุดลุ่ยและชายกระโปรงที่เบี้ยวไปนิด เหมือนเพิ่งผ่านอะไรบางอย่างมาไม่นาน

            พี่แอนกับพี่โย คงมีอะไรกันมาเมื่อครู่แน่ๆ

            หัวใจฉันกระตุก เจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูกก่อนคนข้างๆ จะเอ่ยบางอย่างออกมา

            “พามาส่ง” เสียงของพี่ริททำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะพบว่าพี่โยออกมายืนที่หน้าประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้แล้ว

            พี่โยเลื่อยสายตามามองกัน สายตาที่เย็นชานั่นกลับทำให้หัวใจของฉันบีบแน่นมากกว่าเดิม 

            ไม่น่ามาที่นี่เลย รู้งี้ปล่อยเขาไปซะก็ดี

            “ไปนะ มีงาน”

            “เออ” พี่ริทเอ่ยสั้นๆ ก่อนเดินหายไปทางห้องที่อยู่ถัดออกไปอีกสองห้อง ทิ้งให้ฉันยืนเผชิญความอึดอัดกับพี่โยกันแค่สองคน


            “แล้วเรามีอะไร” 

            “คือ… หนูซื้อน้ำยาทำแผลมาให้น่ะค่ะ”

            ฉันตอบโดยไม่กล้าสบตา มือกำสายกระเป๋าแน่น รู้สึกอยากออกไปจากตรงนี้เต็มที ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย

            “เข้ามาสิ” พี่โยพูดเรียบๆ พร้อมเปิดประตู ก่อนเดินนำเข้าไปด้านใน

            ตอนแรกฉันตั้งใจจะแค่ยื่นน้ำยาทำแผลให้แล้วกลับ แต่เรื่องกลับกลายเป็นแบบนี้ซะได้

            “เป็นอะไร กลัวพี่รึไง หืม?” เขาหันมามองเลิกคิ้วถาม

            อยากจะตอบว่าใช่ซะเหลือเกิน แต่ปากกลับไม่กล้าเอ่ยออกมา

            “ปะ… เปล่าค่ะ” สุดท้ายก็ต้องยอมก้าวตามเข้าไป

            ภายในคอนโดของเขาตกแต่งโทนมินิมอลสีขาวออกครีม ของตกแต่งไม่มาก แต่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์ก็เป็นโทนสีเดียวกันทั้งหมด เรียบง่ายแต่น่าอยู่

            ฉันวางถุงยาลงบนโต๊ะแล้วกะว่าจะขอตัวกลับเลย ฉันไม่อยากอยู่ต่อหรอกนะ ถึงแม้ในใจลึกๆ จะอยากทำแผลให้เขาก็ตามที

            “ทำแผลให้หน่อย” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาโดยอัตโนมัติ มือชะงักกลางอากาศ

            “…คะ?”

            “ทำแผลให้หน่อย”

            ฉันมองเขาอย่างไม่เข้าใจนัก นี่เขากำลังวางแผนอะไรอีก? จะปั่นหัวฉันเหมือนเมื่อวานอีกหรือยังไงกัน ไม่หรอก ฉันจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของเขาแน่ ๆ

            “เอ่อ… หนูต้องรีบกลับแล้วค่ะ” ฉันรีบหาข้ออ้าง แต่เขากลับเอียงหัวเล็กน้อย

            “งั้นหรอ แบบนี้แย่เลย พี่ทำแผลไม่เป็นซะด้วยสิ…”

            น้ำเสียงและสีหน้าที่ดูผิดหวังทำเอาฉันชะงักไปชั่วครู่ ใจนึงก็สงสาร แต่อีกใจยังไม่วางใจ เพราะมันอาจเป็นแผนของพี่โยก็ได้

            “แต่หนู—”

            “ไม่เป็นไร ถ้าเราอยากกลับก็กลับเถอะ ปล่อยให้มันช้ำแบบนี้แหละ เดี๋ยวมันก็คงหายเอง”

