หลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 50 ปลุกปั่นความมิลงรอย

    ตอนที่ 50 ปลุกปั่นความมิลงรอย

     

    เมื่อหวังซื่อได้ยินดังนั้น นางก็รู้สึกมิดีไปทั้งร่างนางมิรู้ว่าควรจะตอบโต้กลับไปเยี่ยงไร

     

    นางหลินจ้องมองนางด้วยสายตารังเกียจ จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าพลางยื่นมือออกไปบิดแขนของนาง

     

    “นางตัวน่าโมโหนี่ ตอนแรกข้านึกสงสารเจ้าถึงให้เจ้าแต่งเข้าตระกูลหลิน ข้าอยากให้เจ้าช่วยแบ่งเบางานบ้านและเลี้ยงดูลูกของเจ้าสามแต่เจ้ากลับเอาแต่สร้างปัญหาให้เจ้าสาม เหตุใดตอนแรกข้าถึงตามืดบอดได้กันนะเจ้าช่างไร้ประโยชน์เสียจริง”

     

    นางหลินด่าไปพลางขยิบตาให้หวังซื่อไปพลาง

     

    หวังซื่อที่เข้าใจความหมายรีบลงไปนั่งร้องไห้กับพื้นทันใด

     

    “ท่านแม่ พวกท่านจะลงโทษข้าถึงตายเลยหรือเรื่องในวันนี้เจ้าเด็กอกตัญญูสามคนนั่นร่วมมือกันหลอกลวงพวกท่าน ข้ามิได้จะตีพวกเขาสักหน่อยเป็นพวกเขาต่างหากที่ลงมือตีอาเหมยของข้า ทั้งยังสกัดขาข้าจนล้มหน้าคะมำ ดังนั้นข้าเพียงอยากสั่งสอนพวกเขาเท่านั้นไหนเลยจะกล้าทุบตีพวกเขาจนตาย”

     

    เมื่อหลินจงได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงขึ้นมาทันใดเขาหันหน้ากลับไปมองหลินหร่วนแล้วเอ่ยถามว่า

     

    “ที่นางกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ? ”

     

    หลินหร่วนตีหน้าเศร้า “หากข้าบอกว่านางโกหก ท่านพ่อจะเชื่อหรือไม่? ”

     

    หลินจงหันกลับไปมองหวังซื่อ จากนั้นก็หันกลับมามองเด็กทั้งสามคนเขาลังเลอยู่ชั่วครู่ ทว่าท้ายที่สุดก็พยักหน้ารับ “พ่อเชื่อ”

     

    มิต้องเอ่ยถึงหลินหร่วนเลย แม้แต่หลินหานก็รู้สึกประหลาดใจมิน้อย

     

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มิว่าเยี่ยงไรหลินจงก็มักจะเข้าข้างนางหลินโดยมิมีเงื่อนไขมิคาดคิดเลยว่าครานี้ เขาจะยืนหยัดอยู่ข้าง ๆ ลูกของเขา

     

    หลินหานที่รู้สึกอึดอัดใจมากยิ่งนัก จึงค่อย ๆผ่อนคลายลง

     

    หลินจงจ้องมองเด็กทั้งสามอย่างรู้สึกผิด “พ่อมิมีความสามารถมากพอที่จะปกป้องพวกเจ้าแต่พ่อก็เชื่อในคำบอกเล่าของพวกเจ้าทุกคำ”

     

    อยู่ ๆหลินหร่วนก็เปลี่ยนความคิดที่มีต่อหลินจงไปมิน้อย คนขี้ขลาดผู้นี้กำลังเรียนรู้ที่จะเข้มแข็งเพื่อลูกๆ ของเขาอย่างช้า ๆ

     

    “ท่านพ่อ เรื่องที่หวังซื่อบอกเล่าเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงหนึ่งส่วนเท่านั้นข้าตีหลินเหมยจริง แต่เพราะว่านางกับหลินเหมยฉวยโอกาสตอนที่หลินซิ่วอยู่บ้านเพียงลำพังเข้าไปเอาข้าวโพดของพวกเรา หลินซิ่วเข้าไปขวางพวกนางเอาไว้ หลินเหมยจึงกำลังจะลงมือกับหลินซิ่วทว่าโชคดีที่ข้ากลับไปได้ทันเวลา ดังนั้นข้าจึงปาก้อนหินใส่หลินเหมยหนึ่งก้อน มิเช่นนั้นหลินซิ่วคงประสบเหตุร้ายไปแล้วส่วนเรื่องที่หวังซื่อหกล้มมิได้เกี่ยวอันใดกับพวกข้า นางรีบพุ่งเข้ามาทุบตีพวกเราแล้วมิยืนทรงตัวให้ดีเองดังนั้นนางจึงหกล้มหน้าคะมำ”

     

    เรื่องที่ยอมรับได้ นางมิกลัวที่จะยอมรับออกมาส่วนเรื่องที่มิอาจยอมรับได้ ต่อให้ตีนางให้ตายก็มิอาจหลุดปากออกมาได้ ถึงเยี่ยงไรตอนที่หวังซื่อหกล้มก็มิได้มีผู้ใดอยู่แถวนั้นถึงเยี่ยงไรชาวบ้านก็เห็นใจเด็กน้อยผู้น่าสงสารอย่างพวกตนมากกว่า

     

    ส่วนคำกล่าวของหวังซื่อกับหลินเหมยนั้น ผู้ใดจะเชื่อกัน? ผู้ใดใช้ให้พวกนางสองแม่ลูกเป็นที่ฉาวโฉ่ในหมู่บ้านกันเล่า?

