บทที่28คังจ้าน
จ้าวเฟยหลงออกจากหมู่บ้านเจียวจูมาได้สิบห้าวันแล้ว ตลอดระยะเวลาสิบห้าวันมานี้ เขาได้พบเจอผู้คนและเหตุการณ์มากมายเช่น กลุ่มนักล่าสัตว์อสูร กลุ่มโจร ผู้ฝึกยุทธ์เป็กลุ่มที่คอยขายของให้ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นที่ผ่านไปมาหรือกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ที่คอยดักรีดไถผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นที่ด้อยกว่า แม้กระทั่งฝูงสัตว์อสูรดุร้ายเขาก็ได้พบเจอ
แต่จ้าวเฟยหลงไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้มากนักหากไม่ทำให้เขาเกิดปัญหาก็ไม่จำเป็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องทุกๆอย่างมีเื่ราวของตัวมันเอง
ตอนนี้จ้าวเฟยหลงกำลังบ่มเพาะพลังด้วยคัมภีร์วัฏฏะปราณเทพัอยู่ภายในถ้ำที่เขาพึ่งจะทำการเจาะสดๆร้อนๆเพราะการบ่มเพาะพลังหากถูกรบกวนจะส่งผลเสียมากมายจนไม่อาจเสี่ยงให้เกิดขึ้นได้ดังนั้นการเจาะถ้ำเพื่อทำการบ่มเพาะจึงเป็วิธีที่ผู้ฝึกยุทธ์นิยมใช้ที่สุดเมื่ออยู่นอกสำนักหรือที่มั่นของตนเอง
“เฮ้อ! แม้จะมีวิชาเทพคอยหนุนนำแต่พลังฟ้าดินของที่นี่ก็ยังดีไม่พอ”
จ้าวเฟยหลงบ่นกับตนเองหากแม้เขาได้มีโอกาสฝึกวิชาเทพนี้ในที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพลังฟ้าดินแล้วละก็เชื่อว่าเพียงไม่นานก็จะสามารถทะลวงขั้นบรรลุสู่ระดับจอมยุทธ์ได้อย่างแน่นอนเพราะเขาในตอนนี้มีตันเถียนที่ใหญ่และพิเศษกว่าใครๆทำให้การบรรลุขั้นยากเย็นแสนเข็ญกว่าคนอื่นมากมายนัก
หลังจากฝึกเสร็จจ้าวเฟยหลงจึงออกมาจากถ้ำเพื่อสูดอากาศเย็นสบายยามค่ำคืน
“เอ๋! คืนนี้ต้องมีอะไรสนุกๆแน่ๆ”เขายิ้มก่อนกล่าวออกมาเบาๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่กลุ่มคบไฟ มากมายทั่วทั้งหุบเขา
“นี่มัน!”
จ้าวเฟยหลงสังเกตุบรรยากาศรอบตัว ปราณฟ้าดินเริ่มหนาแน่นขึ้นจนกลายเป็หมอกบางๆ ดวงดาวสุกใสส่องสว่างให้ท้องฟ้าดูสวยงามแสงสว่างเรืองรองเกิดขึ้นทั่วทั้งหุบเขา มีกลิ่นหอมโชยมากับลม
“ลางบอกเหตุถึงการเกิดของสมบัติวิเศษ!”
