บทที่ 16 ตกอยู่ในอันตราย (รีไรต์)
คำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวาทำให้ทั้งตระกูลฉินตกอยู่ในอันตราย
อย่างที่รู้กันดีว่าภัยแล้งกินเวลานานสามปี ผืนดินแตกระแหง ข้าวในนาแทบจะไม่ได้ผลผลิต
พืชพันธุ์สีเขียวบนูเาก็ถูกกินจนหมดสิ้น
ท่ามกลางผู้อพยพ มีผู้คนจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการขาดแคลนอาหารและน้ำมาหลายวันแล้ว
บางคนล้มลงขณะเดินทาง และไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกเลย
สาเหตุที่พวกเขาทราบเส้นทางลัดสู่อำเภอจี้โจว ก็เนื่องจากตอนพ่อเฒ่าฉินยังมีชีวิตอยู่ เขามักเดินทางไปยังเมืองหลวงเป็ประจำ จึงได้บุกเบิกเส้นทางลัดนี้ขึ้นมา
คำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวาเปรียบเสมือนความหวังที่ถูกจุดขึ้นในใจของเหล่าผู้อพยพ
อาหาร!
เพียงมีอาหารประทังชีวิต ผู้คนเหล่านี้ก็สามารถเดินไปถึงเมืองหลวงได้
เพียงไปถึงเมืองหลวง ก็จะมีชีวิตรอด
สายตาที่มองครอบครัวตระกูลฉินจึงดุร้ายยิ่งขึ้น
เพื่อความอยู่รอด พวกเขาไม่สนว่าจะต้องฆ่าคนกี่คน
“พวกเ้าคิดจะทำอะไร! ถอยไปให้หมด มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าหยาบคาย!”
ในฐานะบุรุษที่มีกำลังแข็งแกร่งที่สุดในครอบครัว ฉินเหล่าซื่อะโออกมาพร้อมกับชูขวาน
“หากเข้ามาอีก อย่าหาว่ามีดของข้าไม่ปรานี!” ฉินเหล่าซานก็ชูมีดยืนเคียงข้างน้องชาย เอ่ยปากอย่างเกรี้ยวกราดเช่นกัน
บนมีดของฉินเหล่าซาน ยังมีคราบเืติดอยู่
เป็มีดที่ฉินเหล่าซื่อเพิ่งใช้ฆ่าคน เืบนนั้นยังไม่ทันได้เช็ด
พวกเขาไม่สนใจหรอก ถ้าจะต้องให้มีดเล่มนี้เปื้อนเือีกครั้ง
ฉินลิ่งอวี่และน้อง ๆ อีกสี่คนยืนอยู่ข้างกายผู้เป็อาย ถึงแม้พวกเขาจะตัวเล็ก แต่มีดสั้นในมือของพวกเขากลับเปล่งประกายวาววับน่ากลัว!
ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาสตรีในตระกูลฉินก็ไม่ใช่ผู้ใดจะรังแกได้ง่าย ๆ แม่เฒ่าฉินปกป้องฉินเยาเยาและสวี่ซิ่วอิงไว้เื้ั
สือไห่ถังวางถุงมันเทศไว้ด้านหลัง นางกับแม่เฒ่าฉินต่างถือมีดสั้นไว้ จ้องมองคนเ่าั้อย่างดุร้าย
เสบียงอาหารเปรียบเสมือนชีวิตของพวกนาง หากผู้ใดบังอาจมาแย่งชิง พวกนางย่อมต้องต่อสู้จนสิ้นลมหายใจ
เดิมทีแม่เฒ่าฉินคิดว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงอำเภอจี้โจวแล้ว ยอมมอบมันเทศครึ่งถุงให้พวกเขาไปเสีย ดีกว่าให้หลาน ๆ ของตนได้รับาเ็
แต่พอเห็นแววตาละโมบของคนเ่าั้ สายตาที่พวกเขามองมายังหลานสาวตัวน้อย ทำให้นางล้มเลิกความคิดนั้น
เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน ทำให้นางรู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้!
