"เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้"
หมิงเป่าจูนั่งเท้าคางอยู่หน้าโต๊ะตรวจโรคมองออกไปด้านนอก นางมิอาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
บนท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมาไม่ขาดสายแต่หมิงเฉ่าถังไม่มีใครคิดจะย่างเท้าเข้ามาหาหมอหรือซื้อยาเลยสักคน
ตามหลักแล้ววิธีการเปิดร้านในวันแรกของนางมิได้ผิดพลาดนางแจกยาและรักษาโรคให้โดยไม่คิดมูลค่า ได้รับความชื่นชมจากผู้คนในที่นั้นเป็นอย่างมาก
คนป่วยมิใช่ว่าควรให้ความสำคัญกับคุณธรรมและฝีมือของหมอเป็นอันดับแรกหรือนางรู้สึกว่าตนเองแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วทั้งสองประการ
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับน้อยนิด...
ไม่ได้การ จะรอคอยอยู่เฉยๆอย่างนี้ไม่ได้!
หมิงเป่าจูลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันแล้วเดินออกไปด้านนอก
"พี่หญิงท่านจะไปไหน" หมิงเป่าอวี้เห็นพี่สาวเดินดุ่มๆ ออกไป จึงร้องทัก
"เจ้ากับหลี่ไหวฺอวี้เฝ้าร้านอยู่ที่นี่ข้าจะรีบไปรีบกลับ"
หมิงเป่าจูเดินไปตามท้องถนนดูเหมือนว่าจะมีจุดมุ่งหมาย แต่ก็เหมือนไร้จุดหมาย
เมื่อเดินผ่านร้านขายยาหรือโรงหมอก็จะหยุดยืนมองหน้าร้านของผู้อื่นอยู่ครู่ใหญ่
หลังจากเดินผ่านไปห้าหกร้านหมิงเป่าจูก็ยิ่งรู้สึกฉงน ร้านอื่นๆ ล้วนมีคนไข้รอตรวจรักษาอยู่ไม่น้อย เหตุใดหมิงเฉ่าถังของนางถึงเงียบเหงาเช่นนี้
นางหันหลังกลับ ระหว่างทางได้ยินสตรีสองนางกำลังสนทนากันในมือถือตะกร้า คาดว่ากำลังไปจ่ายตลาด
"นี่เจ้าได้ยินเรื่องนั้นหรือยัง มีโรงหมอมาเปิดใหม่ในเมือง ชื่อหมิงเฉ่าถังหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ"สตรีทางซ้ายเอ่ยขึ้น
"ได้ยินมาบ้างสตรีคนหนึ่งไม่รู้จักรอออกเรือนรับใช้สามีดูแลบุตร กลับดิ้นรนมาเปิดโรงหมอ ละทิ้งจรรยาสตรีไปจนหมดสิ้นเช่นนี้แล้วต่อไปจะแต่งออกได้อย่างไร" สตรีด้านขวากล่าวด้วยสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์
หมิงเป่าจูมีเครื่องหมายคำถามเต็มสมองไปหมดนี่มันความคิดแบบไหนกัน!
แต่มานึกดู ก็พอเข้าใจได้สตรีในยุคสมัยนี้ นอกเสียจากครอบครัวลำบากยากแค้นไม่มีจะกินถึงต้องออกมาทำงานนอกบ้านที่เหลือส่วนใหญ่ล้วนดูแลงานบ้านงานเรือน เฝ้ารอสามีกลับมาอยู่ที่บ้าน แต่นางกลับเป็นข้อยกเว้นไม่เพียงแต่ออกมาเผยตัวต่อสาธารณชน ยังเปิดโรงหมออีกด้วย
ต้องพบปะสัมผัสกับผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งชาย หญิง เด็ก และผู้ใหญ่ เป็นธรรมดาที่จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
ดูเหมือนว่าปมปัญหาจะอยู่ตรงนี้ถึงแม้ว่านางจะมีอุปนิสัยดีงาม มีจรรยาบรรณแพทย์และทักษะการรักษา แต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังคงหลีกเลี่ยงไม่อยากเข้าใกล้
เมื่อพบสาเหตุที่แท้จริงแล้วก็ควรหาหนทางแก้ไขเสีย
หมิงเป่าจูขมวดคิ้วแน่นคิดจะหันหลังกลับไปหารือกับหลี่ไหวฺอวี้ที่หมิงเฉ่าถัง
"ไม่พูดถึงนางแล้ววันนี้ข้าไม่ควรออกมาจ่ายตลาดเลย ปวดเอวเหลือเกิน" สตรีด้านซ้ายพูดพลางเท้าเอวมือก็นวดคลึงอยู่ตลอดเวลา
"เจ้าไปทำอะไรหักโหมมาหรือเปล่า"สตรีทางขวาถาม
"โอ๊ยไม่ใช่..."
