แม่และพี่สาว
“พะ...พ่อตบผมทำไม?” เย่กู่เฉิงใช้มือข้างหนึ่งกุมใบหน้าฝั่งซ้ายที่แสบร้อนและมีความเจ็บปวด ถามผู้เป็นพ่อออกมาอย่างไม่เข้าใจ
เขาไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยว่าทำไมพ่อของเขาถึงได้ตบเขา แทนที่จะตบเย่กู่เฉิน
เย่ฉูเหวินถลึงตาใส่เย่กู่เฉิงอย่างดุดัน “สมองแกถูกลาเตะแล้วรึไง ถึงได้คิดจะแย่งตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลจากพี่ของแก?”
“ทำไมผมจะแย่งไม่ได้ ผมฉลาดกว่ามัน มีความสามารถกว่ามันเป็นไหนๆ ตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลควรเป็นของผม!” เย่กู่เฉิงตวาดออกมาด้วยความไม่พอใจ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าพ่อเขาจะตบเขาด้วยเรื่องนี้
“ไอ้ลูกไม่รักดี! ฉันจะส่งแกไปอยู่ต่างประเทศ อีกสิบปีค่อยกลับมา!” เย่ฉูเหวินตบเย่กู่เฉิงอีกครั้ง จากนั้นก็ลากตัวออกไป โดยไม่สนใจเสียงโวยวายไม่พอใจและไม่ยินยอมของเย่กู่เฉิงเลยแม้แต่น้อย นี่คือบทลงโทษอย่างหนักที่เย่กู่เฉิงได้รับ
และตั้งแต่นั้นในผลงานต้นฉบับ เย่กู่เฉิงก็ไม่ปรากฏตัวอีก
เย่กู่เฉินส่ายหน้าไปมา พลางถอนหายใจให้กับความโชคร้ายของเย่กู่เฉิง แต่แน่นอน เขาไม่ไปสนใจ พลางลุกขึ้น เดินออกจากห้องรับแขก ตรงขึ้นไปยังชั้นสอง เขาตั้งใจที่จะไปหาแม่ของเย่กู่เฉิน และจากนี้จะเป็นแม่ของเขา
จากที่เขาได้อ่านมา เธอป่วยและจะเสียชีวิตในวันอีกหนึ่งอาทิตย์ เขาแน่นอนว่าไม่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น จะยังไงเขาก็เป็นเด็กกำพร้า ความรักจากแม่ไม่เคยได้สัมผัส เขาอยากลองสัมผัสมันในชีวิตนี้
เพราะงั้น เขาจะปล่อยให้แม่ที่เขาเพิ่งจะมีตายไม่ได้ แม่ของเขาคนนี้มีชื่อว่าเจี่ยซิ่น มาจากตระกูลเจี่ยซึ่งเป็นอดีตตระกูลใหญ่ในปักกิ่ง
แต่เดิมปักกิ่งมีห้าตระกูลใหญ่ ประกอบด้วยตระกูลเย่ ตระกูลหลง ตระกูลถัง ตระกูลชิง และตระกูลเจี่ย
แต่เมื่อสิบปีก่อน ตระกูลเจี่ยพบลู่ทางในการทำเงินที่มากกว่าเดิมที่เซี่ยงไฮ้ จึงย้ายทั้งตระกูลไปตั้งรกรากอยู่ที่เซี่ยงไฮ้แทน ตอนนี้กลายเป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ไปแล้ว จึงไม่แปลกที่ตระกูลเจี่ยจะกลายเป็นอดีตตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง
และแม้ว่าตระกูลใหญ่จะหายไปหนึ่งตระกูล แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีตระกูลใหญ่ใหม่ปรากฏขึ้นในปักกิ่ง จากจุดนี้ ชัดเจนอย่างมากว่าการที่ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง จะกลายเป็นตระกูลใหญ่นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เย่กู่เฉินที่เดินขึ้นมาบนชั้นสองของคฤหาสน์ เขาตรงไปที่ห้องห้องหนึ่งในทันที
เมื่อมาถึงหน้าประตู เขาก็เคาะไปสองสามครั้ง “แม่ผมเอง”
“เฉินเอ๋อร์เข้ามา...” มีน้ำเสียงที่อ่อนแรงดังผ่านประตูมา เป็นน้ำเสียงที่แทบจะไม่ได้ยิน
เย่กู่เฉินไม่รอช้า รีบเปิดประตูเข้าไปในห้อง แต่ทันทีที่เข้ามา เขาก็ต้องชะงัก เมื่อในห้องไม่ได้มีเพียงแม่ของเขาเจี่ยซิ่นที่นอนอยู่บนเตียง พร้อมกับสายน้ำเกลือ