คนพวกนี้สิ้นสติไปแล้ว ในสายตาพวกเขา ครอบครัวของนางคงไม่ต่างอะไรกับอาหารประทังชีวิต
ต่อให้มอบเสบียงอาหารให้ไป พวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยครอบครัวของนางไปอย่างแน่นอน
แม่เฒ่าฉินจึงเตรียมตัวต่อสู้สุดชีวิตอีกครั้ง
สวี่ซิ่วอิงที่อยู่ด้านหลัง มือหนึ่งอุ้มฉินเยาเยา อีกมือหนึ่งก็ถือท่อนไม้
แววตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
คนพวกนี้อยากจะแย่งลูกสาวของนางอีกแล้ว
ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวา ตัวต้นเหตุของเื่ราวนี้ ได้หายตัวไปแล้ว
ฉินเยาเยาก็ร้อนใจเช่นกัน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาตำหนิเฝิงเสี่ยวฮวา
ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากกว่า ประมาณหนึ่งร้อยกว่าคน
ส่วนครอบครัวของนาง มีแต่คนแก่ เด็ก ผู้ชายที่เป็ผู้ใหญ่มีแค่สามคน บวกกับฉินลิ่งอวี่ที่อายุสิบเอ็ดขวบ
ไม่ว่าจะเป็จำนวนคนหรือกำลังโดยรวม พวกเราก็เสียเปรียบ อีกทั้งคนพวกนั้นขาดสติไปแล้ว ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ร้าย
เห็นได้ชัดว่านี่เป็การพนัน หากชนะ พวกเราก็จะรอดชีวิต แต่ถ้าแพ้ พวกเราก็จะกลายเป็อาหารในท้องของพวกเขา
แท้จริงแล้ว การจะจัดการกับคนเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง ในมิติของฉินเยาเยานั้น มีะเิก๊าซพิษ ยาพิษสูตรใหม่ รวมไปถึงปืนกลอยู่มากมาย
หากนำออกมาใช้ ก็คงเป็เื่ง่ายดายยิ่งนัก
ทว่าตอนนี้ นางทำแบบนั้นไม่ได้
อันตรายเกินไป หากควบคุมไม่ดี คนในครอบครัวอาจได้รับอันตรายไปด้วย
พวกคนเสียสติไม่ได้ให้เวลาฉินเยาเยาได้ครุ่นคิดนาน ผู้คนเ่าั้กรูกันเข้ามาทันที
ดูจากท่าทางแล้ว คนเหล่านี้คงหวังจะฉีกกระชากคนตระกูลฉินให้เป็ชิ้น ๆ เป็แน่
ฉินเหล่าซื่อถือมีดวิ่งเข้าใส่เป็คนแรก เขาพุ่งเข้าใส่อย่างไม่เกรงกลัว เพียงแค่สะบัดข้อมือก็ปลิดชีพคนเบื้องหน้าได้ในพริบตา
ฉับ!
เพียงชั่วพริบตา ศีรษะของคนผู้นั้นก็หลุดออกจากบ่า
ฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินเหล่าซานก็ตามมาติด ๆ พวกเขาจัดการศัตรูอย่างโเี้ ไม่มีลังเลแม้แต่น้อย
พวกเขาเคยฆ่าคนมาก่อน ครานี้ได้กลิ่นคาวเืก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง ลงมืออย่างโเี้ยิ่งขึ้น
ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานตามติดมาติด ๆ จัดการศัตรูคนแล้วคนเล่าอย่างไม่ปรานี พวกเขาเคยฆ่าคนมาก่อนแล้ว คราวนี้เมื่อได้กลิ่นคาวเื ทั้งร่างก็เดือดพล่านขึ้นมา
“ไสหัวไปให้หมด!”
เสียงเย็นเยียบของฉินเหล่าซื่อแฝงไปด้วยความกระหายเื ราวกับปีศาจที่คลานขึ้นมาจากนรก
ท่าทางของเขาน่าเกรงขาม เพียงแค่มองก็ทำให้ขาแข้งอ่อนปวกเปียก
ความกล้าที่เกิดจากความบ้าคลั่งเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา
พวกเขาต่างถอยหลัง พากันวิ่งหนีกันอุตลุด เหลือไว้เพียงศพไร้ศีรษะสามร่างที่ไม่มีใครสนใจ
“ภรรยา ท่านแม่ พวกท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่”
ฉินเหล่าซื่อหันไปมองภรรยาของตน เกรงว่าจะทำให้พวกนางใ
ว้าว ท่านพ่อเก่งจังเลย
ฉินเยาเยาที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด มองท่านพ่อของนางด้วยดวงตาเป็ประกาย
ฉินเยาเยารู้ว่าพ่อของนางดุร้ายกว่าคนทั่วไป แต่ไม่เคยรู้ว่าจะดุร้ายถึงเพียงนี้ เพียงดาบเดียวก็พรากชีวิตคนไปได้ ไม่เหมือนชาวนาธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
“แอ้”
ฉินเยาเยาพยายามเอื้อมมือน้อย ๆ ไปทางพ่อ นางอยากจะหอมแก้มบิดาผู้กล้าหาญของนางเหลือเกิน
นางชอบพ่อคนนี้!
