ดวงใจมังกรจ้าวปฐพี (ฉบับรีไรท์)

    บทที่ 9 เจ้าตัวเล็กจอมตะกละ

          เทียนหลินใช้เวลาห้าวันในการเดินสำรวจป่าชั้นนอก สมุนไพรสรรพคุณดีเกือบทุกต้นเข้าไปอยู่ในกำไลเก็บของ เมื่อเห็นว่าสมุนไพรในป่ารอบนอกเริ่มหายาก จึงตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในป่าชั้นกลาง 

    เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในเขตป่าชั้นกลาง ประสาทสัมผัสจับพลังสัตว์อสูรระดับเจ็ดระดับแปดได้ทันที พวกมันดุร้ายและทรงพลังกว่าสัตว์อสูรในป่าชั้นนอกมาก แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ด้านหน้าทำให้เทียนหลินตื่นเต้นดีใจอย่างที่สุด ต้นหยกสวรรค์วัตถุดิบหลักของโอสถทิพย์ฟื้นปราณ เทียนหลินตื่นเต้นกับสมุนไพรที่พบทุกต้นเพราะมันคือส่วนผสมหลักของโอสถทิพย์ นางเดินเก็บสมุนไพรด้วยความระมัดระวัง เมื่อสัมผัสถึงขุมพลังของสัตว์อสูรก็จะเดินเลี่ยงไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว นางตั้งใจว่าจะเก็บแรงไว้ต่อสู้กับสัตว์อสูรในป่าชั้นในซึ่งดุร้ายและแข็งแกร่งมากที่สุดแต่ความคิดของเทียนหลินก็เปลี่ยนไปเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ต้นเพลิงตะวันกับต้นจันทราแรม ในตำราลับระบุว่าเป็นสมุนไพรหายาก ข้างดงสมุนไพรมีอสรพิษตัวเขื่องนอนเฝ้าอยู่ จากพลังที่สัมผัสได้มันคือสัตว์อสูรขั้นเจ็ด“ถ้าสู้กับมันตรงนั้น สมุนไพรต้องได้รับความเสียหายแน่” ในขณะที่เทียนหลินคิดจะล่ออสรพิษออกไปสู้ให้ไกลจากดงสมุนไพร สวรรค์ก็เมตตาส่งคนมาเจ็บตัวแทนนางชายฉกรรจ์นับสิบคนถืออาวุธเดินเข้าไปหาอสรพิษ เมื่อมันสัมผัสถึงจิตสังหารของมนุษย์ ก็ชูหัวขึ้นดวงตาสีเหลืองขนาดใหญ่จ้องมองกลุ่มชายฉกรรจ์อย่างเหยียดหยาม พร้อมแผ่รังสีอำมหิตรุนแรงออกมา “ฟ่อ!” เสียงขู่ดังสนั่นพร้อมพุ่งหัวฉกอย่างรวดเร็วการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด ห้ำหั่นโรมรันกันอย่างบ้าคลั่ง ฝ่ายชายฉกรรจ์โดนฉกตายไปหลายคน แต่ร่างของอสรพิษก็เต็มไปด้วยบาดแผล เลือดไหลนองเต็มพื้น กลิ่นคาวเลือดทำให้อสรพิษคลุ้มคลั่ง มันฉกไปที่ร่างของชายคนหนึ่ง คมเขี้ยวยาวตัดร่างนั้นขาดเป็นสองท่อน ก่อนจะกลืนร่างท่อนบนของชายโชคร้ายลงคอ การต่อสู้ดำเนินไปสักพัก ในที่สุดอสรพิษก็พ่ายแพ้โดนมนุษย์สังหาร ฝ่ายชายฉกรรจ์ก็บาดเจ็บล้มตายไปหลายคน เมื่อสังหารอสรพิษได้แล้วก็พากันเดินจากไปเทียนหลินกระโดดลงจากยอดไม้ที่ซ่อนตัว รีบเดินเข้าไปสำรวจดงสมุนไพร โชคดีที่สมุนไพรไม่โดนเหยียบทำลาย เพราะกลุ่มของชายฉกรรจ์ยังไปไม่ถึงกอสมุนไพร เจ้าอสรพิษก็พุ่งตัวออกไปโจมตี ราวกับมันจะปกป้องพื้นที่กอสมุนไพรไว้ไม่ให้เสียหายจากการปะทะกัน เด็กสาวรีบเก็บสมุนไพรทั้งหมดใส่ในกำไล