ยังมีอีกคนหนึ่งอยู่ เป็นหญิงสาวอายุยี่สิบปี มีใบหน้าสวยงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด แต่ใบหน้าของอีกฝ่ายราวกับปกคลุมด้วยน้ำแข็ง มันดูเย็นชาเหลือเกิน
หญิงสาวคนนี้ไม่เพียงมีใบหน้าสวยงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดเท่านั้น เธอยังมีหุ่นที่สมบูรณ์แบบด้วย เธอนั่งอยู่บนวีลแชร์ เธอไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเย่ฉิงเอ๋อร์ ลูกสาวคนโตของตระกูลเย่
เย่กู่เฉินรู้ว่าทำไมเธอถึงได้นั่งอยู่บนวีลแชร์ ขาทั้งสองข้างของเธอไม่อาจที่จะใช้งานได้อีกต่อไป มันเป็นผลมาจากเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองปีก่อน เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่เธอนั่งอยู่บนวีลแชร์
ทางด้านความสัมพันธ์กับเย่กู่เฉินนั้นแทบไม่มี ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่ได้พูดคุยกันแม้แต่คำเดียว เรื่องนี้เป็นเพราะว่าเย่กู่เฉินตอนที่ยังเด็กชอบทำลายของเล่นของเธออยู่เป็นประจำ จากนั้นมาเธอก็เกลียดเย่กู่เฉินมาโดยตลอด
และตัวเย่กู่เฉินเองก็ไม่ให้ความสนใจกับเย่ฉิงเอ๋อร์ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงเข้าหน้ากันไม่ติด
“เฉินเอ๋อร์ มานั่งนี่” เจี่ยซิ่นก็รู้เรื่องที่พี่สาวน้องชายไม่ถูกกัน แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ เธอเคยพูดให้ทั้งสองคนดีกันไว้ แต่ทั้งสองคนไม่ฟังเธอเลย เธอจึงได้แต่ปล่อยผ่าน
“แม่...” เย่กู่เฉินมองไปที่เจี่ยซิ่น เธอเป็นหญิงวัยกลางคน ใบหน้าซูบผอม และร่างกายก็ผอมมาก ผมเองก็มีสีขาวปรากฏแซมขึ้นมา นี่เป็นผลมาจากการที่เธอป่วย
โรคที่เธอป่วยเป็นโรคประหลาดชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่มีทางรักษาหาย ได้แต่รอวันตายเท่านั้น
เย่ฉูเหวินพยายามอย่างเต็มที่ที่จะค้นหาหมอมีฝีมือจากทั่วทุกมุมโลกมารักษา แต่คนแล้วคนเล่า เมื่อมาดูอาการ ได้แต่ส่ายหน้าไปมา ทำให้ความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อของเจี่ยซิ่นหมดไป
เย่กู่เฉินเดินเข้ามานั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียง ยื่นมือออกไปกุมมือของเจี่ยซิ่นไว้ ไม่รู้ทำไมว่าน้ำตาของเขามันถึงได้ไหลออกมา นี่อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกของเขาที่โหยหาการมีแม่ หรือเป็นเพราะปฏิกิริยาตอบสนองของร่างนี้ก็ได้
เย่กู่เฉินในผลงานต้นฉบับ เขารักแม่ของเขามาก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม เขาถึงได้หลงรักหนึ่งในนางเอกที่เขาจะได้พบที่โรงเรียนต่อจากนี้ หัวปักหัวปรำ จนไปมีเรื่องบาดหมางกับตัวเอก สุดท้ายก็จบลงด้วยการถูกตัวเอกฆ่า
เหตุผลที่เขาหลงรักหนึ่งในนางเอกนั้น เป็นเพราะว่าเธอมีความคล้ายกับแม่ของเขา ใบหน้าแม้จะคล้ายเล็กน้อย แต่นิสัยและความอ่อนโยนกับเหมือนแม่ของเขามาก
พบเจอกับผู้หญิงแบบนี้ เป็นไปไม่ได้ที่เย่กู่เฉินคนเดิมจะไม่ตกหลุมรัก
เจี่ยซิ่นมองลูกชายอย่างอ่อนโยน “ร้องไห้ทำไมกันเฉินเอ๋อร์?”