ดูเหมือนสตรีผู้นั้นจะเอ่ยปากได้ยากเหลือเกินเหลียวซ้ายแลขวา ราวกับเป็นเรื่องที่น่าอับอาย
จากนั้นก็โน้มตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายแล้วพูดเสียงเบาหมิงเป่าจูต้องเข้าไปใกล้เกือบชิดแผ่นหลัง ถึงได้ยินเสียงสนทนารางๆ
"ระดูข้ามา..."
ขณะพูดอยู่ ก็เหมือนว่าเอวจะเป็นตะคริวต้องหยุดยืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ
"ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวหรือข้าไม่เห็นเป็นอะไรเลย" สตรีอีกนางเอ่ยอย่างสงสัย
ดวงตาของหมิงเป่าจูลุกวาวนางก้าวเข้าไปแล้วเอ่ยว่า "สะใภ้ใหญ่ท่านนี้ ภายในร่างกายของท่านมีไอเย็นสะสมเลือดลมติดขัด จึงเกิดอาการปวดเช่นนี้"
"หา...หมายความว่าอย่างไร"
ทั้งสองได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลังอย่างกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัวจึงตกใจเล็กน้อย
เมื่อหันกลับมาก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งอายุไม่มาก แต่คำพูดคำจาดูมีความรู้ ซึ่งยากจะเข้าใจได้
"ปกติท่านชอบกินของเย็นไม่ค่อยใส่ใจเรื่องความอบอุ่นของร่างกาย หรือว่าที่อยู่อาศัยค่อนข้างชื้นใช่หรือไม่"หมิงเป่าจูถาม
เมื่อมีความเย็นสะสมมากเข้าก็จะทำให้เลือดลมติดขัดไหลเวียนไม่สะดวก จนทำให้เกิดอาการปวด
โดยทั่วไป หากสตรีปล่อยให้ร่างกายเย็นเกินไปทั้งไม่ใส่ใจดูแลเรื่องความอบอุ่น มักมีอาการปวดรอบเดือน เพียงแต่ตำแหน่งที่ปวดจะแตกต่างกันไปรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน
"เจ้ารู้ได้อย่างไร"
สตรีผู้นั้น อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนถูกต้อง
บ้านที่นางอยู่อาศัยก็ค่อนข้างชื้นอาหารที่คนในครอบครัวกินเหลือ นางล้วนเก็บกินจนหมด
ใยฝ้ายสำหรับฤดูหนาวก็จะนำไปตัดเย็บเสื้อผ้าให้บุตรและพ่อแม่สามีเป็นอันดับแรก กว่าจะมาถึงนางก็แทบไม่เหลือแล้ว จึงได้แต่เอาใยฝ้ายเก่าของปีก่อนๆมาใช้ต่อ
แต่ของเก่าอบอุ่นสู้ของใหม่ไม่ได้ไม่รู้ว่านางเริ่มมีอาการปวดเอวเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด
"ก็เพราะข้าเป็นหมอคนหนึ่งข้าชื่อหมิงเป่าจู เปิดโรงหมออยู่ที่ถนนฉางหรง ชื่อหมิงเฉ่าถัง" หมิงเป่าจูพูดพร้อมรอยยิ้ม
สตรีทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่กที่แท้นางก็คือหมอประจำหมิงเฉ่าถัง ไม่นึกว่าคนที่ตนเองกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกปากจะอยู่ด้านหลังของพวกนางมาตั้งนานแล้ว!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็พากันพิจารณาหมิงเป่าจูตั้งแต่หัวจรดเท้ารูปร่างหน้าตางดงามเหมาะสม คำพูดคำจาก็ถูกต้อง เพียงแต่...
"อาการของท่านคือโรคชนิดหนึ่งรักษาให้หายได้" เมื่อเห็นอีกฝ่ายลังเล หมิงเป่าจูจึงอาสาพูดขึ้น "โดยทั่วไปแล้วอาการเช่นท่าน ข้าสามารถเขียนเทียบยาให้ได้ กินติดต่อกันหนึ่งเดือนก็หายแล้ว"
"จริงหรือ"ดวงตาของสตรีผู้นั้นเป็นประกาย
หากรักษาให้หายได้ก็ดีสินางต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ตลอดทุกเดือน ปวดจนแทบเอาชีวิตไม่รอด เป็นใครจะทนไหว
"แต่ว่าค่ายา...แพงหรือไม่"
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือเรื่องเงินๆทองๆ นี่แหละ หากแพงเกินไป คาดว่าสามีของนางคงไม่ยอมแน่
"ไม่ต้องกังวลยาหนึ่งชุดเพียงแค่ยี่สิบถึงสามสิบเหรียญทองแดงเท่านั้น"
เป็นอย่างที่คิดชาวบ้านส่วนใหญ่กังวลเรื่องราคาที่สุด ดูเหมือนว่าต่อไปนี้การซื้อยามาขายต้องคำนึงถึงต้นทุนให้มากขึ้นต้องพยายามกดราคาให้ต่ำที่สุด
"ยี่สิบถึงสามสิบเหรียญทองแดงเช่นนั้นก็พอไหว..." สตรีผู้นั้นกล่าว
ก่อนหน้านี้สามีของนางเพียงแค่ตาบวมไปหาหมอที่ร้านหุยชุนถัง ก็เสียเงินไปตั้งสี่สิบหกเหรียญ เมื่อเทียบกับที่นั่นแล้วหมิงเฉ่าถังถูกกว่ามาก
"เช่นนั้นข้าซื้อกับข้าวเสร็จแล้วจะไปหานะท่านหมอหมิง!" สตรีผู้นั้นพูดจบ ก็เดินหน้าไปซื้อกับข้าวต่อ
หมิงเป่าจูหันหลังกลับเช่นกันนางคิดหาวิธีรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้ว
จากข้อจำกัดทางสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาดูเหมือนว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงไม่ยอมรับหมอที่เป็นสตรี แต่หญิงที่เพิ่งจากไปเมื่อครู่นี้ทำให้นางเกิดแรงบันดาลใจใหม่ขึ้นมา
นางสามารถเริ่มจากการรักษาโรคของสตรีได้เพราะโรคของสตรีในสมัยโบราณถือเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างยิ่ง
โดยทั่วไปแล้ว หมอผู้ชายจะไม่ยอมตรวจรักษาให้และในหมู่บ้านก็ไม่มีหมอหญิง มีเพียงหญิงชราที่มีประสบการณ์หรือแม่นมที่ออกมาจากในวังเท่านั้นที่พอจะดูเป็น
แต่อย่างไรก็ตามพวกนางก็ร่ำเรียนวิชาแพทย์มาเพียงผิวเผินเท่านั้น
ถึงกระนั้น คนเช่นนี้ก็ยังมีน้อยยิ่ง
หากต้องการเชิญพวกนางมารักษาค่าใช้จ่ายก็จะแพงกว่าการไปหาหมอตามปกติ ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถจ่ายได้ ดังนั้นสตรีส่วนใหญ่จึงได้แต่ทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ
นางสามารถใช้ประโยชน์จากการเป็นหมอหญิงรักษาโรคของสตรีที่คนทั่วไปอับอายที่จะพูดถึง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองได้
ทำให้ผู้คนตระหนักว่าการมีหมอหญิงนั้นสะดวกสบายเพียงใดค่อยๆ ทำให้บุรุษยอมรับการมีตัวตนของนาง
หลังจากกลับมาถึงหมิงเฉ่าถังหมิงเป่าจูก็นั่งรออยู่ที่โต๊ะตรวจโรค ในใจก็แอบกลัวว่าสตรีผู้นั้นจะหลอกลวงเพียงเพื่อที่จะปลีกตัวจากไปหลังจากนั้นก็คงไม่มาอีก
แต่ไม่นานนัก นางก็มาจริงๆหมิงเป่าจูนั่งตัวตรงทันที ตั้งใจที่จะแสดงความเป็นมืออาชีพให้อีกฝ่ายได้ประจักษ์แก่สายตา