            เขาพูดด้วยโทนที่ดูเจ็บปวด แววตาว่างเปล่า ไม่สามารถอ่านความคิดของเขาได้ 

            เขาต้องการอะไรกันแน่ คิดจะปั่นหัวกันจริงๆ รึไงกัน “พี่โยต้องการอะไรกันแน่คะ พี่กำลังปั่นหัวหนูอยู่หรอ”

            พี่โยมองฉันกลับด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “โกรธพี่เรื่องเมื่อวานหรอ”

            “หนูไม่ได้โกรธ หนูแค่ไม่เข้าใจ พี่ก็มีพี่แอนอยู่แล้วนี่ จะมาทำดีกับหนูด้วยทำไม” เสียงสั่นเครือหลุดออกมาพร้อมกับความรู้สึกที่กดเก็บไว้ ดวงตาร้อนผ่าวก่อนน้ำตาจะค่อยๆ เอ่อจนหยดแรกหลุดร่วง

            “แล้วเราล่ะ แค่พี่คนเดียวมันไม่พอหรอ”

            คำพูดนั้นทำให้ฉันชะงักเหมือนเวลาหยุดเดิน สมองตื้อไปหมด ไม่รู้ว่าต้องตอบอะไร หรือแม้แต่ทำหน้าทำตายังไงดี

            พี่โยค่อยๆ ลุกจากโซฟา ก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ราวกับตั้งใจบีบให้ฉันถอยหนีจนสุดทาง เขาก้มลงมา จนลมหายใจอุ่นรดปลายจมูก ฉันได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วๆ ก่อนริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายแสยะออกจนน่าขนลุก

            “อะไรกันๆ พี่พูดแทงใจดำหรอ หืม?”

            หัวใจฉันเต้นแรงแต่ไม่ใช่เพราะความเขิน มันคือความรู้สึกอึดอัดที่กดทับในอกจนแทบหายใจไม่ออก คำพูดของเขาเหมือนคมมีดกรีดลงกลางใจ

            “จะมาว่าพี่คนเดียวไม่ได้นะ เพราะเราก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพี่หรอก” มือหนายกขึ้นแตะที่แก้มฉัน นิ้วหัวแม่มือไล้ช้าๆ ไปตามผิวแก้มอย่างอ่อนโยนเกินกว่าจะเข้ากับน้ำเสียง แต่ความเย็นจากฝ่ามือกลับไหลลามลงไปทั่วทั้งตัวเหมือนถูกพันธนาการด้วยน้ำแข็ง

            “ถ้าจะว่าพี่สำส่อน……เรามันก็สำส่อนด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ”

            ราวกับโลกทั้งใบเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงหัวใจฉันที่เต้นกระหน่ำ ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บ และทั้งสับสน แต่ริมฝีปากกลับขยับไม่ออกสักคำ

            พี่โยพูดแทงใจดำ ราวกับรู้ว่าตรงไหนคือรอยร้าวในใจฉัน

            มืออุ่นๆ ของเขาเลื่อนขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วไล้ผ่านผิวจนหัวใจฉันเต้นถี่ 

            “ร้องไห้หรอ ร้องไห้ทำไมล่ะเรื่องแค่นี้เอง” เขาพึมพำเสียงต่ำ ดวงตาคู่นั้นยังคงจับจ้องไม่วาง ราวกับเสือที่พร้อมกระหายเหงื่อตรงหน้า

            “พี่…เป็นใครกันแน่” ฉันเอ่ยเรียกแผ่วๆ แต่เสียงก็แผ่วลงจนแทบไม่ได้ยิน

            มือที่ประคองแก้มเอาไว้จู่ๆ ก็บีบแรงขึ้นจนเริ่มเจ็บ หัวใจเต้นแรงจนจะหลุดออกมาข้างนอก ฉันได้แต่ยืนนิ่งแข็งค้างไม่ตอบโต้ 

