หลังจากส่งตวนมู่เหยาออกไปแล้วหานอวิ๋นซีที่กำลังจะกลับ ก็ถูกอี้ไท่เฟยเรียกไว้ “อวิ๋นซี มากับข้าหน่อย”
แม้ว่าอี้ไท่เฟยจะใช้น้ำเสียงไพเราะแต่หานอวิ๋นซีก็รู้ดีว่าคงไม่ใช่เรื่องดีๆ อย่างแน่นอน นางตามอี้ไท่เฟยไปที่ลานดอกโบตั๋น
ความจริงแล้วอี้ไท่เฟยไม่ได้พูด นางก็รู้ว่าอี้ไท่เฟยต้องการพูดอะไรเมื่อทั้งสองนั่งลงที่ลานบ้าน อี้ไท่เฟยและกุ้ยมามาก็ต่างเบือนหน้าหนีนาง
“อวิ๋นซีเมื่อครู่เจ้าออกไปกับเฟยเยี่ยหรือ?” อี้ไท่เฟยถาม
ตั้งแต่ที่หานอวิ๋นซีที่อาศัยอยู่ในลานดอกบัวและไม่ได้ถูกหลงเฟยเยี่ยไล่ออกไป ในใจของอี้ไท่เฟยจึงมีความคิดต่างๆ นานาไม่น้อยแต่ก่อนหน้านี้นางไม่เคยสนใจท่าทีของบุตรชายคิดเพียงว่าจะทำให้สตรีผู้นี้ออกไปจากจวนฉินอ๋องโดยเร็วที่สุด
ตอนนี้ถือได้ว่านางยอมรับลูกสะใภ้ผู้นี้แล้ว แน่นอนว่าก็ต้องใส่ใจกับเรื่องบางอย่างบ้าง
“เปล่าเพคะเราพบกันโดยบังเอิญตอนที่กลับมาพอดีเพคะ”หานอวิ๋นซีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะโกหกไปเพื่ออะไรบางทีมันอาจจะเป็นการเติมเต็มคำโกหกก่อนหน้านั้น ที่นางบอกว่าคืนนี้นางมีนัด
อี้ไท่เฟยพยักหน้าอย่างครุ่นคิดหากหานอวิ๋นซีตอบว่า “ใช่” นางเองก็คงไม่กล้าที่จะเชื่อเช่นกันแม้ว่าเฟยเยี่ยจะไม่ปฏิเสธสตรีผู้นี้เหมือนเมื่อก่อนแต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีข้อยกเว้นมากเกินไปสำหรับสตรีผู้นี้
หว่านหรูเคยช่วยนางถามมาก่อนเหตุผลที่เฟยเยี่ยไม่ปฏิเสธสตรีผู้นี้ก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่นางเก่งเรื่องพิษและสามารถใช้ประโยชน์ได้ ทั้งยังช่วยได้อย่างมาก
ความสามารถของหานอวิ๋นซีนั้นไม่น้อยแต่เมื่อเทียบกับเฟยเยี่ยแล้ว ก็ยังคงต่างกันราวฟ้ากับเหวไม่มีทางเทียบกันได้อยู่ดี
กล่าวอีกนัยหนึ่งหานอวิ๋นซีไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น!
