Chapter 26 : ตัวตนของอัน
“อุงอย่าอยู่บนพื้น!”
เมื่อได้ยินพี่ชายของตนะโขึ้น เด็กหนุ่มก็ไม่รอช้า ทิ้งท่อนซุงลงกับพื้นและะโขึ้นต้นไม้ไป ถึงแม้จะไม่รู้ถึงเหตุผลที่พี่ชายของตนเตือนแบบนั้นก็ตาม
อันะโขึ้นไปบนยอดไม้ กวาดสายตามองหาต้นตอของเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงดังกล่าว และไม่นานเขาก็ค้นพบว่าเสียงนั้นอยู่ห่างออกไปกว่าสองกิโลเมตร และไม่เพียงเท่านั้น เ้าก็อบลินทั้งสามยังใช้โอกาสนี้วิ่งหนีไปทางนั้นอีกด้วย ราวกับว่านี่เป็แผนของมันอยู่แล้วที่วิ่งหนีมาทางนี้
“สถานการณ์ไม่ดีแฮะ” เอ่ยขึ้นเสียงแข็งกับตัวเองเบาๆ
อันพอรู้ข้อมูลของดันเจี้ยนแห่งนี้อยู่บ้างจากปากของพวกสาม รู้ว่าก็อบลินพวกนี้ใช้อาวุธต่างกัน รู้ว่าบอสของดันเจี้ยนนี้คือเสือตัวใหญ่ และเขาก็รู้ด้วยว่าบอสของดันเจี้ยนแห่งนี้จะโผล่ออกมาหลังจากจัดการก็อบลินทั้งสามตัวได้แล้ว
แต่ั้แ่ที่เขาเข้ามาในดันเจี้ยนแห่งนี้ มันต่างกับข้อมูลที่ได้รับมาโดยสิ้นเชิง แม้พวกเขาจะแยกกันสู้เหมือนกับข้อมูลที่ได้รับ แต่เพราะว่าพวกเขาจับมันแยกกันต่างหาก ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ตอนนี้พวกเขาทั้งหกก็อาจจะสู้อยู่กับก็อบลินสามตัวทีเดียวพร้อมกันเลยก็เป็ได้
แถมตอนนี้บอสยังมาปรากฏตัวทั้งๆ ที่พวกเขายังไม่ได้จัดการก็อบลินทั้งสามอีก ซึ่งนับว่าสิ่งนี้ทำให้อันประหลาดเป็อย่างมาก และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือ การที่ก็อบลินทั้งสามตัวไปรวมกลุ่มกับบอส
คือต้องอธิบายก่อนว่า ในความคิดของอันนั้น การสู้กับก็อบลินทั้งสามตัวพร้อมกันเป็สิ่งที่เด็กหนุ่มสามารถทำได้ง่ายๆ สบายๆ เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แต่กลับกันนั้น หากเ้าก็อบลินทั้งสามไปรวมกลุ่มกับบอสแล้วล่ะก็ จะทำให้พวกเขาต่อสู้ได้ยากขึ้นไปอีก เพราะว่ามีอิทธิพลของบอส ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็มอนสเตอร์ตัวใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เพราะความสามารถที่ทำให้มันสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วแม้จะขัดกับขนาดสรีระอันใหญ่โตของมันก็ตาม ต้องให้ความสนใจก็อบลินด้วยและต้องระวังบอสตัว เขาไม่ชอบอะไรแบบนั้นเอาเสียเลย
“เห็นทีจะต้องออกโรงเองจริงๆ แฮะ” พูดออกมาด้วยท่าทางเหนื่อยหน่าย
“พี่อันจะไปไหน” เด็กหนุ่มถามขึ้นเมื่อเห็นว่าพี่ชายของตนตั้งท่าเตรียมตัวจะะโออกจากกิ่งไม้
“จัดการก็อบลินก่อนที่พวกมันจะไปรวมกับกลุ่มบอส” เขาตอบ
“ไหนบอกไม่สนใจชื่อบนบอร์ดอะ” อุงพูดล้อเลียนขึ้นทันที
