คลายจากความคิดคำนึงในอดีตก่อนหน้านี้ กังหยางยามมองเห็นกังหลงเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ ตัวกังหยางได้ดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลติดต่อกันมาสองครั้งครั้งที่จะถึงนี้ก็ครบยี่สิบปีพอดี ..หวนนึกตัวเขานั้นั้แ่ครองเรือนมาก็หลายปีแต่ยังมิมีทายาทสักคน แม้หลังจากตนได้รับตำแหน่งตระกูลครั้งแรกและรับทราบข้อตกลงในวิธีการคัดเลือกผู้นำตระกูลครั้งต่อจากนั้นอีกยี่สิบปีตนก็มิได้กังวลสนใจแต่อย่างใดเพราะตนเป็คนรักความสงบมิมีความคิดไปแก่งแย่งจนเกินงาม หากจะได้ก็ดีหากมิได้ก็มิเป็ไรตนเพียงคิดไว้แค่นั้น
กังหยางหวนคิดย้อนไปเมื่อราวสิบห้าปีก่อนอีกครั้ง ในครานั้นหลังจากตนเองกลับออกมาจากูเาเนตรอสูร จากการเข้าไปล่าสัตว์อสูรบางชนิดเพื่อหาผลึกอสูรและเสาะหาสมุนไพรจำเป็ไว้ใช้ภายในตระกูลและบางส่วนสำหรับเอาไปยังร้านจำหน่ายสมุนไพรภายในเมืองซึ่งเป็แหล่งรายได้ของตระกูลซึ่งเป็กิจวัตรที่ตนเองกระทำเป็ฌนประจำในฐานะผู้นำตระกูล
ขณะเขากลับมาถึงประตูหลังทางเข้าตระกูลกัง ก็ได้พบเข้ากับห่อผ้าสีทองซึ่งสะท้อนแสงสะดุดตาที่วางแอบไว้ตรงพุ่มไม้ข้างประตู ด้วยความสงสัยจึงเข้าไปเก็บห่อผ้าสีทองแล้วเปิดออก
สิ่งที่เห็นนั้นทำให้เขาใเพราะภายในห่อผ้านั้นกลับมีเด็กวัยแบเบาะอายุราวสี่เดือน อ้วนท้วนน่ารักน่าชัง ผิวขาวละเอียดลักษณะกำลังหลับปุ๋ยไม่รู้เื่รู้ราวอันใด ตนได้ตรวจจับชีพจรดูพบว่ายังมีชีพจรที่เต้นแ่ เบาบางจนเกือบจะััไม่ได้
เมื่อสำรวจดูรอบ ๆ ไม่เห็นมีใคร ส่วนทารกในมือนั้นเป็เด็กผู้ชาย ผิวขาวละเอียดคิ้วเรียวเข้มคมคาย ข้างกายทารกมีเพียงสร้อยสีทองที่แขวนไว้ด้วยแหวนสีทองที่ถูกปิดผนึกไว้ ด้วยพลังฝีมือของเขาขณะนั้นไม่สามารถจะคลายผนึกนี้ได้พลังผนึกนี้กล้าแข็งในแบบที่กังหยางไม่เคยพบมาก่อน
เมื่อมองดูสำรวจทางด้านหลังตระกูลชั่วครู่มิพบเจอผู้ใด ตนจึงนำพาทารกเข้าตระกูลมอบให้ฟางเหม่ยภรรยาได้ชมดู ฟางเหม่ยอุ้มทารกน้อยไว้แนบอกอย่างรักใคร่ เดินวนไปวนมา รอฟังคำบอกเล่าของผู้เป็สามี
"ข้าไม่ทราบว่าเป็บุตรของผู้ใด ข้าเจอห่อผ้าสีทองแอบอยู่ข้างพุ่มไม้หลังหมู่บ้าน พอแกะห่อผ้าออกก็เจอทารกนี่ ข้ามองดูรอบ ๆ แล้วไม่เห็นใครไม่มีร่องรอยใด ๆ ให้สืบสาว จึงรีบอุ้มทารกนี้มาหาเ้านี่แหละ"
"อาา.. งั้นเรามาตรวจดูว่ามีหลักฐานใดติดมากับทารกบ้างหรือไม่ จะได้รู้ว่าเป็ลูกเต้าเหล่าใคร เพื่อจะได้ส่งกลับไปให้พบเจอบิดามารดาเขา..ป่านนี้บิดามารดาของทารกผู้นี้คงเป็ห่วงกังวลยิ่งนักแล้ว"
ฟางเหม่ยพูดจบก็รีบตรวจค้นกับกังหยางเพื่อหาหลักฐานต่าง ๆ ที่ติดมากับตัวทารกน้อย หลังจากตรวจหาชั่วครู่ นอกจากห่อผ้าสีทองที่มีร่องรอยโลหิตสีแดงเขียนคำว่า "หลง" และสร้อยคอที่ห้อยแหวนสีทองแทนจี้คล้องไว้กับคอทารกเส้นหนึ่งเท่านั้นหามีสิ่งอื่นใดอีก
ส่วนจี้ที่เป็แหวนนั้นโดนผนึกไว้ด้วยพลังยุทธอันสูงส่งไม่สามารถเปิดตรวจสอบใด ๆ ได้ เมื่อไม่มีสิ่งอื่นใดที่พอจะสืบสาวชาติกำเนิดของทารกน้อย สองสามีภรรยาก็ได้ทำการตกลงกันว่าจะรอคอยสักสิบวัน