ตอนนี้หว่านหรูต้องแต่งงานออกเรือนแล้ว อี้ไท่เฟยคิดว่าหานอวิ๋นซีเก่งในการฝังเข็มดังนั้นหานอวิ๋นซีจึงเป็นตัวเลือกที่ดีคนหนึ่งที่สามารถอยู่เคียงข้างและรับใช้นางไปได้ตลอดชีวิต
หากเฟยเยี่ยสามารถอภิเษกกับเหยาเหยาได้นางก็ไม่ต้องการเรียกร้องอะไรอีกแล้ว รอแค่อุ้มหลานเท่านั้น
ลูกสะใภ้คนหนึ่งคอยอยู่เคียงข้างรับใช้นางส่วนลูกสะใภ้อีกคนก็เป็นหน้าเป็นตาให้กับฉินอ๋อง เป็นหน้าให้กับจวนฉินอ๋อง
เมื่อถึงเวลานั้นก็ให้หานอวิ๋นซีย้ายออกจากลานดอกบัวเพื่อไปอยู่กับนาง และให้เหยาเหยามาอาศัยอยู่ในลานดอกบัวหากมีนางอยู่ ลูกสะใภ้สองคนจะไม่มีทางสร้างปัญหาใหญ่ใดๆ อย่างแน่นอน
นอกจากนี้หานอวิ๋นซีก็ไม่มีทุนมากพอที่จะไปวุ่นวายกับเหยาเหยา
“อวิ๋นซีเจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับการที่องค์หญิงหรงเล่อจะอภิเษกเข้าจวนฉินอ๋อง?” อี้ไท่เฟยถามคำถามนี้อย่างจริงจัง
หานอวิ๋นซียิ้มและตอบว่า“เรื่องนี้ หมู่เฟยและท่านอ๋องเป็นคนตัดสินใจจะดีกว่าเพคะ”
“อวิ๋นซีวันนี้เจ้า...ไม่สุภาพเอามากๆ” อี้ไท่เฟยอย่างพูดตรงไปตรงมา
พูดอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้เป็นการพยายามที่จะเตือนนางล่วงหน้าหรือไม่?
“หมู่เฟยองค์หญิงหรงเล่อเป็นดั่งกิ่งทองใบหยก ทั้งยังมาที่นี่เพราะการอภิเษก มีสถานะพิเศษแน่นอนว่าข้าเข้าใจถึงความสำคัญดี ไม่กล้าทำอะไรโดยพลการและสร้างปัญหาอย่างแน่นอน”
หานอวิ๋นซีจริงจังอย่างมากหลังจากได้ยินสิ่งนี้ อี้ไท่เฟยก็ค่อนข้างพอใจ พลางคิดในใจว่าสาวน้อยผู้นี้รู้ตัวเองดีไม่จำเป็นต้องให้นางเสียเวลาพูด
“ในเมื่อเจ้าเข้าใจแล้วเช่นนั้นเวลาเจอกันคราวหลังก็...”
โดยไม่คาดคิดก่อนที่อี้ไท่เฟยจะพูดจบประโยค หานอวิ๋นซีก็ขัดจังหวะขึ้นมา “หมู่เฟยแม้ว่าข้าจะมาจากภูมิหลังที่ต่ำต้อย ทว่าก็มักจะถูกรังแกได้ง่ายข้าเพียงต้องการมีที่ลงหลักปักฐานในจวน ไม่ต้องการที่จะต่อสู้ใดๆ ทั้งสิ้นแต่ถ้ามีใครยั่วยุข้า ข้าก็คงทำได้แค่เอาคืนถึงที่สุดเช่นกัน”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกมาอี้ไท่เฟยก็หรี่ตาลง ดูเหมือนว่าสตรีผู้นี้ยังคงไม่เข้าใจความหมายจริงๆ
นิสัยของตวนมู่เหยานั้นโดยเนื้อแท้ไม่ได้ดีอยู่แล้วอีกทั้งนางมีความคับแค้นกับหานอวิ๋นซี เนื่องด้วยการตามหายาในหุบเขายาผีและการต่อสู้บทกวีในสวนดอกเหมย รวมไปถึงเหตุการณ์ในวันนี้เช่นกันหากอภิเษกเข้าจวนมา แต่ละวันของหานอวิ๋นซีต้องผ่านไปอย่างยากลำบากอย่างแน่นอน
ความหมายของอี้ไท่เฟยไม่เพียงขอให้หานอวิ๋นซีสงบสติอารมณ์และไม่สร้างปัญหาแต่ยังต้องการให้หานอวิ๋นซีอดกลั้นความโกรธไว้และหลีกทางให้ตวนมู่เหยาไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
อี้ไท่เฟยก้มหน้าลงและถามอย่างเย็นชาว่า“หานอวิ๋นซี เจ้ามีคุณสมบัติอะไรที่จะไปเอาคืน?”
