บทที่ 3 เ้าไม่ใช่มี่เอ๋อร์
“คืนท่านพ่อของพวกเรามา!”
เด็กอ้วนวัยสี่ขวบะโจึ๋งลงจากกระโจมรถม้าจนพุงกระเพื่อม แล้วตรงไปที่เป้าหมาย ใช้หัวทุยโหม่งเข้าที่หน้าขาของสตรีปากแดงอย่างสุดแรงเกิด จากนั้นถอยออกมายืนข้างท่านพ่อแล้วเท้าสะเอวชี้นิ้วด่าอย่างโอหัง
โอ๊ย ให้ตายเถอะ! น่าเอ็นดูเพียงนี้ ผู้ใหญ่ทั้งสองยืนกลั้นขำจวนจะแย่
“ซูเวยพาหลิงเอ๋อร์ออกมาวิ่งเล่นโดยไม่รอคำสั่งจากข้า ดูซิว่ากลับจวนข้าจะจัดการกับเ้าองครักษ์หัวรั้นคนนี้อย่างไร มิใช่ว่าหน้าที่ที่ข้าฝากฝัง คือเฝ้าประตูเรือนตะวันตกหรอกหรือ”
หยางเฉิงอี้กล่าวกับบุตรสาวอย่างมีนัย ทว่าหลิงเอ๋อร์ใช้หูซ้ายทะลุหูขวา ไม่สนใจคำพูดของท่านพ่อ เ้าเด็กแสบหลิงเอ๋อร์ มาดเยอะเย่อหยิ่ง เท้าสะเอวยืดคอยาวขู่ฟ่อ ๆ เหมือนงู
ส่วนสตรีปากแดงที่พยายามเกาะแกะเฉิงอี้นะหรือ โดนหลิงเอ๋อร์กันท่า
ห่างออกไปไม่กี่วา ท่านแม่คนสวยก็จูงมือบุตรชายลงจากรถม้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยเ็า แล้วเปล่งเสียงไล่หลัง ชวนให้ผู้เป็สามีสะดุ้งโหยงอย่างลืมตัว
“หากว่าข้าเป็คนพาลูกออกมาเล่า ท่านพี่จะกล้าลงโทษข้าหรือไม่”
น้ำเสียงเจือความขุ่นมัวราวท้องน้ำที่เต็มไปด้วยดินโคลนเปล่งออกมาทักทาย หยางเฉิงอี้จำได้ว่านั่นคือน้ำเสียงของภรรยาแสนรัก จู่ ๆ ขนอ่อนที่ซ่อนอยู่ใต้เครื่องนุ่งห่มก็สะดุ้งชูชันขึ้นมาอย่างขี้ขลาด
แม้ว่าเฉิงอี้ไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำเื่ผิดต่อเซียวมี่ แต่หอคณิกาก็ไม่ใช่สถานที่ดิบดีอันใด เดิมทีความสัมพันธ์ของทั้งคู่ล้วนมีช่องว่าง บัดนี้เซียวมี่มาเห็นสามีอยู่กับหญิงอื่นด้วยสองตา เกรงว่านางคงยิ่งตีตัวออกห่างไปกันใหญ่
“คารวะฮูหยินน้อยหยาง สามีของท่านข้าใช้งานเสร็จแล้ว รสชาติตลอดทั้งลีลาก็เท่านี้เอง สตรีเช่นข้านึกเห็นใจท่านมากทีเดียว ที่ต้องหมกมุ่นอยู่กับผู้ชายประเภทนี้ไปชั่วชีวิต”
เม่ยเหนียง เสนอหน้ามายืนขวางสามีผู้อื่นอย่างหน้าไม่อาย ซ้ำยังกล่าววาจาไม่น่าอภิรมย์ เน้นยุแยงตะแคงรั่ว ถนัดทำให้ครอบครัวคนอื่นร้าวฉาน ถือวิสาสะดีดตัวมาซบอิงไหล่หยางเฉิงอี้เมื่อครู่ยังไม่คิดบัญชี ตอนนี้กำเริบเสิบสานถึงขั้นมาิ่เหม่ฮูหยินแม่ทัพเชียวหรือ
“นี่เ้า!”