“แฮะ” อันได้แต่ยิ้มแห้งกลับไปหาอุงอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะยักไหล่แล้วะโไปยังทิศที่ก็อบลินทั้งสามหนีไป
ก่อนหน้านี้นั้นหลังจากที่พวกเขาทั้งสามแนะนำตัวกับพวกกลุ่มของสามเสร็จสิ้น เด็กหนุ่มทั้งสี่ก็อธิบายสถานการณ์และเป้าหมายถึงการรวมกลุ่มกันให้อันและอุงได้ฟัง นั่นก็คือการพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้เป็กลุ่มแรกและมีชื่อสลักอยู่บนบอร์ดหลังเคาน์เตอร์ซึ่งในตอนนี้นั้นมีเพียงชื่อของคนคนเดียวซึ่งก็คือชื่อของพี่สาวของสองแฝด น้ำหนึ่ง
อุงตื่นเต้นทันทีที่ได้รู้เป้าหมายดังกล่าว ไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากมีชื่ออยู่บนบอร์ดแต่อย่างใด แต่เพราะเด็กหนุ่ม้าความท้าทายและความตื่นเต้น การตั้งเป้าหมายจะทำให้เมื่อทำเป้าหมายดังกล่าวได้สำเร็จ จะนำมาซึ่งความพอใจที่ได้ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
แต่พี่ชายของตนกลับพูดออกมาหน้าตายว่า ไม่เห็นน่าสนใจเลย แต่อุงรู้จักพี่ชายของตัวเองดี อันก็แค่ตีหน้าซื่อทำขรึมไปเท่านั้นแหละ เพราะภายในใจของเขาก็คงตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะการที่ตนจะมีชื่ออยู่บนบอร์ดหลังเคาน์เตอร์ซึ่งมันจะทำให้มีผู้คนมากมายได้เห็นชื่อของเขา อย่าเข้าใจอันผิดคิดว่าเด็กหนุ่ม้าชื่อเสียงเชียว แม้เหตุผลจะแตกต่างจากอุงแต่อันก็ไม่ได้้าชื่อเสียงเช่นเดียวกัน โดยสิ่งที่เด็กหนุ่ม้าก็คือการถูกยอมรับ
อันกับอุงโตมาในครอบครัวเก่าแก่มีชื่อ สืบเชื้อสายมาจากขุนนางหลวงในวังจากสมัยก่อนและแน่นอน หลังนามสกุลของพวกเขาทั้งคู่นั้นมีคำว่า ณ อยุธยา ต่อท้าย และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้พวกเขาโตมากับกฎที่เคร่งกับความเ้าระเบียบและความคิดหัวโบราณของพ่อแม่
การจะทำอะไรแปลกใหม่นั้นจะถูกต่อต้านและปฏิเสธเสมอ หรือถ้าหากพวกเขาสามารถทำได้ อันและอุงก็มักจะถูกเพ่งเล็งเป็พิเศษหากทำอะไรผิดพลาดเพราะว่าชื่อเสียงของตระกูลเป็สิ่งล้ำค่าที่สุด ถ้าหากทำมันเสียจะต้องถูกลงโทษ ชื่อเสียงคือสมบัติของครอบครัวนั่นคือคำนิยามจากอันที่โตมากับครอบครัวดังกล่าว
เขาอยากพิสูจน์ตนเองว่าคนเราไม่ว่าจะเลือกทางเดินไหนก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ไม่ว่าความคิดนั้นจะเก่าหรือใหม่ ขอแค่ประสบความสำเร็จในหน้าที่นั้นก็เป็พอเพราะเมื่อประสบความสำเร็จ คนคนนั้นก็จะถูกยอมรับและวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะถูกยอมรับก็คือการมีชื่อเสียง อันคิดเช่นนั้น