สตรีผู้นี้ช่วงนี้ข้าให้ความสนใจนางเล็กน้อย นางก็คิดว่าตัวเองสำคัญอย่างนั้นหรือ?
หานอวิ๋นซีไม่ต้องการมีความขัดแย้งมากเกินไปกับอี้ไท่เฟยอย่างไรก็ตามมันไม่ง่ายเลยที่จะลดระยะห่างความสัมพันธ์เพียงแต่ตวนมู่เหยายังไม่ได้เข้ามาในประตูด้วยซ้ำอี้ไท่เฟยกลับเตือนนางเช่นนี้แล้ว หากอภิเษกเข้าจวนจริงๆนางจะไม่ถูกกินจนตายหรือไร?
นางเป็นคนที่ยอมเป็นหยกที่แหลกลาญดีกว่าเป็นกระเบื้องที่สมบูรณ์แบบ[1] ในเมื่ออี้ไท่เฟยพูดออกมาแล้วแน่นอนว่านางต้องแสดงท่าทีของนางออกไปเช่นกัน
“หมู่เฟยนิสัยของข้า ท่านเองก็ควรที่จะเข้าใจ!” หานอวิ๋นซีตอบอย่างเย็นชา
“เจ้า!”อี้ไท่เฟยยืนขึ้นด้วยความโกรธ หานอวิ๋นซีก็ยืนขึ้นเช่นกัน “หมู่เฟยหากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้าขอตัวออกไปก่อน”
อี้ไท่เฟยโกรธจนพูดไม่ออกหานอวิ๋นซีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันหลังเดินจากไป
หลังจากออกจากลานดอกโบตั๋นแล้วหานอวิ๋นซีก็พูดบ่นกับตัวเองว่า “อี้ไท่เฟยนะอี้ไท่เฟยถ้าข้าหานอวิ๋นซีปฏิบัติต่อท่านอย่างจริงใจท่านจะปฏิบัติต่อข้าอย่างจริงใจสักวันได้หรือไม่? หรือในสายตาของท่านข้าไม่ได้ต่างไปจากสาวใช้ในจวนเลยอย่างนั้นหรือ?”
ชาติกำเนิดและฐานะมันสำคัญขนาดนั้นหรือไร?
ฮ่องเต้ขุนนาง นายพล เป็นกันเพราะชาติกำเนิดหรือไร? วันหนึ่งหานอวิ๋นซีอย่างข้าจะทำให้ท่านรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่สำคัญ!
เมื่อกลับมาถึงลานดอกบัวหลงเฟยเยี่ยที่เข้าใจยากก็ออกไปแล้ว
ท่าทีของชายผู้นั้นไม่ชัดเจนแต่อี้ไท่เฟยและตวนมู่เหยาดูเหมือนจะมั่นใจมากเกี่ยวกับการอภิเษกหลังปีใหม่หานอวิ๋นซีหายใจเข้าลึกๆและบอกตัวเองว่าทั้งหมดนี้อยู่เหนือการควบคุมของนางและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนาง
ไม่ต้องไปคิดถึงมัน!