     

    เมื่อหลินจงได้ฟังคำบอกเล่าของหลินหร่วนเขาจึงหันไปถามหวังซื่อด้วยความโกรธเคือง “เจ้าต้องการจะทำอันใดกันแน่ ? เด็กทั้งสามคนก็ย้ายออกไปแล้ว เหตุใดเจ้าถึงมิยอมปล่อยพวกเขาไปอีก? เหตุใดต้องแย่งข้าวโพดของพวกเขาด้วยกัน ? เหตุใดเจ้าถึงต้องทุบตีพวกเขาด้วย? ”

     

    หวังซื่อถูกหลินหร่วนบีบให้จนมุมจนแทบกระอักลือด“ข้าเพียงแค่จะไปเอาของ ๆ ข้าคืนมา สิ่งนี้จะเรียกว่าแย่งได้เยี่ยงไร ? ข้าวโพดพวกนั้นมันควรจะเป็นของข้า ! ”

     

    หลินจงถลึงตาใส่หวังซื่อ “เหตุใดเจ้าถึงไร้เหตุผลเช่นนี้? ที่ดินผืนนั้นถูกแบ่งให้พวกอาหร่วนแล้ว ผลผลิตที่ได้ก็ต้องเป็นของพวกเขา”

     

    “เหลวใหล ! แม้ว่าที่ดินจะเป็นของพวกมัน ทว่าผลผลิตในที่ดินนั้นเป็นของข้าเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยต่างก็ใช้เงินของข้าทั้งสิ้น แล้วเหตุใดข้าต้องแบ่งเมล็ดพันธุ์ให้แก่พวกมันด้วยเล่า? ”

     

    หลินหานโกรธถึงขนาดหัวเราะเย้ยหยันออกมา

     

    “เงินของเจ้าเยี่ยงนั้นหรือ ? เงินของเจ้าที่ใดกัน ? ที่ดินเป็นของตระกูลหลินไร่นาเป็นท่านพ่อกับอาหร่วนที่ดูแล แม้แต่ฟืนไฟก็เป็นข้ากับหลินซิ่วที่เป็นคนเก็บเจ้ากับลูกสาวเข้ามาอยู่ในบ้านได้สองปีแล้ว ทว่าเอาแต่นอนอยู่บนเตียงทั้งวัน เจ้ายังจะกล้าเอ่ยว่าเป็นเงินของเจ้าอีกหรือ? ”

     

    “ตอนที่เจ้าเพิ่งแต่งเข้ามาในตระกูลหลินใหม่ ๆเจ้าผอมแห้งราวกับไม้เสียบผี หากมิใช่เพราะท่านพ่อของข้าที่ซื่อสัตย์ต่อเจ้ายอมเลี้ยงเจ้าจนอุดมสมบูรณ์เหมือนกับหมู มิเช่นนั้นแม่เลี้ยงที่ทั้งขี้เกียจทั้งชั่วร้ายเยี่ยงเจ้าคงจะถูกหย่าร้างไปร้อยแปดคราแล้ว ! ”

     

    เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนั้น ก็อดหัวเราะออกมามิได้

     

    หวังซื่อแต่งเข้าตระกูลหลินมาสองปีแล้ว นางมิได้เรื่องอย่างแท้จริงนางเอาแต่นอนทั้งวันมิยอมขยับเขยื้อน ผ่านไปสองปีจึงอวบอ้วนขึ้นมิน้อย นี่มันต่างอันใดกับการเลี้ยงหมูกัน?

     

    “สวรรค์เอ๋ย ข้ามิอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วเป็นแค่ลูกเลี้ยง กล้าดีเยี่ยงไรมาด่าข้าเช่นนี้ ข้ามิอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว !ข้าเพียงต้องการเรียกพวกเจ้ากลับไปช่วยเก็บผลผลิตและต้องการแบ่งข้าวโพดไปเล็กน้อยเท่านั้นพวกเจ้าทำกับข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ? ”

     

    หวังซื่อใช้ลูกไม้เดิมของนางอีกครา นางนั่งลงกับพื้นพร้อมกับตบที่ต้นขาตนเองแล้วร้องห่มร้องไห้ออกมาเสียงดัง

     

    ต่อหน้าชาวบ้านมากมายเช่นนี้ หลินจงโกรธจนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเข้ม