ก่อนหน้านี้อันลองพยายามขออนุญาตพ่อแม่ของเขาไปลงแข่งทัวร์นาเมนต์ของเหล่าผู้วิเศษดูแต่ก็ต้องถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ไปแข่งให้คนดูเชียร์เย้วๆ คิดว่าตัวเองเป็ไก่ชนเหรอ ถ้าหากพวกญาติของลูกเห็นแล้วเอามาล้อ แม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน’ หรือจะตอนที่อันลองขอไปสมัครเป็สตั๊นแมนในหนังกำลังภายใน เขาก็โดนปฏิเสธเช่นกันด้วยเหตุผลที่ว่า‘ตระกูลผู้ดีอย่างเราแต่ลูกเลือกที่จะไปทำงานแรงงานแบบนั้นเนี่ยนะ’
นั่นแหละ เพราะว่ามีคำว่า ตระกูลผู้ดีสายเืชาววังติดตัวมาด้วยั้แ่เกิด อันจึงไม่เคยได้ทำอะไรที่อยากทำเลย ยังดีที่ไม่ได้โดนห้ามไม่ให้เที่ยวเล่น ไม่งั้นป่านนี้อันอาจจะกลายเป็เด็กมีปัญหาไปแล้วก็เป็ได้
“กรีดเืออกมาก็ไม่ได้เป็สีน้ำเงินซะหน่อย” สบถออกมาหลังจากคิดถึงคำพูดต่างๆ ของพ่อแม่ของตน
มองออกไปไม่ไกล ดวงตากลมโตก็เห็นแผ่นหลังเขียวๆ ไวๆ ไม่รีรอ เด็กหนุ่มผู้ะโอยู่บนกิ่งไม้รีบพุ่งตัวเข้าหาศัตรูเพื่อที่จะกำจัดมันทันที
ตู้ม!
เสียงดั่งะเิกัมปนาทดังขึ้น ละอองดินฟุ้งไปทั่วบริเวณ‘พลาดอีกแล้วเหรอ’เขาคิดในใจหลังจากที่เท้าของเขา ััไม่ได้ว่านอกจากดินแล้วมันไม่โดนอะไรเลย
อันหลับตาลงก่อนจะเพิ่มประสาทััที่หูของตนเพื่อรับทำให้ตนสามารถได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เด็กหนุ่มะโหมุนตัวเตะไปที่ด้านซ้ายของเขาในระยะห้าเมตร เสียงดังกร็อบดังขึ้น มันคือเสียงของกระดูกของใครบางคนที่แตกหัก ไม่รอช้าให้เ้ามอนสเตอร์ตัวเขียวที่อยู่ในกลุ่มควันได้ตั้งตัว เขาเตะซ้ำไปที่บริเวณเดิมอีกครั้ง แม้จะไม่เห็นร่างของอีกฝ่ายแต่ััที่เท้าของเขานั้นชัดเจนแจ่มแจ้ง
“เสร็จไปหนึ่ง” เอ่ยด้วยเสียงอันแ่เบาก่อนที่ร่างกายของตนจะััได้ถึงพลังชีวิตที่ไหลเข้ามาในร่างกาย
อันะโเตะไปยังอีกทิศทางทันที แต่ครั้งนี้นั้นเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัว มันยกดาบขึ้นมากันการโจมตีของเขา เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างหัวเสียก่อนจะขยับเท้าของตัวเองแล้วใช้ใบดาบดังกล่าวเป็ฐานให้ตนะโขึ้นฟ้าก่อนจะหมุนตัวลงมาเตะซ้ำไปยังบริเวณเดิมอีกครั้ง
เ้าก็อบลินยกดาบของมันขึ้นมากันอีกเช่นเคยแต่มันก็ต้องประหลาดใจเมื่อบาทาของมนุษย์ที่อยู่เบื้องหน้านั้นมาถึงใบดาบของมัน ดาบอันคมกริบกลับไม่สามารถกันการโจมตีของอีกฝ่ายได้เช่นเคยเหมือนที่มันคาดไว้ และบาทาของอีกฝ่ายทำให้ดาบของมันหักเป็สองท่อนแถมยังผ่านเข้าไปหาหน้ามันจนเกิดเสียงดังปัง!