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันปีใหม่จวนฉินอ๋องเองก็เต็มไปด้วยความคึกคัก คนรับใช้ต่างกำลังทำความสะอาดและตกแต่งส่วนมู่หรงหว่านหรู เนื่องด้วยเรื่องแต่งงาน จึงขังตัวอยู่ในห้องตลอดทั้งวันอี้ไท่เฟยมักจะไปปลอบนางเป็นประจำ หลังจากคืนนั้นอี้ไท่เฟยก็ไม่เคยถามหาหานอวิ๋นซีอีกเลยและหานอวิ๋นซีก็ไม่ได้ไปช่วยนางฝังเข็มเช่นกัน
ความสัมพันธ์หยุดชะงักไปทว่าก็อยู่ในความสงบทั้งสองฝ่าย
หานอวิ๋นซีที่ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเตรียมตัวสำหรับวันปีใหม่นางมักจะไปที่จวนตระกูลหานอยู่บ่อยๆ เวลาที่ไม่มีอะไรทำ
ร่างกายของอี๋เหนียงเจ็ดก็ดีขึ้นอย่างมากความอยากอาหารก็ดีขึ้น มีเรื่องกังวลใจน้อยลงและสภาพจิตใจเองก็ดีขึ้นมากเช่นกันนางอ่อนแอน้อยกว่าเมื่อก่อน เมื่อเผชิญกับปัญหาก็กล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น
เสี่ยวอี้เอ๋อร์เองยังคงเด็กเกินไปอี๋เหนียงเจ็ดจึงเป็นเสาหลักของครอบครัวและหานอวิ๋นซีมีความสุขที่สุดเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของอี๋เหนียงเจ็ด
ในเวลานี้เสี่ยวเฉินเซียงและอี๋เหนียงเจ็ดกำลังยุ่งกับการเตรียมการสำหรับปีใหม่
หานอวิ๋นซีตรวจการบ้านของเสี่ยวอี้เอ๋อร์ในห้องตำราอันที่จริง หานอวิ๋นซีไม่ได้ถือว่าเป็นอาจารย์สอนทักษะทางการแพทย์ แต่ท้ายที่สุดนางก็เรียนหลักสูตรการแพทย์แผนจีนขั้นพื้นฐานและมีประสบการณ์ในการฝึกแพทย์ทั้งยังเรียนรู้ตำราการแพทย์ของตระกูลหานได้เร็วกว่าเสี่ยวอี้เอ๋อร์เช่นกัน
เสี่ยวอี้เอ๋อร์อายุหกขวบเกิดมาพร้อมกับผิวพรรณที่ดี มีนิสัยรักความสะอาด แม้ว่าเขาจะเป็นคุณชายน้อยแต่เขาก็แต่งตัวเหมือนเด็กรับใช้ เวลาที่เขาตั้งใจอ่านหนังสือและก้มหน้าลงก็จะเห็นขนตาแพยาวเรียงสวย
เมื่อไรก็ตามที่หานอวิ๋นซีแกล้งเขาเขาก็เงยหน้าขึ้น มองมาที่หานอวิ๋นซีอย่างน่ารักด้วยดวงตากลมโตใสท่าทางสับสนของเขาทำให้หานอวิ๋นซีอยากพาเขากลับไปเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง
“พี่หญิงอวิ๋นข้าคิดว่าใบสั่งยานี้ในตำราการแพทย์...ข้าเปลี่ยนได้หรือไม่”เสี่ยวอี้เอ๋อร์ถามอย่างระมัดระวัง
หานอวิ๋นซีสงสัยเป็นอย่างมากใบสั่งยาในตำราการแพทย์ของตระกูลหานทั้งหมดนั้นคนของตระกูลหานหลายชั่วอายุคนบันทึกลงหลังจากการไตร่ตรองหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบหรือปริมาณ ล้วนแล้วแต่ได้รับการทดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า
เสี่ยวอี้เอ๋อร์อายุเพียงหกขวบเรียนหมอเพียงไม่กี่ปี คิดไม่ถึงว่าจะต้องการเสนอที่จะเปลี่ยนใบสั่งยาของบรรพบุรุษเด็กคนนี้มีความกล้าเหลือเกิน!
อย่างไรก็ตามนางชอบลูกวัวแรกเกิดที่ไม่กลัวเสือแบบนี้ที่สุด
“พูดมาสิจะเปลี่ยนอะไร?” หานอวิ๋นซีถามด้วยรอยยิ้มและดื่มชาอย่างสบายๆ
เมื่อเห็นว่าพี่หญิงอวิ๋นไม่ได้ดุเขาเสี่ยวอี้เอ๋อร์ก็ยิ้มออกมาเขามีความมั่นใจขึ้นมาทันทีและรีบหยิบพู่กันกับกระดาษมาจดใบสั่งยาที่แก้แล้วของเขา
ใครจะรู้ว่าทันทีที่หานอวิ๋นซีเห็นนางก็ตกใจอย่างมากจนชาที่เพิ่งจะดื่มเข้าไปถูกพ่นออกมา
พระเจ้า!