            คนตรงหน้าแสยะยิ้มมือที่ประคองแก้มเอาไว้จู่ๆ ก็บีบแรงขึ้นจนเริ่มเจ็บ 

            “ไม่ต้องห่วงนะคนดี พี่ทำเราไม่เจ็บหรอก ทนหน่อยนะ เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง” 

            คนตรงหน้าโน้มใบหน้าลงมาอย่างเชื่องช้า สายตาคมยังคงตรึงฉันไว้เหมือนถูกล่ามโซ่

            ริมฝีปากของเขาประกบลงมาอย่างไม่ให้ตั้งตัว รสสัมผัสอุ่นจัดปนกลิ่นน้ำหอมและลมหายใจร้อนทำให้สมองฉันว่างเปล่าในทันที

            มือที่บีบแก้มผ่อนแรงลง ฉันอยากจะร้องไห้ แต่กลับไม่มีน้ำตาแม้หยดเดียว เขาเริ่มรุกล้ำเข้ามาอย่างใจเย็น ฉันได้แต่แข็งเกร็ง ยืนเหมือนถูกตรึงเอาไว้กับที่ราวกับโดนเขาสะกดไปแล้ว

            พี่โยไม่รอให้ฉันตั้งตัว มือหนาคว้าข้อมือฉันดึงกระชากเข้าหาตัวจนแทบจะชนอก ริมฝีปากของเขาประกบลงมาแบบไม่สนว่าฉันจะตั้งใจหรือไม่ ลึก หนัก และเอาแต่ใจสุดขีด

            “อึก…!” ฉันพยายามขืนตัว แต่ยิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งกดท้ายทอยให้แน่นขึ้น เสียงหายใจของเขาหนักและร้อนข้างหู ก่อนที่ปลายลิ้นจะตวัดเข้ามาแบบไม่ให้หนี

            “หนีไปไหน… หืม?” เสียงต่ำกระซิบติดริมปากฉันพร้อมรอยยิ้มที่เหมือนคนกำลังได้ของเล่นใหม่

            มืออีกข้างของเขาสไลด์จากเอวลงมาบีบแน่นจนฉันสะดุ้ง แล้วก็ลากขึ้นอย่างจงใจให้สัมผัสผ่านทุกส่วนที่เขาอยากแตะ ความร้อนจากฝ่ามือเหมือนเผาเนื้อผ่านผ้าบาง ๆ

            “บอกให้หยุดสิ ถ้าทำได้…” เขาท้าทายด้วยน้ำเสียงร้ายกาจ ก่อนจะกดตัวฉันติดผนังทั้งแขนทั้งตัวไม่ให้ดิ้น

            เขาไล่จูบลงมาที่ขากรรไกร ลำคอ แล้วขบกัดเบา ๆ แบบเจตนาให้ฉันสะดุ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า จังหวะช้าแต่เต็มไปด้วยแรงกดข่ม ราวกับจะบอกว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือเขา

            ฉันพยายามหันหน้าหนี แต่เขากลับใช้มือจับคางให้หันกลับมา “อย่าหันหนีพี่สิคนดี” น้ำเสียงนุ่มแต่เต็มไปด้วยเล่ห์ร้ายก่อนจะจูบซ้ำแบบลึกกว่าเดิมและรุนแรงกว่าเดิม

            ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเหมือนตั้งใจไต่ระดับให้ฉันขาดอากาศหายใจ ทั้งแรง ทั้งร้อนและไม่มีช่องว่างให้หนี

            ริมฝีปากเขาครอบครองทุกซอกทุกมุมที่แตะได้ มือหนาเลื่อนต่ำลงไปบีบสะโพกฉันเต็มแรงราวกับจะแกล้งกัน

            “ตัวสั่นทำไม หืม?” เขาก้มมากระซิบติดหู เสียงทุ้มชื้นร้อนพุ่งตรงเข้าไปในหัว “หรือว่าชอบให้พี่ทำแบบนี้”

            ฉันสะบัดหัวพยายามปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็ลากริมฝีปากกลับขึ้นมาจูบอีกครั้ง คราวนี้แรงจนแผ่นหลังฉันกระแทกผนังอย่างจัง 

            มือเขาไม่อยู่นิ่งลู่วนช้า ๆ แต่หนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ไต่ขึ้นลงเหมือนจะกดตรึงทุกการขยับของฉันให้จมอยู่กับสัมผัสนั้น

            “เก่งจัง… ยืนให้พี่รุกได้ขนาดนี้” เขายิ้มมุมปากแบบผู้ชนะ ก่อนเขาจะกดน้ำหนักตัวเข้ามาใกล้จนแล้วมือหนึ่งจะเลื่อนขึ้นมาประคองท้ายทอยแล้วกดให้เงยหน้า “มองพี่… อย่าหลบ”

            เขาก้มลงมาช้า ๆ จงใจให้ฉันได้เห็นรอยยิ้มร้ายกาจนั้นชัดเจนก่อนจะบดจูบลงมาอีกครั้ง ลึก หนัก และยาวนานจนขาฉันแทบหมดแรง

            “ดีมาก… แบบนี้แหละ” เขาพึมพำทั้งที่ริมฝีปากยังไม่ยอมผละออก เหมือนจะบอกว่าฉันตกอยู่ในเกมของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว

            รู้ตัวอีกทีชุดนักศึกษาที่ใส่อยู่ก็ถูกถอดออกกองอยู่บนพื้นเสียแล้ว มือหนาของเขาสอดเข้าใต้ขาข้างขวาให้ยกขึ้นดันฉันให้หลังชนกำแแพงก่อนเขาจะใช้มืออีกข้างสอดนิ้วเข้ามาในตัวฉัน

            “อื้อ!!!”

            นิ้วแกร่งขยับเข้าออกอย่างช้าๆ ราวกับกำลังแกล้งกัน แม้จะพยายามดันตัวเขาออกแต่ด้วยความเสียวทำให้ฉันไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัวเลยด้วยซ้ำ

            “พะ…พี่โย”

            “ครับ” 

            “หนู…” ความเสียวซาบซ่านเริ่มททวีคูณมากขึ้น สัมผัสได้ว่าบริเวณรอบๆ ร่องกลีบเริ่มเปียกแฉะ 

            “อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ หนู…เสียว อ๊าส์!!!!” ตัวกระตุกเกร็งพร้อมกับปล่อยน้ำอุ่นในตัวออกมา แต่ถึงแบบนั้นพี่โยก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เขาถอดนิ้วออกก่อนจะใช้นิ้วลากไล้ไปตามร่องกลีบ

            “อื้อ~”

            “หึ ดูสนุกใหญ่เลยนะ”

            “พะ…พอแล้ว” 

            “พอหรอ นี่มันแค่เริ่มต้นเอง อย่าพึ่งรีบสิ”

            พูดจบพี่โยก็อุ้มฉันไปวางบนโซฟาแล้วประกบปากพร้อมกับสอดลิ้นร้อนเข้ามาสำรวจ 

            “อื้อ!!!”

            มือที่ว่างบีบคางล็อคไม่ให้ฉันขยับเขยื้อนก่อนจะผละออกแล้วนั่งที่โซฟาจากนั้นก็ใช้มือนั่นดันหัวของฉันแล้วบีบคางบังคับให้กลืนกินความเป็นชายของเขา

            “อ่อก!!!”

            มือแกร่งบังคับศรีษะให้ขยับขึ้นลงตามจังหวะ เสียงครางต่ำของเขาดังก้องไปทั่วห้องที่ดูเหมือนจะพอใจที่กับสิ่งที่ฉันทำให้

            “ซี๊ด~ เลียด้วยสิ” 

            ใช้ลิ้นร้อนของตัวเองทำตามที่อีกคนขออย่างว่าง่าย พร้อมกับดูดเม้มเชียดชิมมันอย่างชำนาญ

            “อ่าส์~แบบนั้นแหละที่รัก”

            มันน่าแปลก ที่จริงฉันควรจะขัดขืนเขาเสียด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็นว่าฉันเลือกที่จะยอมทำตามที่เขาบังคับเสียด้วยซ้ำ 

            ไม่นานน้ำกามอุ่นๆ ก็ทะลักออกมาจากจนเต็มปากจนเกือบสำลัก “อ่อก!!”