หากแม้นมีใครที่เป็บิดามารดามาตามหาทารกก็จะคืนทารกน้อยกลับสู่อ้อมอกของบิดามารดาทีี่แท้จริงให้ แต่หากแม้นพ้นกำหนดสิบวันแล้วยังไม่มีผู้ใดมาตามหาทารก ทั้งสองก็ยินดีที่จะเลี้ยงทารกนี้เอง
เนื่องจากทั้งสองแต่งงานอยู่กินกันมาเป็เวลาเกือบสิบปีแล้วแต่ทั้งคู่ก็ยังไม่มีบุตรธิดาไว้สืบสกุลเหมือนคู่สามีภรรยาคู่อื่น จนทั้งสองเริ่มท้อถอยทอดถอนใจทำใจยอมรับความอับโชคในชะตาของตัวเองว่าไม่มีวาสนาเื่ทายาทสืบสกุล ยามนี้เมื่อทั้งสองได้เจอทารกที่น่ารักน่าชังเข้าจึงมีความยินดียิ่งปรารถนาอยากได้ทารกนี้มาเป็บุตรของตัวเอง
หลังจากเฝ้ารอสิบกว่าวันยังไม่มีใครมาสืบหาทารก ทั้งสองจึงตัดสินใจเลี้ยงดูทารกนี้ไว้เป็บุตรของทั้งคู่และตั้งชื่อว่า "กังหลง" กัง เป็คนของตระกูลกัง นาม "หลง" ซึ่งเป็นามตามโลหิตที่ติดมากับผ้าสีทอง
"ท่านพ่อ ๆ ข้าเป็บุตรท่าน ข้าอยากเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อท่านพ่อในครั้งนี้ด้วย"
กังหยางตื่นจากภวังค์ครุ่นคิด เมื่อได้ยินเสียงเรียกและคำบอกกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวของบุตรชาย ทันทีที่เสียงนั้นกล่าวออกมาได้ยินภายห้องถึงกับเงียบสนิทไปชั่วครู่ แต่ต่อมาก็พลันดังกระหึ่มขึ้นด้วยเสียงหัวเราะที่มีทั้งหัวเราะเยาะ ขบขัน ดูถูก ทอดถอนใจและสมเพช พร้อมทั้งคำต่าง ๆ พรั่งพรูออกมาจากหลายหลากทิศทางจนฟังเกือบไม่ได้ศัพท์ บางคนหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
"หึ หึ."
"ก๊ากกกก..."
"เห้อ.."
"เ้านี่นะจะลงแข่งขัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า.."
"ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นหนึ่ง่สูงสุดคิดจะลงแข่งขันด้วย..หุ หุ."
"จะลงไปให้อับอายทำไม..แม้แต่เด็กสิบขวบเ้าก็ยังเอาชนะไม่ได้เลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
เมื่อเป็เช่นนั้นสีหน้าของกังหยางพร้อมภรรยาก็ซีดเผือดมองบุตรชายอย่างรักใคร่เห็นใจ ส่วนเยี่ยนฟางนั้นกำหมัดแน่นจนนิ้วจิกเข้าไปในฝ่ามือคล้ายโลหิตจะไหลออกมา ใบหน้านางแดงก่ำไปด้วยโทสะนางหันไปมองผู้คนรอบ ๆ ที่หัวเราะเยาะและดูถูกพี่ชายของนางอย่างโกรธแค้น
"พวก..พวกเ้า..หยุดเดี๋ยวนี้นะ..อย่าให้เข้าเจอ..ข้าจะคิดบัญชีให้สามสม..ฮึ่ม..!!"
หลายคนที่อ่อนแอกว่าเยี่ยนฟางเมื่อโดนจับจ้องต่างรีบเงียบเสียงหลบสายตาและก้มหน้าในทันที มีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ถึงฤทธิ์เดชของนางสิงห์สาวผู้นี้ เมื่อเป็เช่นนี้บางคนรีบเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะจนหน้าแดงก่ำ แต่เช่นนั้นก็ยังมีผู้ที่ยังหัวเราะเสียงดังก็คือพวกผู้ใหญ่ที่มีาุโและผู้ที่มีความแข็งแกร่งกว่านางสิงห์สางผู้นี้ กังหยางเห็นเช่นนั้นจึงยกมือขึ้นห้ามปรามและกล่าวออกไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึมทุกคนจึงได้เงียบสงบลง
"เอาหล่ะทุกคนพอได้แล้ว เงียบเสียงลง.!!"
อย่างไรอำนาจของผู้นำตระกูลย่อมมิมีใครกล้าเมินเฉยได้ เมื่อทุกอย่างสงบลงหลังจากมองไปที่บุตรชายอย่างเห็นใจกังหยางจึงกล่าวต่อ
"กำหนดการแข่งขันจะเริ่มในอีกหกเดือนข้างหน้า ขอให้ผู้ที่้าจะเข้าร่วมการแข่งขันที่อายุไม่เกินยี่สิบปีสามารถไปลงทะเบียนรับโอสถเพิ่มปราณขั้นต่ำของตระกูลได้คนละห้าเม็ดต่อวัน จวบจนถึงวันแข่งขัน เพื่อเสริมสร้างปราณฝึกพลังฝีมือ จากนี้ไปขอให้ทุกคนพยายามให้เต็มที่ เอาหละ..เชิญแยกย้ายกันได้ "
เมื่อทุกคนได้ยินกังหยางผู้นำตระกูลกล่าวเช่นนั้นต่างแสดงความยินดีและส่งเสียงโห่ร้องและมิได้สนใจในตัวของผู้ที่ได้มีชื่อว่าขยะของตระกูลต่อไป เพราะการได้รับโอสถเพิ่มปราณระดับต่ำและการได้เข้าไปฝึกในหอคัมภีร์ของตระกูลถือเป็โอกาสอันล้ำค่าของบุตรหลานในตระกูลที่จะมีขึ้นในทุกห้าปีเพื่อเปิดโอกาสให้บุตรหลานในตระกูลที่มีอายุไม่เกินยี่สิบปีได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือ กังหลงที่ทุกผู้คนมองว่าเป็ขยะของตระกูลที่มีพลังปราณเพียงแค่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นหนึ่ง่สูงสุดเท่านั้น แม้จะเข้าแข่งขันไปก็คงจะเป็ได้เพียงตัวตลกที่ให้ผู้อื่นได้เหยีบขึ้นไปดุจหินรองเท้าก็เท่านั้น..
แม้ตระกูลกังจะเป็เพียงตระกูลอันดับสองของเมืองเนตรอสูร แต่ก็ไม่ถือว่าต่ำต้อย ตระกูลยังมีทรัพย์สินจากกิจการร้านสมุนไพรที่ขายสมุนไพรและโอสถขั้นต่ำที่เป็กิจการรับสืบทอดของตระกูล และยังมีหอคัมภีร์ที่มีคัมภีร์โบราณที่สืบทอดมานานเมื่อครั้งสมัยบรรพบุรุษตระกูลกังได้ก่อตั้งตระกูลขึ้น มีหอศาสตราวุธที่มีอาวุธโบราณที่บรรพบุรุษตระกูลกังได้สะสมไว้ต่อ ๆกันมา มีหอปรุงโอสถที่บรรพบุรุษที่เคยเป็ถึงนักปรุงโอสถระดับสี่เคยสร้างไว้และตำราโอสถให้บุตรหลานรุ่นหลังได้ศึกษา
แต่ที่ผ่านมาผู้มีพร์ด้านโอสถมีน้อยกว่าน้อยจนวิชาการปรุงโอสถของตระกูลตกต่ำจนเกือบหายสาบสูญไปเพราะตำราการปรุงโอสถลึกล้ำยากที่จะตีความศึกษาได้
กังหยางผู้เป็ผู้นำรุ่นปัจจุบันเพียงสามารถศึกษาได้เพียงผิวเผินเล็กน้อยและยังเป็ได้เพียงแค่นักปรุงโอสถระดับต้นมือสมัครเล่นที่สามารถปรุงโอสถเพิ่มปราณระดับต่ำได้เพียงเท่านั้น แต่ถึงแม้จะเป็โอสถระดับต่ำ กระนั้นก็ยังมืค่าเพราะในเมืองเนตรอสูรมีแค่เพียงนักปรุงโอสถเพียงไม่กี่คนเท่านั้นยากจะหานักปรุงโอสถที่แท้จริงได้ ผู้ที่พอมีความรู้ความสามารถทางด้านโอสถอย่างแท้จริงั้แ่นักปรุงโอสถระดับหนึ่งขึ้นไปล้วนต่างออกไปแสวงหาลาภยศให้แก่ตนเองยังเมืองใหญ่ ๆ จนหมดสิ้น กังหยางจึงมีหน้าที่ปรุงโอสถส่งไปให้ร้านสมุนไพรของตระกูลขายภายในเมืองเนตรอสูร และสมาชิกตระกูลก็มีหน้าที่หาสมุนไพรมาให้ร้านจำหน่ายเพื่อเป็รายได้ของตระกูลรายได้จากการขายโอสถและสมุนไพรจึงพอเลี้ยงตระกูลได้อย่างไม่ถึงกับขัดสนเพียงเท่านั้น
หลังจากได้ยินกังหยางผู้นำตระกูลบอกให้แยกย้ายทุกคนต่างก็รีบกลับตึกของตัวเองไปเตรียมตัวฝึกฝน