หยางเฉิงอี้เ้าลาโง่! ไหนเลยจะไปทันเล่ห์เหลี่ยมของสตรี เก่งก็แค่วางหมากในราชสำนัก เื่รัก ๆ ใคร่ ๆ ยังต้องอาศัยเม่ยเหนียงคนนี้คอยดึงด้ายสนเข็ม แต่ก่อนที่จะพ่นคำด่าออกไป เม่ยเหนียงหันกลับมาขยิบตาสองสามครั้งถือเป็อันรู้งาน
“แม่นางท่านนี้ คงไม่รู้กระมังว่าหยางเฉิงอี้รักข้าปานจะกลืนกิน ไหนเลยจะกล้าผิดต่อข้าเพียงหนึ่ง ลูกไม้กระจอกพวกนี้ตบตาข้าไม่ได้หรอก สามีข้ารสชาติเป็อย่างไร ไม่จำเป็ต้องให้คนนอกสอดปากเข้ามาบอก”
พูดจบเซียวมี่ก็คว้าสามีมาอยู่ข้างตัว ซึ่งนางไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน นอกจากผลักไสให้ไปไกล ๆ ล้วนแล้วใช้คำด่าทอเป็บทสนทนา คำด่าทอเมื่อครู่สามารถทำให้สตรีปากแดงกระอักเืได้ง่าย ๆ แต่แปลกคนนักที่เม่ยเหนียงหลุดเสียงหัวเราะออกมาแทบฟันโยก
จากนั้นชมเชยว่า “ท่านแม่ทัพ ฮูหยินของท่านก็ใช่เล่น ที่แท้นางก็เป็พวกปากหนักใจหวิวเหมือนกันกับท่าน ในสายตาข้าเม่ยเหนียง นายท่านทั้งสองเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก”
เซียวมี่สะดุดตรงคำว่า ‘นายท่าน’ เมื่อครู่สตรีปากแดงคนนี้จงใจทำให้เซียวมี่หึงหวงงั้นหรือ?
หยางเฉิงอี้ไม่ปล่อยให้ภรรยาคนสวยเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ จึงเอ่ยตำหนิเม่ยเหนียงต่อหน้าภรรยาไปครั้งหนึ่ง และในขณะนี้ซูเวยกับจวงหยาก็ตามมาถูกจังหวะพอดี อย่างน้อยก็มีพยานอีกหนึ่งปากคอยสนับสนุนคำพูดของผู้เป็นาย
เฉิงอี้เล่าว่า เม่ยเหนียงคือสายลับคนสนิท ที่ตลอดมาคอยส่งข่าวกรองให้เฉิงอี้ หอคณิกาไม่ใช่สถานที่ที่ชายหนุ่มมาสร้างความสำราญทางกามอารมณ์แค่อย่างเดียว แต่เหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายยังมาเพื่อสอดส่อง หาข่าวกรองกันทั้งนั้น
เม่ยเหนียงนางเป็สตรีก็จริง แต่นับถือเฉิงอี้เป็เหมือนพี่ชาย ทั้งยังเคารพนับถือในฐานะนายท่านผู้อุปถัมภ์ ว่าตามตรงหากาในปีนั้น ไม่ได้ท่านแม่ทัพหยางเก็บมาเลี้ยงแล้วใส่ตะกร้าล้างน้ำ ขัดสีฉวีวรรณจนกลายเป็สายลับมือดี ก็คงไม่มีเม่ยเหนียงอย่างทุกวันนี้
ได้ยินข่าวคราวมาบ้าง ว่าฮูหยินไม่ค่อยชอบขี้หน้าสามีตัวเอง ผู้น้อยเม่ยเหนียงจึงอาสาเป็กาวประสานใจ หยอกล้อให้ฮูหยินหึงหวงเล็กน้อย หวังว่าจะไม่เก็บเอาไปใส่ใจและถือสาที่เม่ยเหนียงไม่รู้ความ
ร้อยทั้งร้อย หากสตรีเกิดความหึงหวงในใจแล้ว นั่นเท่ากับว่ามีความรู้สึกรักก่อตัวอยู่ในนั้น
“มิสู้ฮูหยินน้อย ให้โอกาสนายท่านหยางของข้าด้วยเถิด”
“เป็จริงดังว่า ที่เม่ยเหนียงกล่าวมา ข้าโต้วซูเวยกล้าเอาหัวเป็ประกัน ว่าเป็ความจริงทั้งหมด นายท่านหยางของพวกเรา หาใช่บุรุษประเภทนั้นนะขอรับ ฮูหยินน้อยได้โปรดอย่าเข้าใจผิดเลย”
เซียวมี่รู้สึกหน้าแตก จึงกล่าวขออภัยที่ใช้วาจาหนักกับเม่ยเหนียง ก่อนจะจูงมือลูกทั้งสองขึ้นรถม้ากลับจวนอย่างหน้าตาเฉย แต่บัดนี้บรรยากาศในรถม้ากระอักกระอ่วนยิ่งกว่าตอนที่มีถูเทียนฉีขึ้นมารบกวนเสียอีก พวกจอมวายร้ายก็แกล้งหลับปุ๋ยเพื่อเอาตัวรอด ได้แต่หวังในใจว่า ขอให้ท่านพ่อกับท่านแม่อย่าได้ทะเลาะกันอีกเลย
“หากไม่ได้มาหาสตรีอื่น แล้วท่านพี่มาทำอะไรที่หอคณิกา?”