จ้าวเฟยหลงก็ไม่ชักช้าอีกต่อไป รีบวิ่งออกไปตามความรู้สึกของตนเองต่อพลังที่ส่งออกมาจากสมบัติวิเศษอันนั้นเพราะด้วยการหลอมรวมกับเืเทพและดวงจิตโลกาทำให้เขามีการรับรู้เกี่ยวกับทุกสิ่งแจ่มชัดจนน่ากลัว
ราวครึ่งชั่วยามผ่านไปจ้าวเฟยหลงวิ่งขึ้นเขาลูกหนึ่งหนทางเต็มไปด้วยขวากหนามเดินทางได้ลำบากยิ่งนัก เมื่อมาถึงยอดเขาจ้าวเฟยหลงก็อดประหลาดใจไม่ได้แม้ที่นี่จะเป็ยอดเขา แต่ก็กว้างขวางเปิดรับแสงตะวันจันทรา เต็มไปด้วยปราณฟ้าดิน
“อืม!! ที่นี่เหมาะแก่การเกิดสมบัติฟ้าดินจริงๆ”จ้าวเฟยหลงคิดในใจ
หลังจากมองหาจนทั่วสายตาของจ้าวเฟยหลงก็มองเห็นต้นไม้ต้นหนึ่งล้อมรอบไปด้วยปราณสีขาวส่องสว่างไปทั้งต้นราวกับพฤษา์ก็มิปานที่ต้นมีดอกอยู่สามดอกแต่ยังไม่พร้อมผลิบานบรรยากาศเย็นเยียบแผ่ออกมาจากต้นไม้นั้นปกคลุมทั่วทั้งยอดเขา
“นั่นมัน!!....ดอกชบาหิมะเจ็ดแฉก”
สมุนไพริญญาระดับสองนี้มีฤทธิ์เย็นดับความร้อนในร่างกาย ขจัดธาตุไฟ เสริมพลังหยินนับเป็สมุนไพรที่มีมูลค่าสูงมาก
“แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อมจะถูกเก็บเกี่ยวจำเป็ต้องรออีกราวสองเค่อ เพื่อให้พร้อมที่สุดพลังและตัวยาจะมีฤทธิ์ดีที่สุดตอนมันบาน”
จ้าวเฟยหลงไม่ประมาทรีบหาที่ซ่อนเพื่อสังเกตุการณ์บนชั้นสูงขึ้นไปของยอดเขา
“ของมีค่าเช่นนี้แน่นอนว่าต้องมีผู้ปกป้องแล้วยังเป็ที่หมายปองของทุกคนอีกด้วย”
จ้าวเฟยหลงกำลังวางแผนในการเข้าชิงดอกชบาหิมะเจ็ดแฉกในครั้งนี้เช่นกัน
“ของดีเช่นนี้เหตุใดจึงต้องปล่อยไป”เขาบอกตนเอง
ผ่านไปครึ่งเค่อกลุ่มคนราวห้าคน เดินมาถึงพร้อมเสียงหัวเราะก็ค่อยดังขึ้น
“ฮ่าๆๆ พี่คัง ยินดีด้วยในที่สุดท่านก็พบกับชบาหิมะเจ็ดแฉกจนได้”
ชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นแสดงท่าทีประจบประแจงคนที่มีแซ่คังอย่างชัดเจน
“หามิได้ๆเพราะได้ทุกท่านร่วมมือกันค้นหาจึงมาถึงจุดนี้ได้”
ชายแซ่คังกล่าวแม้จะเป็การถ่อมตนแต่ในน้ำเสียงก็หามีการถ่อมตนใดๆทั้งสิ้น
เขาผู้นี้คือ “คังจ้าน” อายุสิบห้าสิบหกปี คุณชายสามสกุลคัง หนึ่งในสามตระกูลระดับหนึ่งแห่งแคว้นิโจว
การเป็ลูกหลานสายตรงของตระกูลอันดับหนึ่งของแคว้นทำให้เขาใช้ชีวิตอย่างหรูหราสุขสบาย ยากที่จะมองไม่เห็นใครในสายตา ที่สำคัญตอนนี้เขาเตรียมที่จะเข้าเป็ศิษย์สายนอกของสำนักตงหยางอีกไม่นานนี้ยิ่งทำให้สถานะของเขาสูงขึ้นจากเดิมเป็อย่างมาก
ส่วนชายที่ติดตามมาด้วยที่คอยเอาใจเขานั้นนามว่า“ซีห่าว” ลูกสมุนคนสนิทของคังจ้าน คนที่เหลือเป็จอมยุทธ์ที่คังจ้านว่าจ้างมาเป็ผู้คุมภัยในการออกตามหาสมุนไพริญญาในครั้งนี้
“ทุกท่านคงต้องเสียเวลาอีกเล็กน้อยก่อนชบาหิมะเจ็ดแฉก จะพร้อมเก็บเกี่ยว”