นี่...ใบสั่งยานี้...ไม่สิพูดให้ชัดๆ นี่มันคือใบสั่งยาพิษใบหนึ่งเลยไม่ใช่หรือ!
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของพี่หญิงอวิ๋นเสี่ยวอี้เอ๋อร์ก็แลบลิ้นของเขาอย่างเขินอายและถอยกลับไปด้านข้างอย่างเชื่อฟังเหมือนเด็กซน
หานอวิ๋นซีรีบหยิบใบสั่งยาในตำราทางการแพทย์ของตระกูลหานขึ้นมาเปรียบเทียบกับใบสั่งยาที่ได้รับการแก้ไขที่เขียนโดยเสี่ยวอี้เอ๋อร์หลังจากเปรียบเทียบแล้ว นางพบว่าเสี่ยวอี้เอ๋อร์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงยาตัวใดเลยแค่แก้ปริมาณของยาเท่านั้น
การใช้ประโยชน์จากการส่งเสริมและการยับยั้งของการใช้ยาร่วมกันยาบางชนิดจะถูกผสมตามอัตราส่วนที่กำหนดเพื่อสร้างส่วนผสมของยาใหม่บางทีส่วนผสมเหล่านี้อาจส่งเสริมประสิทธิภาพของยา หรืออาจจะทำลายประสิทธิภาพของยาจนไปถึงแม้กระทั่งผลิตพิษออกมา ส่วนผสมต่างๆที่ผลิตขึ้นใหม่เหล่านี้เมื่อนำมาผสมกันก็จะให้ผลที่แตกต่างกันไป
พูดเช่นนี้แล้วเหตุผลนั้นค่อนข้างเรียบง่าย แต่ความสัมพันธ์นั้นเชื่อมโยงกันซับซ้อนอย่างมากจนผู้คนก็มองไม่ออก
แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่างหานอวิ๋นซีเมื่อเห็นใบสั่งยานี้ หากไม่พิจารณาอย่างรอบคอบก็คงจะไม่มีทางคิดว่าใบสั่งยาสามารถเปลี่ยนเป็นใบสั่งยาพิษได้
คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวอี้เอ๋อร์จะเปลี่ยนมันได้ขนาดนี้
“ใครให้สิ่งนี้กับเจ้า?” หานอวิ๋นซีถามเสียงดัง
เสี่ยวอี้เอ๋อร์ที่ดูเหมือนเด็กน้อยที่ทำผิดมือของเขาพันกันยุ่งเหยิง พร้อมกับก้มศีรษะลง
จากนั้นหานอวิ๋นซีจึงจะตระหนักได้ว่านางตื่นเต้นเกินไปนางรีบดึงเสี่ยวอี้เอ๋อร์มานั่งลงและพูดอย่างใจเย็นว่า “อี้เอ๋อร์บอกข้ามาว่าใครสอนให้เจ้าเปลี่ยนใบสั่งยาแบบนี้?”
“ข้าอ่านมันด้วยตัวเองแล้วจู่ๆ ก็อยากจะเปลี่ยนมัน” เสี่ยวอี้เอ๋อร์ตอบตามความเป็นจริง
หานอวิ๋นซีไม่เชื่อและถามอีกครั้งว่า“แล้วเจ้ารู้ปริมาณของยาเหล่านั้นได้อย่างไร?”
“ก่อนหน้านี้ท่านพ่อสั่งให้ข้าท่องจำตำราประโยชน์และโทษของยา เล่มหนาหลายร้อยหน้าในตอนที่ข้าเห็นใบสั่งยา จู่ๆ ก็คิดว่าจะสามารถเปลี่ยนมันได้”เสี่ยวอี้เอ๋อร์กะพริบตา ดวงตาของเขาบริสุทธิ์และไร้เดียงสาอย่างมาก
หานอวิ๋นซีรู้ว่าเขาไม่มีทางโกหกแต่ความสามารถของเด็กน้อยคนนี้จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ดีเกินไปหรือไม่?