กะโหลกเล็กกระแทกกับพื้นดินเบื้องล่างเข้าอย่างจังแต่เพราะว่าทั่วบริเวณเต็มไปด้วยฝุ่นซึ่งเป็การดีที่ทำให้เด็กหนุ่มไม่สามารถเห็นภาพอันน่าสยดสยองได้ ถ้าหากตอนนี้ฝุ่นหายไปและมีใครมองไปที่บริเวณดังกล่าวแล้วล่ะก็ พวกเขาจะต้องอาเจียนออกมาเป็แน่เพราะภาพที่พวกเขาจะได้เห็นคือภาพของมอนสเตอร์หน้าตาคล้ายมนุษย์ตัวเขียวที่บริเวณศีรษะของมันแตกออกเป็สองซีกและมีสมองไหลออกมา
เมื่อร่างกายของตนััได้ถึงพลังชีวิตที่ไหลเข้ามา มุมปากของเด็กหนุ่มก็พลันยกยิ้มก่อนจะกล่าวออกมา “เสร็จไปสอง เหลืออีกหนึ่ง”
เพ่งสมาธิอีกครั้งเพื่อที่จะเพิ่มประสาทััในการได้ยิน แต่ก็ต้องคิ้วกระตุกเมื่อจับการเคลื่อนไหวรอบตัวไม่ได้
“ซ่อนเก่งจริงนะ”
ก่นด่าออกมาก่อนจะยกขาขึ้นมาข้างหนึ่งพร้อมกับเริ่มหมุนตัวในท่าทางที่นักเต้นบัลเลต์ชอบทำกัน เด็กหนุ่มหมุนตัวเร็วขึ้นและเร็วขึ้นจนเกิดลมขนาดเล็ก พัดเอาฝุ่นกระจายออกไปจนทำให้เห็นภาพรอบกายชัดเจนเช่นดังเดิม
อันลืมตาขึ้นพร้อมกับะโขึ้นต้นไม้ไปอย่างไม่รีรอ หันไปมองยังทิศทางที่บอสของดันเจี้ยนแห่งนี้กำลังวิ่งมา พลางคิดว่าเหลือเวลาน้อยเต็มที ยิ่งเ้าก็อบลินที่เหลือรอดไปเป็ตัวที่ถือมีดที่มีความสามารถในการอำพรางร่างกายกับสภาพแวดล้อมด้วยแล้ว เขายิ่งเป็กังวล ไม่อยากจะต้องมานั่งเสียเวลากับการลงดันเจี้ยนและเริ่มต้นใหม่หมดอีกครั้งหากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา
คงต้องบอกว่านี่เป็นิสัยเสียของอัน พวกสมบูรณ์แบบไม่ว่าจะทำอะไรผลลัพธ์จะต้องดีเสมอ ไม่รู้ว่าจะโทษเด็กหนุ่มตรงๆ ได้หรือไม่เพราะสภาพแวดล้อมที่เขาโตมาหล่อหลอมให้การกระทำทุกอย่างของเขาต้องเพอร์เฟคจนทำให้มันติดเป็นิสัยของเขาไปเสียแล้ว
“ช่วยไม่ได้แฮะ สงสัยต้องใช้จริงๆ” เอ่ยขึ้นก่อนจะกระตุกคอของตัวเองเบาๆ สองทีเพื่อเป็การยืดเส้นยืดสาย
เมื่อคิดได้ดังนั้นว่าตัวเองเสียเวลามาเริ่มต้นใหม่อีกรอบ พลันร่างกายของเขาก็มีความเปลี่ยนแปลง ผิวขาวอมชมพูของเด็กหนุ่มแทนที่ด้วยขนสีขาวไปทั่วร่างกาย หูของเขาค่อยๆ หดหายไปโดยที่มีหูอันใหม่ยื่นออกมาจากบริเวณส่วนเป็ของหัว มันเป็หูยาวที่มีขนสีขาวเช่นเดียวกัน หน้าตาที่เหมือนมนุษย์ธรรมดาปกติเมื่อสักครู่กลายเป็ใบหน้าของสัตว์มีชนชนิดหนึ่ง คงไม่ต้องเดามามันคือสัตว์ชนิดใด กระต่าย