            พี่โยเอื้อมมาเช็ดปากให้กันแล้วจับตัวฉันพลิกให้หันหลังเท้ากับพนักพิงแล้วใช้มือสอดเข้าใต้ขาฉันยกขึ้นก่อนจะสอดตตัวเองเข้ามาในตัวจนสุดเพดาน

            “อ๊าส์!!!”

            พี่โยเริ่มขยับสะโพกก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนฉันต้องจิกโซฟาเพื่อระบายความเสียว 

            “อ๊าส์! อ๊าส์! อ๊าส์! พะ-พี่โย อื้อ!!!”

            ด้วยความแรงที่ถาโถมเข้ามาทำเอาอกกระเพื่อมจนต้องใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้เท้าต้องยกขึ้นมากอดแต่ก็ถูกพี่โยดึงออกให้มาคล้องคอเขาแทน

            “เอาล่ะ เตรียมกลั้นหายใจเอาไว้นะ” ยังไม่ทันจะถามจู่ๆ พี่โยก็เอาอะไรบางอย่างจ่อที่เม็ดกระสัน

            มันสั่นแรงจนได้ยินเสียงชัดเจน รู้ได้ทันทีว่ามันคือไข่สั่น 

            “อ๊าส์!!!!!!” ฉันได้แต่ร้องลั่นพร้อมกับจิกโซฟาเพื่อระบายความเสียวซ่านที่ทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ 

            พี่โยก็กระหน่ำกระแทกเข้ามาไม่ยั้งทำเอาฉันได้แต่กรีดร้องครวญคราง

            ส่วนล่างของฉันกระตุกเกร็งก่อนไม่นานน้ำในตัวจะไหลทะลักออกมาไม่หยุด 

            “อร๊าย!!! อ๊าส์!! อ๊าส์!! พ…พี่โย หนู…หนูไม่ไหว อื้อ!!!!” 

            “ทนหน่อยสิ พี่ยังไม่หายสนุกเลย” 

            เสียงกระซิบแหบต่ำยิ่งทำให้เขาเซ็กซี่มากขึ้น และทำให้ใจของฉันเต้นระส่ำจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

            พี่โยกระหน่ำสะโพกเข้ามาแรงระดับที่สามารถได้ยินเสียงเนื้อกระทบกันดังชัด มือแกร่งที่คอยประคองตัวฉันเปลี่ยนมาจิกผมฉันเพื่อระบายก่อนจะเร่งความเร็วพร้อมกับเสียงครางที่บ่งบอกว่าเขาถึงฝั่งแล้ว

            “อ่าส์!!”

            พี่โยถอนกายพร้อมกับไข่สั่นออก ฉันหมดแรงล้มพับกับโซฟา ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมดจนบอกไม่ถูกว่าอะไรเป็นอะไร

            เหนื่อย เหนื่อยมากๆ ทำไมแค่นี้มันถึงได้สูบพลังของฉันได้มากขนาดนี้นะ

            พี่โยเอื้่อมมือมาดึงกลุ่มผมให้ฉันผงกหน้าขึ้นก่อนจะก้มลงมาใกล้พร้อมกับแสยะยิ้ม “อะไรกัน เหนื่อยแล้วหรอหืม?” 

            “น…หนู…” ไม่ไหวแล้ว ตาจะหลับอยู่แล้ว

            “เอาล่ะ มาต่อกันเถอะ ที่รัก”

            :)


    นิยายแนะนำ

    เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    นิยาย อีโรติก
    2.40M 1665
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.35M 933
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390