พอเปิดรายการมา ภารกิจแรกที่ทั้งสามคนต้องทำคือเดินสำรวจภายในตึกแห่งนี้ ซึ่งเพียงแค่ก้าวเท้าเข้าไปกลิ่นอับชื้นของไม้ผุ และฝุ่นเก่าลอยคลุ้ง พื้นกระเบื้องแตกร้าว บางแผ่นหลุดหายไป เผยให้เห็นโพรงมืดด้านล่าง บันไดคอนกรีตทอดขึ้นสู่ชั้นสองอย่างคดเคี้ยว ราวเหล็กเย็นเฉียบและเหนียวหนึบด้วยคราบฝุ่น ทุกครั้งที่เหยียบขั้นบันได เสียง “เอี๊ยด…” แ่เบาจะดังสะท้อนขึ้นไปถึงชั้นบนสุด
ชั้นสองเต็มไปด้วยห้องว่างเปล่า ประตูไม้บางบานเปิดอ้า บางบานปิดครึ่ง ๆ เหมือนกำลังชะโงกหน้ามองจากด้านใน วอลล์เปเปอร์ลอกเป็แผ่นห้อยย้อยเหมือนิัที่กำลังหลุดร่อน ลมพัดลอดหน้าต่างแตก ทำให้มันพลิ้วไหวอย่างเชื่องช้า
ส่วนชั้นสาม…เงียบผิดปกติ เงามืดทาบทับทุกมุมห้อง แม้แต่แสงจันทร์ยังดูเหมือนไม่กล้าเล็ดลอดเข้าไป เพดานบางจุดพังถล่ม เหลือช่องโหว่ที่มองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่ความมืดด้านในกลับดูหนาทึบกว่าเบื้องบนหลายเท่า
บางครั้ง…เมื่อยืนนิ่งพอ เสียงบางอย่างจะดังแว่วมา คล้ายฝีเท้าเบา ๆ จากชั้นบน ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และในเงามืดปลายทางเดินนั้น ราวกับมีบางสิ่งกำลังยืนมองอยู่เงียบ ๆ
น้ำฝน กับรุ้งลดาดูจะมีความกลัว ผสมกับความหวาดระแวงพอสมควร ซึ่งนั้นนับว่าดีกับรายการเลยทีเดียว ทว่า...ผิดกับ เอกยิ่งนักเขาดูจะนิ่งเฉยกับทุกอย่างไม่ว่าจะเสียง หรือความมืด
“เอาไงครับพี่ ดูเหมือนน้องผู้ชายจะไม่มีอารมณ์ร่วมกับรายการเลย” เสียงของผู้ช่วยคนหนึ่งเอ่ยถาม ชายที่กำลังนั่งดูมอนิเตอร์อยู่
“ก็ไม่แปลกนะที่เด็กสมัยนี้จะไม่เชื่อเื่ผี สิ่งลี้ลับ แต่จะว่าไปแบบนี้ก็ไม่เลว”
“ไม่เลวยังไง ผมงง?”
“ภารกิจต่อไป อาสาสมัครทั้งสามจะต้องแยกย้ายกันนั่งอยู่ตามแต่ล่ะชั้นเพียงลำพังใช่ไหม? งั้นพี่จะให้เ้าหนุ่มนี้ไปนั่งชั้นสาม ชั้นที่เคยมีข่าวลือว่าเคยมีคนตาย ให้เขานั่งพร้อมกับะโลบหลู่เสียงดัง ๆ”
“จะ...จะดีเหรอพี่ทำแบบนี้”
“ดีสิวะ รายการมันต้องมีคนแบบนี้แหละ เทปนี้ออนแอร์เมื่อไรจะได้เป็กระแส มันไม่มีอะไรหรอก มึงไม่ต้องคิดมาก กูถามหน่อยทำมากี่ร้อยเทปเคยเจอดี เจอของจริงสักครั้งป่ะ...ไม่มี จะเงาเอ่ย จะเสียงเอ่ยแม่งหลอนกันทั้งนั้นแหละ”
“กะ...ก็จริงของพี่ งั้นก็ตามนั้น”
พอสองทีมงานตกลงกันได้ ก็เป็เวลาที่อาสาสมัครจากทางบ้านเดินออกมาจากตึกร้างพอดี
“โอเคครับ ทุกคนทำได้ดี งั้นพักสักห้านาทีนะครับ ก่อนจะเริ่มทำภารกิจที่สอง”
ทั้งสามคนเดินไปนั่งพัก ณ บริเวณที่ทีมงานเตรียมไว้ให้ และพอพักจนหายเหนื่อยโปรดิวเซอร์รายการก็มาแจ้งให้ทราบถึงภารกิจสุดท้ายในคืนนี้ที่พวกเขาจะต้องทำ...