คังจ้านกล่าวต่อคนที่ตนเองจ้างมาแต่ละคนเตรียมหาที่เหมาะๆในการเฝ้าคอยการผลิบานของสมุนไพริญญา
จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นไปทั่วบริเวณ
“นักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำ ได้จับจองชบาหิมะเจ็ดแฉกนี้แล้วผู้ไม่เกี่ยวข้องถอยไป”
เสียงดังวางอำนาจไม่เกรงใจใคร ทำให้กลุ่มของคังจ้าน แสดงสีหน้าไม่สู้ดีนักในแคว้นิโจวไหนเลยจะมีใครกล้าวางอำนาจบาตรใหญ่ต่อคังจ้านนี่มันหยามหน้าตระกูลคังชัดๆ
“คุณชายสามคังจ้านอยู่นี่ใครหน้าไหนบังอาจเหิมเกริม” ซีห่าว ตวาดกลับไปเพื่ออวดศักดิ์ดาของคังจ้านหวังข่มขวัญกลุ่มคนที่มาใหม่
ไม่กี่อึดใจกลุ่มผู้มาใหม่ก็ปรากฏกายกลุ่มชายร่างสูงใหญ่สวมชุดเกราะสีดำที่ทำมาจากหนังของสัตว์อสูรทั้งตัวลวดลายเป็รูปหมาป่าตัวใหญ่กำลังอ้าปากร้องคำราม แผ่พลังอันแรงกล้ากดดันพวกของคังจ้านออกมา ทำให้บรรยาศตึงเครียดขึ้นมาทันที
ฝ่ายของคังจ้านเมื่อเห็นผู้มาใหม่เป็กลุ่มนักล่าสัตว์อสูรแล้วยังเป็กลุ่มหมาป่าดำอันเลื่องชื่อของอาณาจักรต้าตงอีกทำให้สายตาของคังจ้านแสดงความกังวลออกมา แต่ไม่นานสายตานั้นก็หายไปเขาเป็ถึงคุณชายของตระกูลคัง ยังจะต้องกลัวอะไรอีกในแคว้นิโจวนี้
“สหายทั้งหลาย ข้าคือคังจ้านคุณชายสามของตระกูลคังแห่งิโจวชบาหิมะเจ็ดแฉกนี้ข้าได้ค้นพบเป็คนแรกตามสิทธิ์แล้วย่อมตกเป็ของข้าผู้พบเจอก่อนขอทุกท่านโปรดเห็นแก่หน้าข้าปล่อยชบาหิมะเจ็ดแฉกนี้ไป ข้ารับรองว่าตระกูลคังจะสมนาคุณพวกท่านอย่างจุใจเลยทีเดียว”
คังจ้านกล่าวออกมาวางท่าอันสูงส่งตามประสาคุณชายผู้สูงศักดิ์
“ตระกูลคังนับว่าเป็ตัวอะไร...ในสายตาของนักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำที่มีอิทธิพลแผ่ขยายกว้างไกลทั่วอาณาจักรต้าตงแคว้นิโจวเล็กๆนี้มีอะไรให้พูดถึงอีกหรือ”หนึ่งในผู้มาใหม่ะโออกมาน้ำเสียงปนความเหยียดหยาม
“ใช่แล้ว...ต่อให้พ่อของเ้ามาที่นี่ด้วยตัวเองพอพบกับหัวหน้าของข้ายังต้องยอมให้สามส่วนเ้าเป็ตัวอะไรกัน กล้ามาข่มขู่พวกเรา” ชายสูงใหญ่ที่เป็หัวหน้ากล่าวขึ้น
ชายคนนี้เป็ผู้ฝึกยุทธ์อยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นเจ็ดหน้าตาคมเข้ม กล้ามเนื้อแข็งแรง พลังปราณหนาแน่นจนสามารถกดทับกลุ่มของคังจ้านได้นามของเขาคือ ฉานิอยู่ หัวหน้ากลุ่มของนักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำ
“จะมากไปแล้ว! ท่านผู้นำตระกลูคังคือคนที่เ้าสามารถดูิ่ได้หรือ”ซีห่าวะโออกมาอย่างเดือดดาล แล้วหันไปหาจอมยุทธ์ทั้งสามที่จ้างมา “สหายทั้งหลายพวกท่านโปรดสั่งสอนพวกป่าเถื่อนเหล่านี้ด้วยเถอะ”
คังจ้านที่ไม่อาจห้ามปากของซีห่าวได้ทันก็ใจนอึ้งไป
