บทที่ 2 แย่งชิงหมอ
“ท่านแม่ ข้าได้ขัดขวางหมอของฉินหยวนไว้แล้ว ข้าว่าแม่นมหลินต้องร้อนใจจนแทบจะปีนกำแพงแล้วกระมัง อย่างนั้นพวกเราจับหมอผู้นี้ไว้ไม่ให้ไปที่นั่นเลยดีหรือไม่เ้าคะ?” ฉินอิงบุตรสาวของอนุหลี่โอบแขนผู้เป็แม่ไว้ แล้วใช้นิ้วหยิบอิงเถาลูกหนึ่งใส่ปาก
“แหวะ จริงสิ! อิงเถา*[1] พวกนี้มันเน่าแล้วไม่อร่อยเลย”
อนุหลี่ยื่นนิ้วเรียวออกไปเคาะหน้าผากของนางเบา ๆ ดวงตาเป็ประกายมีเสน่ห์อย่างยิ่ง “เ้านี่ช่างกินทิ้งกินขว้างเสียจริง ในจวนนี้มีผู้ใดบ้างที่มีวาสนาได้กินอิงเถาเช่นนี้ อิงเถาในฤดูหนาวไม่ใช่ของถูก ๆ นะ ท่านพ่อของเ้าต้องลำบากให้คนขนส่งมาจากแดนไกล เงินทองและแรงงานที่เสียไปนั้นประเมินค่าไม่ได้เชียว”
หลังจากพูดจบ อนุหลี่ก็แอบยิ้มอย่างพอใจ ในจวนแห่งนี้จะมีผู้ใดบ้างที่มีเกียรติเช่นนี้ มีเพียงนางผู้เดียวที่ทำได้ เมื่อนึกถึงสตรีคนอื่น ๆ ในจวนที่มีดวงตาแดงกล่ำด้วยความริษยา อนุหลี่ก็รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง สิ่งที่ถูกต้องที่สุดที่นางทำในชีวิตนี้คือการแต่งงานกับฉินจงเจิ้ง และยังสามารถควบคุมเขาไว้ในกำมือได้อย่างมั่นคง
“ข้าเจ็บนะ! ท่านแม่อย่าจิ้มหน้าผากข้าบ่อย ๆ สิ ถ้ามีรอยขึ้นมาจะทำอย่างไร” ฉินอิงทำปากยื่นไม่พอใจ
ในขณะนั้น ท่านหมอที่อยู่ภายในห้องกำลังเช็ดเหงื่อของเขาอย่างร้อนรน เขาไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี เนื่องจากเขาถูกเชิญมาให้รักษาอาการป่วยของบุตรสาวคนโตของฮูหยินเอก แต่เหตุใดตัวเขาถึงถูกพามาที่นี่และยังไม่ยอมให้กลับไป การต่อสู้ภายในจวนหลังใหญ่แห่งนี้เกี่ยวอะไรกับหมออย่างเขา ตนช่างโชคร้ายเสียจริง
“นายหญิง หากท่านรู้สึกไม่สบายประการใด ข้าขอตรวจชีพจรท่านเดี๋ยวนี้เลยได้หรือไม่?” ท่านหมอไม่อยากอยู่ที่นี่นานนัก จึงรีบเอ่ยออกมา
เมื่ออนุหลี่ได้ยินคำพูดของท่านหมอ นางจึงยื่นแขนออกมาอย่างเกียจคร้านพร้อมกับปิดปากหาว “เฮ้อ ท่านหมอช่างรีบร้อนอะไรเช่นนี้! เอาเถิด! ตรวจเสร็จแล้วก็รีบไปดูคุณหนูใหญ่เถิด! นางคงรอท่านอย่างใจจดใจจ่อแล้วกระมัง”
บัดนี้แม่นมหลินและชิงเหอเดินเร็วมาก ไม่นานพวกนางทั้งสองก็มาถึงเรือนหยก เมื่อเข้าไปด้านในก็เห็นท่านหมอกำลังจับชีพจรให้อนุหลี่อยู่พอดี ทำให้ความโกรธในใจเดือดพล่านขึ้นมาทันที แม่นมหลินบุกเข้าไปจนประตูห้องส่งเสียงดังโครมคราม
การที่พวกนางบุกเข้ามาอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้อนุหลี่และฉินอิงใเป็อย่างมาก แต่เมื่อเห็นว่าเป็พวกนางทั้งสองคน สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็โกรธเกรี้ยวในทันที
“พวกเ้าเป็อะไรกัน? ช่างบังอาจนัก! กล้าดีอย่างไรถึงไม่เคาะประตูแล้วบุกเข้ามาเช่นนี้ พวกเ้าอยากตายหรืออย่างไร!!” อนุหลี่ถามเสียงแข็งพร้อมกับจ้องตาเขม็ง