เพราะหูได้ยินเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนอีกกลุ่มกำลังเดินมาทางนี้เมื่อกลุ่มหรงจื่อเดินมาถึง ก็พบเพียงซากร่างอสรพิษกับศพมนุษย์สภาพสุดสยดสยองนอนตายอยู่บนพื้น หางตาเขาเห็นเงาร่างเล็กวูบหนึ่งหายลับเข้าไปในดงป่าด้านหน้า หัวใจเขาเต้นแรงอย่างผิดปกติ “ทำไมหัวใจข้าถึงเต้นผิดจังหวะอีกแล้ว หรือว่าเงานั้นจะเป็นนาง” หรงจื่อยกมือจับหน้าอกด้านซ้าย“มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จิงซาเอ่ยถามเมื่อเห็นหรงจื่อมีอาการผิดปกติ“ไม่มีอะไร พวกเรารีบเดินทางต่อเถอะ”                 หลายวันที่ผ่านมาในป่าชั้นกลาง เทียนหลินพบว่าสมุนไพรหายากทุกชนิดจะมีสัตว์อสูรพิทักษ์อยู่“คิดว่าข้าจะยอมแพ้หรือ ข้าจะเอาสมุนไพรทุกต้นกลับไปฝากท่านปู่รองให้ได้ ” เด็กสาวยืนเผชิญหน้ากับแร้งยักษ์ที่เฝ้าต้นหญ้าม่วงครามอยู่ริมผาอย่างเด็ดเดี่ยว  “ถอยไปนะเจ้าแร้งบ้า หญ้าต้นนั้นต้องเป็นของข้า”เสียงใสตะโกนไล่แร้งปีกดำสัตว์อสูรขั้นแปดอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมพุ่งกระบี่ในมือเข้าใส่อย่างดุดัน หนึ่งคนหนึ่งแร้งปะทะกันอย่างดุเดือดนานกว่าครึ่งชั่วยาม เนื้อตัวทั้งคู่ล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล  ในจังหวะที่แร้งปีกดำเสียการทรงตัวเพราะหลบคมกระบี่ เทียนหลินสะกิดปลายเท้ากระโดดขึ้นไปยืนบนหลังของมันได้สำเร็จ แล้วแทงกระบี่เข้าไปที่กลางหลังของแร้งปีกดำอย่างแรง “กร๊าซซซ!!” เจ้าแร้งยักษ์กู่ร้องโหยหวน พลางสะบัดตัวอย่างแรง เทียนหลินกำด้ามกระบี่แน่น เลือดแดงฉานอาบชุ่มเต็มสองมือแล้วไหลลงไปตามกระบี่ หลังของแร้งปีกดำเต็มไปด้วยเลือดที่แยกไม่ออกว่าเป็นเลือดคนหรือเลือดแร้งยักษ์ มันพยายามสลัดเทียนหลินออกจากหลังอย่างเอาเป็นเอาตายจนหมดแรงร่วงลงพื้น เด็กสาวไม่รอช้าดึงกระบี่ออกจากหลัง แล้วแทงทะลุคอหอย เลือดสด ๆ ไหลรินออกจากคอแร้งยักษ์ ร่างใหญ่ดิ้นพล่านก่อนขาดใจตาย“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าหญ้าม่วงครามต้องเป็นของข้า”  เทียนหลินใช้เวลาอยู่ในป่าชั้นกลางเดือนกว่า ๆ สามารถเก็บรวบรวมสมุนไพรวิเศษได้จำนวนมาก ฝีมือก็พัฒนามากขึ้นเพราะต่อสู้กับสัตว์อสูรพิทักษ์ทุกวัน พลังยุทธ์เลื่อนขึ้นเป็นขั้นแปดระดับต้น เมื่อเดินวนรอบป่าจนกลับมาบรรจบที่จุดเดิม เด็กสาวก็ตัดสินใจเข้าไปล่าสมุนไพรในป่าชั้นสุดท้าย ‘ป่ามรณะ’ ในเขตป่าชั้นในมีขุมพลังป่าเถื่อนแผ่ซ่านอยู่ในอากาศ เทียนหลินขนลุกซู่ไปทั้งตัว ป่ามรณะที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรขั้นเก้าขั้นสิบซึ่งมีพลังมากกว่านางถึงสองขั้น เทียนหลินสำรวจพื้นที่ป่าอย่างระวังตัวทุกฝีก้าว สมุนไพรที่พบล้วนมีค่ามหาศาลใช้สำหรับปรุงโอสถทิพย์ขั้นสูง แค่สมุนไพรที่อยู่ริมป่ายังล้ำค่าขนาดนี้ แล้วสมุนไพรที่มีสัตว์อสูรพิทักษ์จะล้ำค่าถึงเพียงใดเดินสำรวจป่าได้ไม่นานเทียนหลินก็หยุดพัก ร่างเล็กกระโดดขึ้นไปนั่งกินอาหารบนยอดไม้สูง โดยวางค่ายกลไว้บริเวณรอบ ๆ ขณะหยิบเอาซาลาเปาไส้เนื้อที่ไป๋อิงเตรียมไว้ให้ออกมากิน ก็เห็นดวงตากลมโตเล็ก ๆ คู่หนึ่งจ้องซาลาเปาในมือตาไม่กะพริบจ๊อกก...