มันคือความสามารถพิเศษของตระกูลของเขา ไม่สิ คงจะต้องบอกว่าคนที่มี ณ อยุธยา ต่อท้ายส่วนใหญ่แล้วมีความสามารถนี้เกือบทั้งหมด ความสามารถในการเปลี่ยนร่างเป็สัตว์ชนิดหนึ่งตามที่ตัวชอบ
โดยในอดีตสิ่งที่พวกเขาเป็นั้นจะถูกเรียกว่า สมิง ใช่ สมิงในตำนานที่กลายร่างเป็เสือเพื่อฆ่าคน แต่ในความเป็จริงแล้วสมิงก็คือความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์กลายร่างเป็สัตว์เท่านั้น
เพราะว่าในอดีต ความคิดของมนุษย์ยังไม่เจริญนักทำให้สมิงดูเป็สิ่งชั่วร้าย จนมีความเชื่อที่ว่าการที่คนเรามีความสามารถในการแปลงร่างเป็สัตว์เป็สิ่งต้องห้าม และขุนนางมากมายก็ต้องหลบซ่อนความสามารถนี้ไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความคิดของผู้คนก็เปลี่ยนแปลงและเปิดกว้างมากขึ้น บวกกับวัฒนธรรมของต่างชาติที่มองว่าสิ่งนี้คือความสามารถสุดวิเศษ ไม่ใช่เพียงคนไทยเท่านั้นที่มีความสามารถนี้แต่มนุษย์ทั่วโลกมากมายก็มีความสามารถนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะกลายร่างเป็หมาป่าแล้วถูกเรียกว่าแวร์วูฟหรือกลายร่างเป็ค้างคาวแล้วถูกเรียกว่าแวมไพร์ เช่นเดียวกับคนไทยในสมัยก่อน พวกเขาต่างถูกเกลียดชังในความแตกต่างและความประหลาดนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนเหล่านี้ก็ถูกยอมรับในฐานะคนที่มีพลังพิเศษ โดยคนพวกนี้ถูกจัดอยู่ในประเภทผู้มีพลังพิเศษที่ถูกเรียกว่าแอนิเมจัส (Animagus)
มนุษย์รูปร่างกระต่ายที่มีขนสีขาวะโเหยงๆ พลางพยายามฟังเสียงการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ รอบกาย เพราะรู้ดีว่าเ้าก็อบลินที่เหลือตัวสุดท้ายนั้นมันยังไม่สามารถหนีไปไหนไกลจากบริเวณนี้ได้
หูกระต่ายสีขาวยาวของเด็กหนุ่มกระดิกไปมาเพื่อค้นหาเสียงของเ้ามอนสเตอร์ตัวเขียว เขาหลับตาลงอีกครั้งเพื่อเพิ่มประสาทการได้ยินให้ถึงขีดสุด ถ้าหากเขายังลืมตาอยู่ล่ะก็ ประสาทััการมองเห็นจะทำให้ประสาทััการได้ยินลดลงเนื่องจากสมองต้องประมวลผลจากหลายสิ่ง และบางที ข้อมูลจากการมองเห็นอาจจะไปขัดกับการได้ยินของเขาก็เป็ได้ นั่นที่สิ่งที่เขาถูกสอนมา
เสียงของฝีเท้าอันหนักหน่วงจากพื้นดินดังเข้ามาใกล้เด็กหนุ่มทุกวินาที แต่เขาก็ไม่ร้อนรนกับสถานการณ์ดังกล่าว แม่ภายในใจจะ้าที่จะกำจัดเ้าก็อบลินให้รวดเร็วที่สุดก็ตาม แต่สิ่งที่อันทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือการรอ รอให้เ้ามอนสเตอร์สุดอัปลักษณ์เผลอไผลขยับตัวและเปิดช่องว่าง และสิ่งนั้นก็คือโอกาสของเขา โอกาสในเสี้ยววินาทีที่เด็กหนุ่มจะสามารถจัดการอีกฝ่ายได้ทันเวลาก่อนที่บอสของดันเจี้ยนแห่งนี้จะมา