“โอ้ ลูกสาวที่รักของพ่อ เ้าใหรือไม่”
ฉินเหล่าซื่อเหน็บมีดพร้าไว้ด้านหลัง เขาเช็ดมือกับเสื้อผ้าอย่างสองสามที ก่อนจะยื่นมือรับลูกสาว แล้วหอมแก้มขาวนุ่มของนาง
ฉินเยาเยาถูกเคราของฉินเหล่าซื่อทำให้จั๊กจี้จนหัวเราะคิกคัก
“พอแล้ว ๆ ๆ อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย รีบเร่งเดินทางเข้าเมืองให้เร็วที่สุด”
แม่เฒ่าฉินมองท้องฟ้าที่เปลี่ยนสี แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้ารู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่ในใจ”
แต่ละคนรับคำแล้วแบกข้าวของเดินออกไป
ฉินลิ่งอวี่มองแม่เฒ่าฉินท่าทางอึกอัก ริมฝีปากขยับเล็กน้อยราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปาก
แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางของเขาเช่นนั้นก็เข้าใจดี ถ้าไม่มีใครพูดออกมา นางก็จะไม่เอ่ยปาก
สุดท้ายฉินลิ่งอวี่ก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“ท่านย่า ท่านแม่ของข้า…”
“ลิ่งอวี่ เ้าก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้ร้ายแรงเพียงใด ข้าไม่กล้ารับรองว่าหากพวกเราอยู่ที่นี่ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นพวกเราต้องรีบเข้าไปขอความคุ้มครองที่อำเภอจี้โจวโดยเร็วที่สุด” แม่เฒ่าฉินพูดตัดบท
“ส่วนแม่ของเ้า นางอาจจะรออยู่ที่อำเภอจี้โจวแล้วก็ได้ เพราะนางออกเดินทางก่อนพวกเราไม่ใช่หรือ”
ฉินลิ่งอวี่ได้ยินคำพูดของท่านย่าแล้วก็ตอบรับหนึ่งเสียง เขาไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจรู้สึกอึดอัดและกังวล
ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็เป็แม่แท้ ๆ ของเขา ท่านย่าพูดเช่นนี้ชัดเจน เขาก็ต้องยอมรับ แม้แต่พ่อของเขาก็ไม่ถามถึงมารดาสักคำ
ระหว่างทาง ผู้อพยพยิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ลางสังหรณ์ในใจของแม่เฒ่าฉินยิ่งรุนแรงขึ้น
“เหล่าซื่อ เอามันเทศที่เหลืออีกครึ่งกระสอบไปแลกรถสักคัน”
คำพูดของแม่เฒ่าฉินทำให้คนอื่น ๆ ต่างตะลึง มองแม่เฒ่าฉินอย่างไม่อยากเชื่อ
เสบียงอาหารคือความหวังในการมีชีวิตรอดของพวกเขา เหตุใดจึงใช้เสบียงที่เหลือน้อยนิดไปแลกรถที่แทบไม่มีประโยชน์เลย
“ท่านแม่ หากท่านเหนื่อย ข้าสามารถแบกท่านได้ ไม่จำเป็ต้องสิ้นเปลืองเสบียงเลย”
ฉินเหล่าซื่อเอ่ยปากพร้อมทั้งสีหน้าไม่เห็นด้วย
เขามีแรงมากพอที่จะแบกผู้เป็แม่ได้สบาย ๆ ดังนั้นไม่จำเป็ต้องสิ้นเปลืองเสบียงเลย
แม่เฒ่าฉินเอ่ยเสียงดุดัน “ทำตามที่ข้าบอก รีบไปเถอะอย่าพูดมาก เราจำเป็ต้องไปถึงอำเภอจี้โจวก่อนฟ้ามืด”
ฉินเหล่าซื่อไม่มีทางเลือก จำต้องทำตามคำสั่งของแม่เฒ่าฉินไปสอบถามผู้คนที่มีรถเข็นริมทาง
ไม่นานนัก
ฉินเหล่าซื่อกลับมาพร้อมรถเข็นที่แทบจะพังอยู่แล้ว เขาแลกมาด้วยเสบียงครึ่งถุง
แม่เฒ่าฉินไม่พูดพร่ำทำเพลง สั่งให้สวี่ซิ่วอิงอุ้มฉินเยาเยาขึ้นรถเข็นไปพร้อมกับเด็กคนอื่น ๆ
ฉินเหล่าซื่อลากรถอยู่ด้านหน้า พวกเขาช่วยกันผลักด้านหลัง เร่งฝีเท้าอย่างเร็วที่สุดมุ่งหน้าสู่อำเภอจี้โจว
แม่เฒ่าฉินรู้ว่าพวกเขาล้วนมีความขุ่นเคืองในใจ แต่นางจำเป็ต้องทำเช่นนี้
ภายใต้คำสั่งอันเด็ดขาดของแม่เฒ่าฉิน ฉินเหล่าซื่อและพี่น้องผลัดกันลากรถโดยไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อย
ในที่สุด พวกเขาก็ทิ้งห่างผู้อพยพคนอื่นที่เดินทางมาด้วยกันไว้ข้างหลัง
ไม่นานป้ายอำเภอจี้โจวก็ปรากฏแก่สายตาของเขา