เสียงดังออกมาจากท้องของมัน ปากเล็ก ๆ เปียกชุ่ม น้ำลายไหลย้อยลงมา  ติ๋งง..เทียนหลินหัวเราะเบา ๆ พลางมองดูเจ้าตัวน้อยที่อยู่ไม่ไกลอย่างละเอียด มันมีขนยาวสีขาววาววับ ตัวขนาดเท่ากระต่าย ดวงตากลมโตเป็นสีฟ้า บนหัวมีเขาเล็ก ๆ สีฟ้าอ่อนสองเขา จมูกและปากเล็กจ้อยเป็นสีชมพูอ่อน  “เอื๊อก” เสียงมันกลืนน้ำลายดังชัด เมื่อเทียนหลินชูซาลาเปาโบกไปมา“เจ้าตัวน่ารัก อยากกินซาลาเปาของข้าสินะ”เทียนหลินวางซาลาเปาไส้เนื้อลงบนกิ่งไม้ใกล้ ๆ ตัวมัน ทันทีที่นางปล่อยมือ เจ้าตัวน้อยก็ยืนสองขา ใช้อุ้งเท้าหน้าอุ้มซาลาเปาขึ้นมากัดกิน “ง่ำ”  เพียงครู่เดียวซาลาเปาลูกใหญ่ก็หมดเกลี้ยง มันเงยหน้ามองเด็กสาวตาปริบ ๆ คล้ายกับจะถามว่ามีอีกไหม เทียนหลินหัวเราะกับความน่าเอ็นดูของมัน“ฮ่า ๆ ไม่มีแล้ว ที่เจ้ากินเข้าไปคืออาหารกลางวันของข้ามื้อนี้เชียวนะ ส่วนที่เหลือข้าต้องเก็บไว้กินมื้อต่อไป ขอโทษด้วย ข้าแบ่งให้เจ้าไม่ได้แล้ว”  วันนี้นางโชคดีตั้งแต่เดินเข้าป่ามายังไม่พบสัตว์อสูรสักตัว ถ้าไม่นับรวมเจ้าตัวเล็กที่ยังตามมาติด ๆ เทียนหลินเก็บสมุนไพรได้หลายสิบต้นจึงค่อนข้างอารมณ์ดี  หืมม...ข้างหน้ามีซากหมูป่าทมิฬนอนตายอยู่ ดูจากเลือดที่ยังไหลรินแสดงว่ามันพึ่งจะโดนสังหาร “เนื้อสัตว์อสูรน่าจะกินได้มั้ง ดีล่ะมื้อค่ำลองย่างเนื้อหมูป่ากินละกัน” เทียนหลินชักกระบี่ออกมาฟันขาหลังทั้งสองข้างของหมูป่าจนขาดแล้วเก็บใส่กำไล เด็กสาวเดินกลับไปที่ริมชายป่า แล้วหาเศษไม้มาก่อเป็นกองไฟ ใช้กระบี่ตัดเนื้อขาหมูออกเป็นชิ้นใหญ่ ๆ หลายสิบชิ้น ย่างจนเนื้อสุกกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ“เจ้าตัวน้อย เนื้อพึ่งย่างเสร็จระวังร้อน” เทียนหลินวางเนื้อย่างชิ้นหนึ่งไว้บนใบไม้ข้าง ๆ ตัว ยังเอ่ยเตือนไม่ทันจบ เนื้อย่างชิ้นใหญ่ก็หายวับไปกับตา แถมเจ้าตัวเล็กยังใช้อุ้งเท้าหน้าชี้สั่งให้นางเอาเนื้อมาเพิ่มให้มันอีกชิ้น เทียนหลินหัวเราะขำความตะกละของมันแต่ก็หยิบเนื้อเพิ่มให้ ในขณะที่เด็กสาวกับเจ้าตัวน้อยกำลังกินเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อย หูก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของแขกที่ไม่ได้รับเชิญกำลังเดินมาทางนี้ เทียนหลินรีบเก็บเนื้อย่างใส่ในกำไล เหลือไว้ข้างกองไฟเพียงสี่ชิ้น มือเรียวโบกสลายค่ายกลออก สักพักแขกผู้ไร้มารยาทคนหนึ่งก็เดินเข้ามานั่งข้างกองไฟ แล้วหยิบเนื้อย่างไปกินหน้าตาเฉยคนผู้นี้คือ ชางซิว