เป็ครั้งแรกที่เซียวมี่เป็ฝ่ายเอ่ยปากก่อน ที่ผ่านมาสองสามีภรรยาพูดคุยกันแทบนับประโยคได้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็เฉิงอี้ที่ชวนคุยก่อนเสมอ เดิมทีตั้งใจจะเก็บเป็ความลับ เพียงถูกตั้งคำถามเล็กน้อย เฉิงอี้จำต้องชำแรกออกมาเสียทั้งหมด
กลัวเหลือเกินว่ามี่เอ๋อร์จะมองสามีคนนี้ในทางที่ผิด
“ห้าวันข้างหน้า เป็วันเกิดเ้า พี่แค่มาปรึกษาเื่จัดงานวันเกิดให้เ้า บุรุษหยาบกระด้างอย่างพี่ ไม่รู้ว่าสตรีชอบแบบไหน ยิ่งไม่รู้ว่าทำยังไงเ้าถึงจะประทับใจ แต่ไหนแต่ไรมาข้างกายพี่นอกจากศาสตราวุธก็ไม่มีเพศตรงข้ามเข้ามาพัวพัน คนเดียวที่พอจะนึกถึงก็คือเม่ยเหนียงนั่นแหละ”
คำพูดของเฉิงอี้ทำให้ผู้ฟังประทับใจยิ่ง เฉิงอี้รักและดีกับภรรยาเพียงนี้ หากเขารู้ว่าสตรีที่เขาเฝ้าถนอมไม่ใช่ลู่เซียวมี่คนเดิม เขาจะเสียใจแค่ไหนกันนะ แต่ยิ่งมองดู หยางเฉิงอี้พ่อหนุ่มคลั่งรักคนนี้ ก็เหมือนสามีผู้ล่วงลับของเซียวมี่อย่างไรชอบกล จะต่างกันก็ตรงที่เฉิงอี้มีสีผิวที่เข้มกว่า ใบหน้าหล่อเหลาคมกว่า และสูงกว่าราวหนึ่งศอก
เฉิงอี้ ท่านคือผู้ชายที่ดีมากคนหนึ่ง แล้วมีเหตุผลอะไรที่ข้าต้องทำร้ายน้ำใจของท่านด้วยเล่า ได้เห็นท่านก็เหมือนได้เห็นเหล่าฉิน หรือว่าท่านจะเป็เหล่าฉินในเวอร์ชันที่ย้อนกลับมามีชีวิตใหม่เหมือนกันกับข้า
เซียวมี่แอบมองสามีหลายครั้ง ก็ได้แต่พูดในใจอย่างไร้เสียง นางตั้งใจว่าจะดีกับเฉิงอี้ จะไม่ทำให้เฉิงอี้ผิดหวัง เพราะมีความเชื่อว่า บางทีสามีของนางอาจได้หวนกลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่นางขอเชื่อเช่นนี้ไว้ก่อน เพราะหากไม่ยกเื่นี้ขึ้นเหนือหัว นางคงไม่อาจอยู่เคียงข้างแม่ทัพหนุ่มในฐานะสามีภรรยาได้
“มี่เอ๋อร์ เ้าไม่เชื่อที่ข้าพูดงั้นหรือ”
เฉิงอี้เห็นสีหน้าภรรยาซีดเซียวก็นึกห่วงใย ตอนนี้เฉิงอี้รู้สึกดีใจไม่น้อย นึกว่าภรรยาจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว หลังจมน้ำครานั้นนางก็นอนหลับยาวไม่ได้สติ นับรวมวันนี้ด้วยก็เข้าสู่วันที่สามแล้ว แต่พอลืมตาตื่น สิ่งแรกที่นางทำก็คือตามหาผู้เป็สามี
การแสดงออกเช่นนี้ไม่เรียกว่ารักใคร่ปรองดอง ก็ไม่รู้จะต้องเรียกด้วยคำนิยามใดอีก เสียอย่างก็ตรงที่ ดันมาเจอกันในจังหวะนรกก็เท่านั้นเอง
“ข้าเชื่อท่าน เชื่ออย่างสนิทใจ ขอบคุณท่านพี่ที่ดีกับมี่เอ๋อร์นะเ้าคะ”
เซียวมี่เอี้ยวหน้ากลับไปมองผู้เป็สามีด้วยดวงตาสุดเว้าวอน เรียวนิ้วเคลื่อนไปััหลังมืออีกฝ่ายอย่างคุ้นเคยเป็ธรรมชาติ เื่นี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว เฉิงอี้ไม่เชื่อสิ่งที่ตาเห็น ท่าทางอ่อนโยนเปลี่ยนเป็หุนหันพลันแล่น
ร่างใหญ่ขืนตัวขึ้นไปกักขังสตรีตรงหน้าไว้ใต้ร่าง ใบหน้าของเขาใกล้ชิดกับเซียวมี่ราวจะสิงเข้ามาในร่างนาง เสียงลมหายใจแ่ ๆ ดังอยู่ใกล้ใบหู ดวงตาเฉียบคมที่จรดมองต่างเต็มไปด้วยอายสังหารและความไม่ไว้วางใจ
“เ้าเป็ใคร! เ้าไม่ใช่มี่เอ๋อร์ของข้า ลู่เซียวมี่ที่ข้ารู้จักนางไม่มีทางพูดกับข้าด้วยถ้อยวจีอันน่าหลงใหลเพียงนี้”
หยางเฉิงอี้พยายามจะเลาะหน้ากากหนังมนุษย์ออกจากใบหน้าของสตรีงาม จนแล้วจนรอดก็หาไม่พบ! ตัวเซียวมี่เองต่างไร้ทีท่าขัดขืน หากอยากดูนัก ก็จงดูให้เต็มตา
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า