“เจ้ายังต้องการเปลี่ยนอะไรอีกหรือไม่?” หานอวิ๋นซีถามอย่างรวดเร็ว
“ข้าต้องดูแล้วก็คิดมันสักพักหนึ่งใบสั่งยาเมื่อครู่ ข้าก็ใช้เวลาคิดมาหนึ่งวัน”
เสี่ยวอี้เอ๋อร์รู้สึกอายเล็กน้อยใบหน้าแดงระเรื่อ แต่เขาไม่รู้ว่าการที่ตัวเองที่อายุเพียงหกขวบ ใช้เวลาหนึ่งวันในการเปลี่ยนใบสั่งยาให้เป็นใบสั่งยาพิษมันช่างเป็นทักษะที่เหลือเชื่อ!
หานอวิ๋นซีพบว่าพรสวรรค์ด้านวิชาพิษของเด็กคนนี้เทียบได้กับตัวนางเองในตอนนั้นถ้านางขยัน ตั้งใจเรียน นางต้องมีอนาคตที่ดีแน่นอน
ต้องบอกว่าหานฉงอันมีวิสัยทัศน์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว
ในวันนั้นหานอวิ๋นซีได้ให้คำแนะนำแก่เสี่ยวอี้เอ๋อร์เกี่ยวกับสูตรยาพิษและบอกให้เสี่ยวอี้เอ๋อร์ตั้งใจเรียนมันและห้ามบอกคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ในตอนนี้เสี่ยวอี้เอ๋อร์ที่ได้รับการยืนยันจากพี่หญิงอวิ๋นก็เต็มไปด้วยแรงจูงใจในทันที เสี่ยวเฉินเซียงพูดว่าผ่านไปหลายวันหลังจากที่หานอวิ๋นซีไป เขาก็ไม่เคยออกจากห้องตำราเลย
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าในที่สุดวันส่งท้ายปีเก่าก็มาถึงทั้งเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหนิงก็เต็มไปด้วยงานเฉลิมฉลอง
ในวันส่งท้ายปีเก่าครอบครัวจะมารวมตัวกัน ในพระราชวัง ไท่เฮาเป็นเจ้าภาพในการจัดงานเลี้ยงครอบครัวอี้ไท่เฟยและฉินอ๋องรวมไปถึงมู่หรงหว่านหรูต้องมาทุกปี อย่างไรก็ตามปีนี้ไม่เพียงมีฉินหวังเฟยที่เพิ่มมาเท่านั้น แต่ยังมีองค์หญิงหรงเล่ออีกคนส่วนมู่หรงหว่านหรู หลังจากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นก็ไม่มีหน้าที่จะเข้าวังอี้ไท่เฟยเองก็ไม่ต้องการพานางไป
แม่นมจ้าวเตรียมเสื้อนวมปุยฝ้ายสั้นสีแดงสำหรับหานอวิ๋นซีโดยเฉพาะซึ่งแต่งด้วยขนสุนัขจิ้งจอกสีขาว ดูอบอุ่นและสง่างาม
ตอนนี้นางกำลังแต่งตัวให้หานอวิ๋นซี“หวังเฟย นี่เป็นงานเลี้ยงอาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าครั้งแรกของท่านความจริงแล้วเป็นเพียงการทานอาหารร่วมกับทุกคนดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลเกินไปนะเพคะ”
หานอวิ๋นซีไม่ได้ประหม่าแต่อย่างใดนางเคยเห็นฮ่องเต้เทียนฮุยและฮองเฮามาก่อนแล้ว นางคิดในใจว่าคืนนี้องค์หญิงหรงเล่อก็คงไปเช่นกันฮ่องเต้เทียนฮุยก็คงจะพูดบางอย่างเกี่ยวกับการอภิเษกอย่างแน่นอน
--------------------------------------
[1]เป็นหยกที่แหลกลาญ ดีกว่าเป็นกระเบื้องที่สมบูรณ์แบบ หมายถึงขอตายอย่างมีศักดิ์ศรี ดีกว่าต้องอยู่อย่างไร้เกียรติ