วันนี้แม่นมหลินตั้งใจมาเอาเื่และไม่คิดจะจบลงด้วยดี นางจึงหัวเราะเย้ยหยันอนุหลี่เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “อนุหลี่พูดจาน่าขันยิ่งนัก ถ้าหากจะว่ากันตามธรรมเนียมแล้ว ท่านก็ไม่ได้สูงส่งอะไรนักหรอก ท่านหมอที่พวกข้าเชิญมาก็เพื่อให้มาดูอาการของคุณหนู แต่ท่านกลับกล้ามาแย่งชิงไป ท่านเป็โรคร้ายอะไรงั้นหรือ?! เหตุใดถึงได้รีบร้อนอยากพบท่านหมอถึงเพียงนี้ ช่วยบอกให้ข้าฟังสักหน่อยเถิด ข้าจะได้หัวเราะให้หายอยาก”
เมื่ออนุหลี่ได้ยินคำพูดนั้นก็โกรธจนแทบกระอักเื ตลอดเวลาที่นางอยู่ที่นี่ ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดกับนางเช่นนี้มาก่อน ช่างบังอาจนัก! พวกเ้าคงไม่เคยให้ความสำคัญกับนางเลยอย่างนั้นสินะ คิดว่าเป็คนของเรือนใหญ่แล้วจะมีทำสิ่งใดก็ได้งั้นหรือ?
ฮูหยินของเรือนใหญ่ก็ยังถือศีลกินเจและสวดภาวนาอยู่ที่วัดมิใช่หรือ!
“ชิงเหอ เหตุใดเ้ายังยืนนิ่งอยู่ตรงนี้อีก? ยังไม่รีบพาท่านหมอไปอีก ช่างไม่รู้เื่จริง ๆ” แม่นมหลินมาครั้งนี้ด้วยความตั้งใจที่จะสละตัวเองเพื่อความถูกต้อง นางรู้ดีว่านายท่านรักนางจิ้งจอกเ้าเล่ห์ผู้นี้มากเพียงใด แต่คุณหนูของนางก็ไม่สามารถรอต่อไปได้อีกแล้วเช่นกัน
เมื่อชิงเหอได้ยินคำพูดของแม่นมหลินแล้ว นางก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไป ในฐานะที่เป็สาวใช้คนสนิทของคุณหนู นางต้องทำหน้าที่ให้สมกับความไว้วางใจที่คุณหนูมีให้ ตอนนี้เป็เวลาที่นางจะต้องลุกขึ้นสู้แล้ว ชิงเหอเดินไปข้าง ๆ ท่านหมอพร้อมด้วยรอยยิ้ม
“ท่านหมอ เชิญตามข้ามาทางนี้เถิด คุณหนูของข้ากำลังรอท่านอยู่เ้าค่ะ” ชิงเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพและนุ่มนวล
จากนั้นท่านหมอลุกขึ้นโดยไม่ลังเล เพราะจากที่เขาทราบมาคุณหนูใหญ่ดูเหมือนจะหมดสติมาหลายวันแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับศึกแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันภายในจวนหลังใหญ่แห่งนี้ ทว่าก็ยังรู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วร่าง เมื่อเห็นว่าผู้หญิงในเรือนนี้ดูเหมือนไม่เห็นคุณค่าของชีวิตผู้อื่นเลย สองแม่ลูกคู่นี้ช่างใจดำอำมหิตยิ่งนัก เขาในฐานะหมอถึงกับพูดไม่ออก
“เชิญเ้านำทางเถิด!” ท่านหมอหยิบกล่องยาบนพื้นขึ้นมาเตรียมจะเดินตามไป
เมื่อชิงเหอเห็นว่าท่านหมอไม่มีท่าทีลังเลนางก็รู้สึกโล่งใจ จากนั้นนางจึงหันไปยิ้มให้แม่นมหลิน แล้วพาท่านหมอไปที่เรือนของคุณหนูฉินหยวนทันที ท่านหมอที่เพิ่งเดินออกมาจากเรือนหยก เมื่อเขาเห็นสภาพเรือนที่ทรุดโทรมซึ่งเป็ที่ที่คุณหนูฉินอาศัยอยู่ เขาก็รู้สึกไม่คุ้นเคยเล็กน้อย
“อาการป่วยของคุณหนูเป็อย่างไรบ้าง? ตอนนี้ยังไม่ได้สติอีกหรือ?” ท่านหมอเร่งฝีเท้าตามชิงเหอไปพลางถามถึงอาการของฉินหยวน