...
“เข้าใจกันดีแล้วนะครับคุณฝนต้องไปนั่งที่ชั้นหนึ่งของอาคารคนเดียวสิบนาที คุณดาชั้นสอง ส่วนน้องเอกชั้นสาม แล้วก็ทำตามที่เราคุยกันะ”
“ได้เลยครับ ของชอบเลยให้ผมทำแบบนั้น” เอกยิ้มกว้างด้วยความมั่นอกมั่นใจ ซึ่งฝน กับรุ้งลดาก็เตือนเขาอย่าพูดแรงเกินไปนัก ซึ่งเอกก็แกล้งพยักหน้าส่ง ๆ ส่วนในใจนั้นกะจะจัดหนักจัดเต็ม
หลังจากนั้นทั้งสามก็เดินกลับเข้าไปในตึกร้างพร้อมเทียนคนล่ะหนึ่งเล่ม ฝนเดินมานั่งลงในความมืดพร้อมตั้งเทียนไว้ตรงหน้า รุ้งลดาเดินขึ้นไปชั้นสองก่อนจะทำแบบเดียวกัน ทั้งสองดูจะมีความกลัวฉายชัดบนใบหน้ามากกว่าครั้งแรกที่เข้ามากับทีมงานมากโข ส่วนเอกนั้น...ไม่ได้รู้สึกรู้สาแต่อย่างใด เขาเดินสบาย ๆ ขึ้นไปที่ชั้น 3 ก่อนวางเทียนไว้ตรงหน้า และนั่งลง จากนั้นเสียงวิทยุที่ทั้งสามพกติดตัวไปด้วยก็ดังขึ้น
“จะเริ่มจับเวลาแล้วนะครับ พวกคุณสามารถนั่งจนครบสิบนาที หรือจะออกมาก่อนกำหนดได้ทุกเมื่อถ้าได้ยินเสียงแปลก ๆ หรือรู้สึกไม่ดี”
“ระ....รับทราบค่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
“ไม่ห่วงครับนานกว่าสิบนาทีผมก็นั่งไหว” เอกตอบวิทยุด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มที่ จากนั้นภารกิจของพวกเขาก็เริ่มขึ้น
...บรรยายภายในตึกร้างเงียบสงัดน่าขนลุก นาน ๆ ครั้งจะเสียง กรอกแกรก ดังขึ้นมาสักครั้ง ไม่มีใครรู้ว่านั้นเป็เสียง หนู แมลง หรือเสียงของบางสิ่งที่ไม่มีตัวตนกันแน่ อากาศรอบตัวเย็นะเืชวนเสียวสันหลังเป็ที่สุด
เวลาดำเนินไปอย่างเชื่องช้าเนิบนาบ ภาพภายในมอนิเตอร์ตัวแรกคือ น้ำฝน เธอนั่งตัวสั่นตลอดเวลา ได้ยินเสียงแปลก ๆ ทีก็พลันหันซ้ายหันขวาด้วยความระแหง มอนิเตอร์ตัวสองคือ รุ้งลดา เธอดูนิ่งกว่าพี่สาวพอสมควร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ความหวาดกลัวในแววตา และมอนิเตอร์ตัวที่สาม...เ้าเอก เด็กหนุ่มนั่งหาวหวอด ใบหน้าดูเบื่อหน่ายแถมไร้ความกลัวใด ๆ
จนเวลาผ่านไปราว ๆ ห้านาที เื่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!!