     

    นางหลินเดินเข้ามาเหลือบตามองสำรวจไปยังร่างของหลินหร่วน

     

    “เจ้าเด็กเดรัจฉาน แม้ว่าหวังซื่อจะมิใช่แม่แท้ๆ ของพวกเจ้า ทว่านางก็ได้แต่งงานกับบิดาของพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าต้องเคารพและรักนางนางเพียงอยากได้ของ ๆ พวกเจ้าเล็กน้อยเท่านั้น มันผิดมากเลยหรือ ? ลูกควรกตัญญูต่อพ่อแม่ของตน นี่คือกฎของสวรรค์ ! มิว่าจะเอ่ยเยี่ยงไรก็สมเหตุสมผลทว่าพวกเจ้ามิเพียงแต่มิให้เท่านั้น แต่ยังเอ่ยวาจาดูถูกนางอย่างหยาบคาย มองดูแล้วข้าคงต้องสั่งสอนคนไร้ยางอายเยี่ยงพวกเจ้าแทนบรรพบุรุษสักหน่อยแล้ว ! ”

     

    เมื่อนางหลินกล่าวจบ นางก็พับแขนเสื้อขึ้นเตรียมพุ่งเข้าหาเด็กๆ ทั้งสามคน

     

    หลินจงรีบก้าวเข้ามาบังหน้าลูก ๆ ของเขาเอาไว้

     

    “ท่านแม่ ท่านจะทุบตีพวกเขามิได้ พวกอาหานมิได้ผิดอันใด! ”

     

    “เจ้าหลีกทางให้แม่ประเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นข้าจะตีเจ้าด้วยอีกคน! ”

     

    หลินจงยังคงยืนหยัดต่อต้าน

     

    เมื่อนางหวังเห็นว่าบุตรชายที่ไร้ประโยชน์ที่สุดกล้าต่อต้านตนก็ยิ่งโมโหมากยิ่งขึ้น นางยกมือขึ้นหมายจะตบตีหลินจง

     

    ทันใดนั้นหวังซื่อที่ทำตัวไร้ยางอายอยู่บนพื้นก็ลุกขึ้นมากรีดร้องพร้อมกับกระฉากเสื้อผ้าอาภรณ์ของตนออกอย่างบ้าคลั่ง

     

    “อา... อา... ช่วยด้วย...”

     

    ชาวบ้านต่างก็ตกตะลึงกับการกระทำของหวังซื่อ พวกเขายังมิทันได้ตอบสนองก็ได้ยินเสียงเสื้อผ้าบนร่างของหวังซื่อฉีกขาดดัง “แควก ! ” เผยให้เห็นชุดชั้นในสีเลือดหมูของนาง

     

    ชาวบ้านหันหน้าหนีด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์

     

    มีเพียงชายหนุ่มมิกี่คนที่มีจิตใจหยาบกระด้างจ้องมองต่อไปอย่างลับๆ

     

    แม้ว่าหลินจงจะมิได้รักหวังซื่อมากมายอันใด แต่เยี่ยงไรหวังซื่อก็เป็นภรรยาที่เขาตบแต่งเข้าบ้านการกระทำของนางในวันนี้ ทำให้เขารู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก

     

    ดังนั้นเขาจึงรีบถอดเสื้อคลุมของตนออก เพื่อไปคลุมร่างให้หวังซื่อ

     

    ทว่าบัดนี้หวังซื่อเหมือนกับคนเสียสติ นางบิดตัวดีดดิ้นไปมาพร้อมกับกรีดร้องและร้องไห้

     

    หลินจงเห็นว่าเสื้อผ้าของนางกำลังจะหลุดอยู่รอมร่อคาดว่าอีกประเดี๋ยวจะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมาเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงรีบตะโกนออกมาว่า“หวังซื่อ เจ้ากำลังทำอันใดอยู่กัน ? เหตุใดถึงยังมิหยุดอีก ! ”

     

    “ท่าน... ท่านพี่ ช่วยด้วย... เสื้อผ้า... มีบางอย่างอยู่ในเสื้อผ้าท่านรีบช่วยข้าที...”

     

    หวังซื่อเสียขวัญอย่างแท้จริง เมื่อครู่นี้นางนั่งอยู่บนพื้นดีๆ ทว่าอยู่ ๆ ก็มีบางอย่างลื่น ๆ เย็น ๆ คืบคลานเข้าไปในเสื้อผ้าของนาง จากนั้นมันก็ไต่ไปตามร่างของนาง

     

    นางมองมิเห็น ทั้งยังจับมิได้ เพียงรู้สึกว่ามันเกาะติดอยู่กับเนื้อของนางแล้วชอนไชไปทั่วทั้งร่าง

     

    หลินจงเห็นว่านางเอะอะโวยวายราวกับคนบ้าจึงรีบเข้าไปช่วยนางทันใด

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องหลินหร่วน : สาวน้อยพลังซอมบี้ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน