ณ จวนสกุลฟู่
ภายในจวนดูวุ่นวายเป็อย่างมากบ่าวรับใช้ต่างวิ่งวุ่นจัดเตรียมสถานที่เพื่องานหมั้นที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เหล่าบ่าวรับใช้ชายยกกล่องใบใหญ่ 4-5 กล่องเข้ามาในห้องโถงใหญ่เมื่อเปิดกล่องออกภายในปรากฏสร้อยไข่มุก กำไลหยกรวมทั้งของมีค่ามากมายเต็มกล่องใบใหญ่ ฟู่หนิงอันตรวจดูกล่องเ่าั้อย่างถี่ถ้วนเพราะนี่จะกลายเป็ของหมั้นในงานหมั้นลูกสาวเพียงคนเดียว นี่ก็ผ่านเหตุการณ์หลังจากจางิ่มาที่จวนแห่งนี้ 1 สัปดาห์แล้ว
.
เรือนหมู่ตาน
ฟู่เหนียงกำลังช่วยฟู่อี้เฉินเลือกผ้าที่จะใช้ตัดชุดในงานหมั้น ช่างตัดเสื้อชื่อดังของเมืองช่วยแนะนำทั้งคู่อย่างตั้งใจ เมื่อเลือกเนื้อผ้าได้แล้วช่างตัดเสื้อก็ได้วัดสัดส่วนของหญิงสาวเพื่อที่จะตัดชุดได้พอดีตัวกับนาง เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ช่างตัดเสื้อก็ได้กลับไป
“แม่ช่างอยากเห็นเ้าใส่ชุดนั้นว่าจะงดมากสักเพียงใดจนแทบอดใจไว้ไม่ไหวแล้ว” ฟู่เหนียงพูดพลางยิ้มอย่างมีความสุขกับหญิงสาว
“ท่านแม่ข้า……ข้าจะต้องหมั้นหมายจริงเช่นนั้นหรือ” หญิงสาวกล่าวด้วยสีหน้ากังวลใจ จริงอยู่ว่าชายหนุ่มเป็คนช่วยชีวิตนางแต่นางยังไม่รู้จักเขาเลยจะต้องหมั้นหมายกันแล้ว นางตั้งใจไว้ว่าอยากจะแต่งกับคนที่ตนรักเท่านั้น
“เ้าไม่สบายใจเช่นนั้นหรือ ให้แม่ไปพูดกับพ่อเ้าเื่ยกเลิกงานหมั้นดีหรือไม่” ฟู่เหนียงเมื่อได้ยินเช่นนั้นนางจึงไม่อยากเห็นลูกสาวของตนไม่มีความสุขจึงจะไปหารือกับสามีเพื่อยกเลิกงานหมั้นครั้งนี้
“อย่าทำเช่นนั้นเลยเ้าค่ะ ลูกเพียงรู้สึกประหม่าเพียงเล็กน้อยอย่าทำให้เป็เื่ใหญ่เลย” หญิงสาวกล่าวห้ามไม่ให้ท่านแม่ของตนไม่หารือให้ยกเลิกงานหมั้นครั้งนี้เพราะจะทำให้ตระกูลฟู่เสียหน้าจนเป็ที่ขบขันของคนทั้งเมือง
“คุณหนูเ้าคะคุณชายจางิ่มาขอพบเ้าค่ะ” ถิงถิงเข้ามาบอกแก่ผู้เป็นาย
“เช่นนั้นให้เขารอที่ศาลากลางสระสักครู่ข้าจะตามไป”
“เ้าค่ะ” เมื่อพูดจบสาวน้อยก็ได้เดินออกไป
“เ้ารีบไปเถิด อย่าปล่อยให้คุณชายจางรอนานเลย” หลังจากที่ถิงถิงเดินออกไปฟู่เหนียงก็ยิ้มให้กับหญิงสาวพลางจัดเครื่องแต่งกายของนางให้เข้าที่
“ขอบคุณเ้าค่ะ เช่นนั้นลูกไปก่อนนะเ้าคะ” หญิงสาวพูดพลางโค้งคารวะแล้วเดินออกจากห้องไป
ณ ศาลากลางสระบัว
ชายหนุ่มนั่งมองดอกบัวสีขาวทีเบ่งบานเต็มสระพลางยกชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ ตาคมเหลือบมองหญิงสาวที่กำลังเดินเข้ามาวันนี้นางสวมชุดสีเหลืองอ่อนดูสวยงามออกไปทางน่ารักเป็อย่างมาก
“คารวะคุณชาย มาที่นี่มีธุระอันใดกับข้าหรือเ้าคะ” หญิงสาวที่มาใหม่กล่าวขึ้นเสียงใสพลางโค้งคารวะเล็กน้อย
“ข้ามาหาว่าที่คู่หมั้นต้องมีธุระถึงจะมาได้เช่นนั้นหรือ” ชายหนุ่มตอบกลับพลางโค้งตัวลงเล็กน้อยเช่นกัน
“คุณชายอย่าล้อข้าเล่นเลย นี่เป็ครั้งแรกที่เราสองคนได้พูดคุยกันเช่นนี้ท่านมีเื่อันใดหรือเ้าคะ” หญิงสาวกล่าวอย่างเข้าประเด็นเพราะชายหนุ่มคงมีเื่บางอย่างเป็แน่ถึงได้มาหานางที่จวน
“ข้าเพียงอยากพาคุณหนูไปสถานที่แห่งหนึ่งที่นอกเมืองเลยมาชวนท่าน เพื่อที่เราจะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น” ชายหนุ่มกล่าวอย่างเข้าเื่เช่นกัน
“ที่ไหนหรือเ้าคะ อยู่ไกลหรือไม่”
“นั่งรถม้าไปไม่เกิน 2 เค่อก็ถึงแล้วมิได้ไกลมาก”
“เช่นนั้นข้าต้องไปขออนุญาตท่านพ่อท่านแม่ก่อนนะเ้าคะ”
หลังจากนั้นทั้งคู่ได้ไปขออนุญาตท่านพ่อทั้งท่านแม่ ทั้งสองคนก็อนุญาตให้ทั้งคู่ออกไปข้างนอกได้เพราะทั่วทั้งเมืองก็รู้เื่ราวเขาพวกเขาว่าจะหมั้นกันอีกไม่นานนี้ คงไม่มีใครมองทั้งคู่ไม่ดีเป็แน่ ทั้งสองไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าจวนโดยมีถิงถิงและผู้คุ้มกันจำนวนหนึ่งตามไปด้วยเพื่อดูแลความปลอดภัยให้คนทั้งคู่ ชายหนุ่มเดินขึ้นรถม้าไปก่อนจากนั้นยื่นมือไปจับมือบางเพื่อช่วยพยุงหญิงสาวขึ้นรถม้าตามขึ้นมาด้วย
ใช้เวลาประมาณ 2 เค่อก็เดินทางมาถึงแม่น้ำขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไปมีต้นไม้เขียวขจีเต็มไปหมดอีกทั้งยังมีทุ่งดอกคางหน่ายซินหลากสีกำลังเบ่งบานดูสวยงามเป็อย่างมาก หญิงสาวมองออกมานอกหน้าต่างรถม้าเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าถึงกับเบิกตากว้างความงามของธรรมชาติที่ไม่ค่อยได้เห็นในเมืองที่แสนวุ่นวายในโลกใบเดิมที่เต็มไปด้วยตึกสูงผุดขึ้นเป็ดอกเห็ด และนี่ก็เป็ครั้งแรกที่หญิงสาวได้ออกมานอกเมืองเช่นนี้ทำให้นางตื่นเต้นเหมือนอย่างเด็กที่พ่อแม่พาออกไปเที่ยวอย่างไรอย่างนั้น ชายหนุ่มลงรถม้ามาก่อนเพื่อยืนรอรับหญิงสาวที่ด้านล่าง
“ท่านรู้จักสถานที่ที่สวยงามเช่นนี้ได้เช่นไรหรือเ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มอย่างสนใจ
“คุณหนูฟู่ชอบเช่นนั้นหรือ วันหลังเดี๋ยวข้าจะพาคุณหนูไปเที่ยวนอกเมืองอีกนะขอรับ”
“อย่ามากพิธีเลยเ้าค่ะ ดูแล้วท่านกับข้าน่าจะอายุเท่าๆ กันเรียกข้าว่าอี้เฉินดีกว่าเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นท่านก็เรียกข้าว่าจางิ่เถิด”
คนทั้งคู่เดินพูดคุยกันอย่างสนิทสนมพร้อมทั้งชื่นชมกับทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ที่นี่ โดยมีถิงถิงและคนคุ้มกับอีก 2 คนเดินตามไปด้วย ส่วนคนที่เหลือเฝ้าอยู่ที่รถม้าโดยจัดเตรียมที่นั่งพักอย่างง่ายไว้รอผู้เป็นายกลับมา เมื่อเดินเล่นด้วยกันพักใหญ่ชายหนุ่มจึงขอตัวโดยบอกว่ามีสมุนไพรที่เขาต้องใช้อยู่แถวนี้จึงบอกให้หญิงสาวกลับไปนั่งรอที่รถม้าก่อน เมื่อทำธุระเรียบร้อยแล้วเดี๋ยวเขาจะตามไปหญิงสาวเมื่อได้ยินก็งงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สงสัยมากนัก ‘นี่เขาชวนข้ามาเดทไม่ใช่หรือทำไมถึงปล่อยให้อยู่คนเดียวเช่นนี้ จางิ่ผู้นี้ช่างแปลกคนยิ่งนักเห็นหน้าตาดีหรอกนะครั้งนี้ข้าถึงยอมให้’ หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจขณะเดินกลับมาที่รับม้ากับถิงถิง
อันที่จริงที่ชายหนุ่มพาหญิงสาวมาที่นี่เพราะเขาสืบมาได้ความว่ามู่หยางเ้าเมืองจะเดินทางมาที่หมู่บ้านใกล้ๆ เพื่อมาตรวจความเรียบร้อยของกลุ่มโจรที่เขาให้ลูกน้องคนสนิทก่อตั้งไว้เพื่อคอยปล้นผู้คนที่ใช้เส้นทางนี้ในอีก 3 วันข้างหน้า เขาจึงมาตรวจสอบพื้นที่โดยรอบเพื่อจะได้วางแผนลงมือลอบสังหารอีกครั้งหลังจากแยกกับหญิงสาวเขาเดินทางขึ้นเหนือใช้เวลา 1 เค่อก็ถึงค่ายของกลุ่มโจร ตาคมมองดูรอบๆ ค่ายอย่างพิจารณาพบชาย 4-5 คนเฝ้าที่หน้าประตูทางเข้า จากนั้นเขาเดินลัดสำรวจรอบค่ายเพื่อศึกษาพื้นที่เพื่อคิดแผนลงมือ ชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาะโลอยตัวกลางอากาศข้ามกำแพงลักลอบเข้าไปด้านใน ด้านในมีเรือนอยู่ 3-4 หลังเขาจึงลอบสะเดากลอนประตูอย่างเชี่ยวชาญเพื่อเข้าไปสำรวจ ชายหนุ่มยกยิ้มที่มุมปากเมื่อพบของที่อยู่ในนั่น ‘พวกเ้านี่ช่างเลวเกินคนเสียจริง ชาวบ้านแทบจะไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อแต่พวกเ้ากลับดักปล้นคนจนมีเงินทองมากมาย’ ชายหนุ่มกล่าวกับตนเองในใจมือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นอย่างโกรธแค้น
“ทำไมประตูเรือนหลังนี้จึงเปิดเช่นนี้”
กลุ่มโจรที่เดินตรวจตราภายในค่ายสังเกตเห็นประตูที่ชายหนุ่มเข้าไปเปิดแง้มไว้เล็กน้อย เมื่อกล่าวจบพวกมันค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้เรือนหลังนั้นเข้าไปเรื่อยๆ จากนั้นเปิดประตูเข้าไปสำรวจด้านในพร้อมกันแต่กลับไม่พบผู้ใดอยู่ด้านในแม้แต่คนเดียว พวกมันพากันสำรวจอยู่สักพักแล้วจึงเดินออกไป
“ต้องมีคนนำของที่ปล้นได้มาเก็บแล้วลืมลงกลอนไว้เป็แน่” 1 ในโจรกลุ่มนั้นเอ่ยขึ้น
“ข้าก็คิดว่าคงเป็เช่นนั้น อาจจะเป็คนที่หัวหน้าพึ่งส่งมาไม่นานเป็แน่” โจรอีกคนกล่าวเสริมอย่างเห็นด้วย
“ทำเอาข้าในึกว่ามีใครไม่รักชีวิตแอบเข้ามาในค่ายของเราเสียอีก”
“ถ้ามีคนลอบเข้ามาจริงคงเป็พวกไม่มีสมองหรือบ้าไปแล้วเป็แน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“จริงด้วยข้าก็คิดเช่นนั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เมื่อพูดจบกลุ่มโจรเ่าั้ก็เดินเพื่อไปตรวจตราความเรียบร้อยที่อื่นต่อ เมื่อกลุ่มโจรพวกนั้นออกไปชายหนุ่มจึงะโลงมาจากเสาขื่อ้า โจรจำนวนเท่านี้ไม่ใช่คือต่อสู้ของเขาด้วยซ้ำแต่ชายหนุ่มต้องปล่อยไปก่อนเพราะไม่อยากแหวกหญ้าให้งูตื่นจนทำให้มู่หยางไม่เดินทางมาที่นี่ เมื่อสำรวจจนครบทุกที่แล้วชายหนุ่มก็เดินทางกลับไปหาฟู่อี้เฉินที่นั่งรออยู่ที่รถม้าโดยไม่ลืมที่จะเก็บสมุนไพรติดมือไปด้วยเพื่อไม่ให้มีข้อสงสัย
ดอกคางหน่ายซิน = ดอกคาร์เนชั่น
...........................................
ออกมาเดทก็แท้ๆปล่อยยัยน้องไว้แบบนั้นได้ยังไง เป็ไรท์คงงอนกลับก่อนแล้ว
เื่นี้ไรท์ตั้งใจเขียนมากๆ เลยนร้าา หวังว่ารีี๊ดทุกคนจะมีความสุขในการอ่าน อย่าลืมคอมเม้นต์ให้กำลังใจไรท์้ด้วยนะทุกคน