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ อันแน่ใจว่าระยะห่างจากเขาและเ้าบอสเสือตัวั์นั้นอยู่ห่างไม่เกิดหนึ่งร้อยเมตรแล้ว แต่เด็กหนุ่มยังคงใจเย็นและมีจิตใจที่สงบจนการหายใจของเขาคงที่ราวกับว่ากำลังทำสมาธิอยู่
แต่แล้วอยู่ๆ ใบหน้ากระต่ายนั่นก็เผยรอยยิ้มอ่อนๆ ออกมา
แสกๆ
เสียงของกิ่งไม้สีกันดังขึ้น และในจังหวะนั้นเองที่ร่างกระต่ายสีขาวหายวับไปจากบริเวณดังกล่าว ก่อนที่เงาของเขาจะมาโผล่ที่ต้นไม้แห่งหนึ่งไม่ไกลจากจุดเดิมมากนัก ขายาวกางง้างตั้งท่าที่จะปล่อยพลังบาทาสุดร้ายกาจออกไป
ดั่งกับชั่วโมงต้องมนต์ที่เวลาเดินช้า เบื้องหน้าของเขาคือมอนสเตอร์ตัวเขียวที่มีความสูงเท่ากับเด็กประถม มันเบิกตากว้างโตด้วยความใเมื่อภาพเบื้องหน้าที่มันเห็นคืุ์ที่มีรูปร่างเหมือนกระต่าย อีกฝ่ายกำลังลอยอยู่กลางอากาศพร้อมกับง้างเตรียมโจมตีตัวมันอยู่
ไม่รู้ว่าเหตุใดเ้ามนุษย์คนนี้ถึงสามารถััการเคลื่อนไหวของมันได้อย่างไรกัน และเนื่องจากมันไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ในตอนนี้ต่อให้มัน้าจะหนีก็ทำไม่ได้ อย่าว่าแต่หนีเลย ถ้ามัน้าจะหลบการโจมตีดังกล่าวยังเป็สิ่งที่ยากยิ่งในความคิดของมันในเสี้ยววินาทีนี้
ตู้ม!
ต้นไม้ใหญ่หักเอนล้มลงกับพื้นดินหลังจากโดนพลังกำลังมหาศาลจนลำต้นของมันโค่นลง ที่ตอไม้ต้นดังกล่าวคือร่างของมอนสเตอร์ตัวเขียวที่ยังคงยืนอยู่ที่บริเวณเดิมเพียงแต่ว่า ร่างกายของมันั้แ่ส่วนคอขึ้นไปจนถึงศีรษะหายไป ใช่ หายไป หายไปพร้อมกับลำต้นบริเวณที่โดนบาทาของเด็กหนุ่มโจมตี
“เท่านี้ก็เรียบร้อย”
อันที่บัดนี้กลายร่างกลับเป็มนุษย์ตามเดิมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันสดใส เด็กหนุ่มยิ้มออกมาก่อนปัดมือไปมาเหมือนกับปัดฝุ่นที่เปรอะมือของเขา ทั้งที่ในจริงแล้วอาวุธที่เขาใช้โจมตีทุกครั้งเป็เท้าแท้ๆ
“อี๋ ศพไม่สวยเลย” บ่นออกมาพร้อมกับทำท่าทางสะอิดสะเอียนเมื่อเห็นร่างของเ้าก็อบลิน สั่นไหล่ของตัวเองเบาๆ เหมือนขนลุกกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าก่อนจะะโขึ้นต้นไม้ไปเพื่อดูว่าบอสของดันเจี้ยนแห่งนี้วิ่งถึงไหนแล้ว