อีกด้านหนึ่งของเตียงเย่ฉิงเอ๋อร์ซึ่งมีใบหน้าเย็นชา รู้สึกประหลาดใจที่เย่กู่เฉินร้องไห้ออกมา มันเป็นเรื่องที่เธอคิดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิง
“แม่...ผมรู้ว่าแม่ใกล้จะเดินทางแล้ว...” เย่กู่เฉินพูด เขาเช็ดน้ำตาออก
คำพูดของเย่กู่เฉิน แน่นอนว่าทำให้เจี่ยซิ่นตกใจเล็กน้อย เธอย่อมรู้ว่าความหมายของเย่กู่เฉินคืออะไร แต่เธอคิดไม่ถึงว่าเขาจะรู้เรื่องนี้
เรื่องนี้มีเพียงสามคนที่รู้คือเธอ สามี และหมอเท่านั้น และเธอก็ได้สั่งห้ามอย่างเด็ดขาดว่าห้ามบอกใคร แม้แต่กับพวกลูกๆ ก็ตาม
“เฉินเอ๋อร์แม่..” เจี่ยซิ่นถอนหายใยออกมา ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากที่จะอยู่ต่อ แต่เธอฝืนลิขิตฟ้าได้ที่ไหน ถ้าเลือกได้ เธอคงเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ เธออยากเห็นอนาคตที่ลูกชายและลูกสาวของเธอเลือกเดิน อยากที่จะเห็นพวกเขาแต่งงาน มีหลานตัวเล็กๆ น่ารักให้เธออุ้ม
“เดินทาง? หมายความว่ายังไง?” เย่ฉิงเอ๋อร์จ้องมองไปที่ผู้เป็นแม่ ถามออกมา “แม่จะเดินทางไปไหน?”
เวลาที่เธอมองไปที่แม่ของเธอ ใบหน้าแน่นอนว่าไม่ได้มีความเย็นชา เธอมองแม่ของเธอด้วยความกังวลและความเป็นห่วง
“มันไม่มีอะไร แม่จะเดินทางไปหาหมอ” เจี่ยซิ่นส่งสายตาให้กับเย่กู่เฉินว่าห้ามพูดเรื่องนี้อีก ก่อนที่จะโกหกเย่ฉิงเอ๋อร์
เหตุผลที่เธอไม่อยากที่จะให้รู้ ก็เพราะไม่อยากเห็นลูกสาวเสียใจ เย่ฉิงเอ๋อร์ทำไมจะไม่รู้ว่าแม่ของเธอโกหก เธอหันไปมองเย่กู่เฉิน ก่อนพูด “กู่เฉิน นายรู้ใช่ไหม พูดมา!”
เย่กู่เฉินเหลือบมองเธอ “มันไม่เกี่ยวกับเธอ”
ในเมื่อแม่ของเขาไม่อยากให้เธอรู้ เขาย่อมไม่พูด เพราะยังไงเขาก็จะรักษาให้แม่ของเขาอยู่แล้ว ด้วยความที่เขาเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับปราณนิรันดร์ การรักษาคนๆ หนึ่ง ล้วนเป็นเรื่องง่าย ต่อให้เป็นโรคประหลาด เขาก็รักษาได้
จบบทที่ 5