ทันทีที่ชิงเหอได้ยินเขาเอ่ยถึงอาการป่วยของคุณหนูของตนเอง สีหน้าของนางก็ซีดลงไปทันที “เมื่อครู่นี้ตอนที่ข้ากับแม่นมหลินออกมา คุณหนูยังไม่ได้สติเลยเ้าค่ะ ท่านหมอ ท่านช่วยคุณหนูของข้าด้วยเถิด อย่าให้นางเป็อะไรไปเด็ดขาด!” เมื่อชิงเหอออกมา นางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอยู่บ้าง แต่ถึงแม้ตอนนี้คนในเรือนจะรู้สึกเสียใจและโทษตัวเองที่ดูแลคุณหนูไม่ดีมากเพียงใด มันก็สายไปเสียแล้ว
เมื่อท่านหมอเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของชิงเหอ ใจเขาก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นไปอีก สถานการณ์นี้คงจะร้ายแรงมากแล้วจริง ๆ
แต่เมื่อทั้งสองคนก้าวเข้ามาในห้อง ฉินหยวนที่เดิมทีควรจะนอนอยู่บนเตียงกลับนั่งพิงหลังอยู่กับขอบเตียง ส่วนสาวรับใช้หงอวี้กำลังป้อนน้ำอุ่นให้ฉินหยวนดื่ม
ทันทีที่ชิงเหอเห็นคุณหนูของตนเองฟื้นแล้ว นางก็อุทานออกมาด้วยความใแล้ววิ่งเข้าไปหาโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนเองทันที
“ฮือฮือ คุณหนูฟื้นแล้ว ท่านทำให้ข้าใเสียแทบแย่” ชิงเหอร้องไห้น้ำตาไหลพราก ใบหน้าของนางเผยทั้งรอยยิ้มและน้ำตาปะปนกันไปหมด
ความจริงแล้ว ฉินหยวนก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่า เมื่อนางลืมตาขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เห็นนั้นจะเป็ภาพที่แสนคุ้นเคยถึงเพียงนี้ นางเคยคิดว่าตัวเองอาจกลายเป็ิญญาล่องลอยอยู่ในโลกนี้ แต่บางทีอาจเพราะความไม่ยอมแพ้ของนางนั้นแรงกล้ามาก จึงทำให้์ให้โอกาสนางได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ในห้วงเวลานั้นนางคิดจริง ๆ ว่าตัวเองกำลังฝัน แต่ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ความฝัน นางได้กลับมาตอนอายุสิบสองปีจริง ๆ จุดเปลี่ยนแรกของชีวิต ถ้าหากนางไม่ตื่นขึ้นมาตอนนี้ บางทีอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้าต่อให้นางฟื้นขึ้นมาก็คงเป็ใบ้ไปแล้ว ในชาติก่อนนางเป็ใบ้ถึงสามปีเพราะพิษไข้หลังจากตกน้ำ จนกระทั่งท่านแม่ตามท่านหมอผู้มีชื่อเสียงมารักษาจนหาย
แต่ถึงแม้ว่าเสียงของนางจะได้รับการรักษาจนหายดีแล้ว แต่มันก็ไม่เหมือนเสียงของหญิงสาวทั่วไปที่ไพเราะและอ่อนหวาน เนื่องจากเส้นเสียงของนางถูกทำลายไปแล้ว จึงทำให้เสียงที่นางเปล่งออกมานั้นแหบและห้าวราวกับมีดที่ลับกับหิน ถึงแม้จะไม่ถึงกับทำให้รู้สึกไม่สบายหู แต่คนฟังก็อดไม่ได้ที่จะมองนางด้วยสายตาแปลก ๆ และยิ่งไปกว่านั้น ชายหนุ่มคนใดจะอยากแต่งงานกับหญิงสาวที่มีเสียงเช่นนี้
“อืม ข้าตื่นแล้ว นี่คือท่านหมอที่พวกเ้าเชิญมาหรือ?” ฉินหยวนยังไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงมากนัก นางจึงฝืนยิ้มให้ชิงเหออย่างอ่อนแรง และถึงแม้ว่านางจะดื่มน้ำไปแล้วแต่น้ำเสียงก็ยังคงแหบแห้งอยู่ราวกับมีทรายติดอยู่ในลำคอ
เมื่อชิงเหอได้ยินคำถามของคุณหนู ก็รีบเช็ดน้ำตาแล้วตอบว่า “ตอนนี้แม่นมหลินอยู่ที่เรือนของอนุหลี่เ้าค่ะ เพราะอนุหลี่แย่งตัวท่านหมอที่พวกเราเชิญมาให้คุณหนู ดังนั้นแม่นมหลินจึงพาข้าไปพาท่านหมอมาที่นี่เ้าค่ะ”
[1] อิงเถา คือเชอร์รี่