“ไอ้คนโง่ ซีห่าว นี่้าทำให้ข้าเข้าตาจนหรือนี่ ไปมีเื่กับนักล่าสัตว์อสูรที่ทรงอิทธิพลในอาณาจักรอย่างนี้มันเท่ากับหาที่ตายชัดๆ” เขาคิดในใจ
จอมยุทธ์ที่ถูกจ้างมาทั้งสามคนกู่ร้องเสียงดังเร่งเร้าลมปราณ เข้าต่อสู้กับกลุ่มนักล่าสัตว์อสูรตามคำสั่งทันทีตุ๊บ!!! ตั๊บ!!! อ๊าก!!! เพียงไม่นานผลการต่อสู้ที่อาจจะเรียกว่าไม่ใช่การต่อสู้แต่เป็การถูกรุมรังแกเสียมากกว่าก็ปรากฏจอมยุทธ์ทั้งสามคนที่ถูกจ้างมานอนร้องครวญคราญหมดสภาพน่าเวทนา
“บังอาจ! ใช้กำลังต่อหน้าของข้าฉานิอยู่คงอยากตายมากนักใช่ไหม” ฉานิอยู่แผดเสียงดังลั่น
“พะ...พี่ฉาน ข้ามันไม่ดีข้ามันชั่วช้า ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงล่วงเกินท่านไป ขอท่านโปรดอภัยด้วย”คังจ้านพูดจาเสียงสั่นด้วยความกลัวตอนนี้จอมยุทธ์ที่จ้างมาก็หมดสภาพไปแล้วเขาแม้เป็จอมยุทธ์ขั้นสองแต่การต้องมายืนต่อหน้าจอมยุทธ์ขั้นเจ็ดมันก็ทำให้เขารู้สึกหมดความหวังขึ้นมาทันที
“ฮ่าๆๆๆ...ไอ้ลูกเต่านี่มันขี้ขลาดจริงๆ” ฉานิอยู่ หัวเราะลั่นทำให้พวกลูกน้องอารมณ์ดีหัวเราะตามไปด้วย
“พี่คังท่านจะยอมให้มันเยาะเย้ยอย่างนั้นหรือ” ซีห่าวกระซิบถาม
คังจ้านอยากจะกระทืบซีห่าวให้จมดินเสียตรงนั้นแต่ก็อดทนต่อไปหากเขาบุ่มบ่ามทำอะไรลงไปอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
“หยุดปากพล่อยได้แล้ว” คังจ้านกระซิบตอบกลับ
“เอาล่ะๆในเมื่อคุณชายคังออกปากมาขนาดนี้ข้าฉานมิงอยู่จะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร”ฉานิอยู่ล้อเลียน
“แต่ก่อนไป คุณชายคังโปรดสละเงินทองเล็กน้อยให้พวกข้าได้พอหาซื้อข้าวกินได้หรือไม่ตอนนี้พวกข้าหิวโซกันเหลือเกินตัวข้าพออดทนได้แต่ลูกน้องของข้าพอเวลาหิวแล้วพวกเขาไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังเท่าใดนักมีแต่จะฆ่าแกงกันอย่างเดียว คุณชายคังโปรดเห็นใจ” ฉานิอยู่สีหน้าเศร้าสร้อยแต่น้ำเสียงมีความสนุกสนานชัดเจน
“อะไรกัน! เห็นพวกข้าไม่สู้ก็คิดจะปล้นหรือไง”ซีห่าวะโออกมาด้วยความไม่พอใจ
“หือ! ไม่ยอมอย่างนั้นหรือ”สายตาแข็งกร้าวจ้องมาที่ซีห่าวทำให้เ้าตัวต้องหลบสายตานั้นไปแอบข้างหลังของคังจ้านทันที
“ยะ...ยอม ข้ายอมอยู่แล้ว แหม! ได้สนับสนุนนักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำย่อมถือเป็เกียรติของข้าอยู่แล้ว”
คังจ้านกล่าวด้วยน้ำเสียงไพเราะที่ดัดแปลงมาแล้วอย่างที่สุดแต่ในใจของเขากำลังคิดหาทางแก้แค้นคนกลุ่มนี้อยู่
ด้วยใจที่ไม่ยินยอมคังจ้านถอดแหวนมิติของตนโยนให้ฉานิอยู่สายตาบ่งบอกถึงความเสียดายแต่ตอนนี้ชีวิตย่อมสำคัญเหนืออื่นใด