และในจังหวะนั้นเอง “ว้า มาไม่ทันอะ พี่อันเล่นคนเดียวเลย” อุงที่เพิ่งจะวิ่งมาถึงก็ร้องออกมาด้วยความเสียดาย
เด็กหนุ่มเดินไปตรงหน้าของร่างของเ้ามอนสเตอร์ตัวเขียวก่อนจะยื่นเท้าไปเขี่ยๆ ทำให้ร่างที่ยืนอยู่นั่นล้มลงไปนอนกองกับพื้น เขาส่ายหัวไปมาก่อนจะเอ่ยขึ้น “ไม่อยากคิดภาพแฟนพี่อันในอนาคตเลย ถ้าทำพี่อันโมโหจะโดนอะไรบ้างก็ไม่รู้”
“อุง!” อันเรียกชื่อน้องชายของตนเสียงแข็งพลางถลึงตาใส่
“ไม่พูดละ ไม่พูดละ” เด็กหนุ่มยกมือทั้งสองข้างขึ้นยอมแพ้ ไม่อยากให้พี่ชายของตนโมโห เกรงว่าตัวเขาอาจจะจบไม่สวยเช่นเดียวกับเ้าก็อบลินตัวที่อยู่นอนบนพื้น
ในขณะที่สองหนุ่มกำลังคุยกันอยู่นั่นเอง พลันก็มีเสียงคำรามดังก้องไปทั่วบริเวณ พวกเขาทั้งคู่รู้ได้ในทันทีว่าเวลาจริงจังได้มาถึงแล้ว ร่างั์ใหญ่ปรากฏตัวขึ้นที่ปลายสายตาของสองหนุ่ม ขนสีเหลืองทอง เขี้ยวคู่ยาวกว่าหนึ่งเมตรและกรงเล็บอันแหลมเล็บ อันและอุงมองสัตว์ประหลาดเบื้องหน้าด้วยสายตานิ่งเรียบ ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับมันเลยแม้แต่น้อย
ในอีกด้านหนึ่ง เงาสี่เงาก็พลันปรากฏตัวขึ้น พวกเขาลอยอยู่บนฟ้า สองคนยืนอยู่บนกระบี่ ส่วนอีกสองคนนั่งอยู่บนไม้เท้า พวกเขาคือกลุ่มปาร์ตี้ของสามนั้นเอง
เด็กหนุ่มทั้งสี่ะโลงมา สายตาทั้งสี่คู่มองไปยังศพสีเขียวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น พวกเขาหันไปสบตาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่พูดอะไร สามพยักหน้าทีหนึ่งก่อนจะหันไปหาอัน “เป็คนชวนมาแท้ๆ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไร ผมต้องขอโทษด้วยครับ”
ที่สามเอ่ยขอโทษออกมาเนื่องจากเขารับรู้เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ทุกอย่าง โดยมนต์ลมค้นหา ทำให้สามสามารถจับััการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามผ่านสายลมได้ โดยลมจะส่งภาพเข้ามาในหัวของเขา แม้จะไม่ได้ชัดเจนเหมือนการมองจากดวงตา เด็กหนุ่มก็รู้ดีว่าคนที่จัดการก็อบลินทั้งสามตัวคืออัน
“เฮ้ย ไม่เป็ไร ถือว่าพี่ได้ฝึกไปในตัวด้วย” เด็กหนุ่มเอ่ยพลางยิ้มออกมาก่อนที่เขาจะกล่าวต่อ “พี่จัดการพวกปลาซิวปลาสร้อยไปแล้ว ทีนี้ที่เหลือก็แค่ไอ้แมวั์เท่านั้น”
ถ้าหากตอนนี้เ้าก็อบลินทั้งสามได้ยินสิ่งที่อันพูดถึงมันแล้วล่ะก็ พวกมันคงเืขึ้นหน้าเป็แน่แถมอาจจะเถียงกลับเด็กหนุ่มด้วยว่า“ปลาซิวปลาสร้อยบ้านแป๊ะเอ็งสิ พวกข้าทำให้เอ็งต้องใช้พลังแปลงร่างเลยนะ ไอ้กระต่าย!”ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อสักครู่อันยังเรียกเ้าเซเบอร์ทูธ เสือั์ขนทองว่าเป็แมวอีก นี่ถ้าหากเด็กหนุ่มไปเรียกมันว่าแมวต่อหน้าเ้าเซเบอร์ทูธล่ะก็ คงไม่ต้องสงสัยเลยถ้าหากเด็กหนุ่มจะถูกเล็งให้เป็เป้าหมายแรกในการฆ่าของเ้าเสือ
“ใช้แผนไหนอะสาม” อุงเอ่ยถาม
ก่อนหน้าที่พวกเขาจะเข้ามาในดันเจี้ยน สามผู้ซึ่งเป็นักกลยุทธ์ของปาร์ตี้ไปอธิบายแผนการต่างๆ ทั้งแผนเอแผนบีแผนหลักแผนสำรองมากมายให้อันและอุงได้จำ ทำให้จากสถานการณ์นี้อุงจึงถามขึ้นมาเพื่อทำให้ตัวเองแน่ใจว่าเขาเข้าใจถึงแผนการของปาร์ตี้ที่เขาเพิ่งจะเข้ามา
“ทำตามแผนเอไปก่อนเพื่อดูสถานการณ์ หากไม่มีอะไรผิดพลาด วันนี้ชื่อของพวกเราทุกคนจะได้ขึ้นไปอยู่บนบอร์ด!” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยความมั่นใจ
“จะไปมีได้ไง วันนี้เรามาครบหกคนนะ ไอ้เสื้อห่านั่นมันใช้ความสามารถนั้นไม่ได้หรอก” สองเอ่ยขึ้นพลางแสยะยิ้ม
“ไอ้ประโยคนี้พวกมึงทำไมมันเหมือนปักเดธแฟลก*เลยวะ” นนกล่าวออกมาขำๆ
“อย่าพูดเป็ลางดิวะไอ้นน” บอยเอ่ยขึ้นพลางใช้ข้อศอกกระทุ้งไปที่สีข้างของเพื่อนสนิทของตนเบาๆ
“อย่าซีเรียสดิ นี่ไม่ใช่โลกการ์ตูนญี่ปุ่นนะเว้ย” นนตอบกลับพลางขำเด็กหนุ่มที่ทำหน้าตาจริงจังใส่ตน
“เอาล่ะๆ ตัวเตรียมได้ละ เตรียมตัวปะทะในสามสิบวิ” สามเอ่ยสั่งการ
ทุกคนได้ยินประโยคดังกล่าวจึงชักอาวุธของตัวเองออกมา คงเหลือแต่อุงคนเดียวที่มือทั้งสองข้างของเขานั้นว่างเปล่า
เด็กหนุ่มมองฝ่ามือของตนพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา พลางคิดในใจ “คราวหน้าจะไปลืมเด็ดขาด”
__________
*หมายเหตุ: เดธแฟลก (Death Flag) หมายถึง การที่ตัวละครกระทำหรือพูดอะไรบางอย่างซึ่งนำพาจุดจบไปในทางตรงกันข้ามที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายจนถึงขั้นมีตัวละครเสียชีวิต
ยกตัวอย่างเช่น: ตัวละครนักบินหนุ่มพูดก่อนจะออกรบว่า "ผู้หญิงในรูปคือคู่หมั้นผมครับ จบศึกนี้ผมจะกลับไปขอเธอแต่งงาน" แบบนี้ เรียกDeath Flag ซึ่งนักเขียนสามารถนำจุดไปเป็สร้างเป็จุดจบของตัวละครนักบินหนุ่มได้ว่า เขาตายในสนามรบและไม่ได้กลับไปขอเธอแต่งงาน
อ่านนิยายล่วงหน้าได้ที่ : https://writer.dek-d.com/DungeonCreator/writer/view.php?id=2050019