ตึง!! เกิดเสียงดังคล้ายมีของอะไรตกลงมาด้านหลังของรุ้งลดา หญิงสาวถึงกับพลันสะดุ้งโหยง พร้อมหันขวับไปมองในความมืด จากนั้นทุกอย่างก็เงียบสนิท... ขนทั่วร่างของรุ้งลดาลุกชูชัน ั์ตาดำหดเล็กลงด้วยความตื่นกลัว ก่อนที่เสียงกรีดร้องของเธอจะดังลั่น กรี๊ด.......ดดดดดดดดดด!!!! ทีมงานหลายคนตรงดิ่งเข้าหาเธอทันที น้ำฝนที่นั่งอยู่ชั้นหนึ่งก็พลอยใไปด้วย
เสียงใครร้อง? น้าดาเหรอ? สงสัยโดนทีมงานแกล้งล่ะมั้ง เอ่อ...งั้นคงได้เวลาแล้วมั้ง จัดเลยแล้วกัน จะได้จบ ๆ จะได้กลับบ้านสักที
“โอยยยย...ยยย เบื่อว้อยยย....ยย!!! นั่งมาตั้งนานไม่เห็นมีส้นตีนอะไรเลย ถ้าที่นี่มีผี มีิญญา มีสัมภเวสีจริง ออกมาให้เห็นหน่อยดิวะ อยากเจออ่ะ อยากโดนหลอก อยากกลัว อยากขนลุก ออกมาดิ!”
“......” เอกนิ่งเงียบเพื่อรอว่ามีอะไรจะเกิดขึ้นอยู่ราว ๆ 1 นาที แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“โด่ เอ๊ย!! ไม่ยอมออกมาสินะ ผีอย่างพวกมึงแม่งกระจอกฉิบหาย พอ ๆ กูทำแล้ว โคตรไร้สาระ”
เอกโวยวายเสียงดัง พร้อมถ้อยคำหยาบคาย ลบหลู่สถานที่ตรงนั้นแบบสุด ๆ ก่อนที่เขาจะคว้าเทียน เดินลงมาจากชั้นสามอย่างสบาย ๆ ก่อนจะออกไปนอกอาคารในที่สุด
เมื่อออกมาก็พบรุ้งลดาน้าสาวนั่งร้องไห้ตัวสั่นระริกอยู่ในอ้อมกอดของน้ำฝนผู้เป็มารดา เอกเห็นแบบนั้นเลยเดินไปหาโปรดิวเซอร์รายการ แล้วกระซิบถามว่า
“พี่ ๆ แกล้งน้าผมหนักไปหน่อยป่าว ดูดิร้องไห้ใหญ่เลย”
“นิดหน่อยน่าน้อง เพื่อความสมจริง เทปก่อน ๆ หนักกว่านี้เยอะ ว่าแต่น้องนั่นแหละเมื่อกี้ทำดีมากนะ จัดชุดใหญ่ไฟกะพริบเลยดีมาก”
“ขอบคุณครับพอดี นั่งนานมันเมื่อยเลยขอระบายหน่อย”
“โอเคงั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว น้อง กับคุณแม่แล้วก็น้าสาว ขึ้นรถตู้เตรียมกลับบ้านเถอะ”
“ครับพี่” เอกยิ้มกว้างพร้อมพยักหน้า จากนั้นเขาก็เดินไปหาน้ำฝน และรุ้งลดา เพื่อที่จะบอกให้พวกเธอไปขึ้นรถ
ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงด้วยดี แต่ทว่า...ในขณะที่รถตู้เคลื่อนตัวออกจากบริเวณสถานที่ถ่ายทำรายการ ทุกคนไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า ยามนี้บนหน้าต่างชั้น 3 ได้มีเงาร่างสีดำของใครคนหนึ่งกำลังยืนจ้องอยู่ด้วยแววตาที่ดูโกรธเกรี้ยวเอามาก ๆ
จบตอน