เมื่อรับเอาแหวนมาตรวจสอบฉานิอยู่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ตอนนี้นับว่าเขาได้มาพบกับโชคครั้งใหญ่เลยทีเดียวด้วยฐานะนายน้อยของตระกูลอันดับหนึ่งทรัพย์สินของเขาย่อมไม่ธรรมดา
“เอาล่ะ!ตอนนี้พวกเ้าไสหัวไปกันได้แล้ว แล้วอย่าให้ข้าเห็นพวกเ้าอีกไม่เช่นนั้นข้าอาจไม่ใจดีเช่นวันนี้” ฉานิอยู่ กล่าว
ทันทีที่ได้ยิน คังจ้านซีห่าวและคนอื่นๆก็พากันวิ่งลงเขาลับหายไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านหัวหน้าพวกเรารังแกคนตระกูลคังจะส่งผลอะไรหรือไม่” ลูกน้องคนสนิทเอ่ยถามฉานิอยู่
“เื่นั้นเ้าไม่ต้องห่วงหรอกอิทธิพลของนักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำ ขยายไปทั่วอาณาจักรต้าตงไม่มีใครไม่รู้จักเื่นี้หากตระกูลคังทำอะไรกับพวกเรานักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำไม่ปล่อยพวกเขาแน่นอนด้วยรากฐานของตระกูลพวกเขาย่อมไม่เสี่ยงเป็ศัตรูกับพวกเราหรอก”
นักล่าสัตว์อสูรหมาป่าดำตอบอย่างมั่นใจ
“ตอนนี้พวกเราควรตั้งใจเตรียมรับทรัพย์ก้อนใหญ่กันดีกว่าชบาหิมะเจ็ดแฉกนั้นราคาสูงมาก หากพวกเรานำไปขายข้าสัญญาว่าทุกคนจะได้ส่วนแบ่งกันก้อนโตแน่นอน”
เสียงของฉานิอยู่กระตุ้นให้ลูกน้องทั้งสี่คนกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันใดสมุนไพริญญาเช่นนี้หากนำไปขายก็คงสามารถขายได้ที่ราคาห้าแสนหินปราณระดับต่ำซึ่งนับว่าเป็เงินก้อนใหญ่มากเลยทีเดียว
ทั้งห้าคนกระจายตัวล้อมบริเวณที่ต้นชบาหิมะเจ็ดแฉกตั้งอยู่จู่ๆคลื่นพลังอันรุนแรงก็ถูกฟาดลงมาจากบนท้องฟ้าคลื่นพลังแหวกอากาศขาดจากกันจนบิดเบี้ยว ลำแสงสีเงินที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารเคลื่อนที่เข้ามาใกล้กับฉานิอยู่เขาทำได้เพียงโคจรพลังลมปราณต่อต้านพลังที่เข้ามาใกล้แล้วะโหลบถอยหลังออกไปอย่างเฉียดฉิว
แต่ลูกน้องอีกสองคนไม่โชคดีอย่างเขา
ตูม!!!เสียงของแสงสีเงินกระทบกับพื้นดินจนทำให้บริเวณนั้นกลายเป็แอ่งลึกราวหนึ่งจั้งกว้างสามจั้งร่างสองร่างที่ไม่อาจบอกได้ว่าเป็ใครเพราะร่างนั้นแหลกเหลวไปแล้วนอนแน่นิ่งที่ก้นแอ่ง
ท่ามกลางสายตาอันตื่นตระหนกของบรรดานักล่าสัตว์อสูรมีเงาของสิ่งมีชีวิตกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้พวกเขา
“โฮก!!”เสียงร้องคำรามสะท้านเข้าไปถึงจิตใจของพวกเขาทุกคนแม้ว่าจะเคยได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรมาแล้วมากมายแต่ตอนนี้เป็สิ่งที่แตกต่างกันเหลือเกิน
ไม่กี่อึดใจต่อมาดวงตาของฉานิอยู่ก็แทบถลนออกมาเพราะเคยคิดฝันว่าจะได้เจอกับสัตว์อสูรตัวนี้มาก่อนในชีวิตของเขา ขาและแขนถึงกับไร้เรี่ยวแรงสมองว่างเปล่าสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย