เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 บทที่ 32 เส้นทางศัตรูแคบ

            ม่านสีขาวปกคลุมจวนสกุลไป๋ที่ยิ่งใหญ่อย่างรวดเร็ว

            นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ไม่อะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนักทุกคนยังคงทำในสิ่งที่ควรทำ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            การตายของไป๋เซี่ยเหอนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับจวนสกุลไป๋

            พระจันทร์สีเงินแขวนอยู่สูงเงาแมกไม้ร่ายรำ

            ณ เรือนสุ่ยฉิง

            เนื่องจากเจ้านายได้‘ตาย’ ไปแล้ว

            ดังนั้นบ่าวรับใช้ที่เหลือจึงแยกย้ายกันไปรอการจัดสรรงานใหม่

            ภายในห้องเงียบสงัด

            เงาสายหนึ่งค้อมตัวเข้าไปสำรวจภายในห้องอย่างลับๆล่อๆ

            ริมฝีปากของคนบนเตียงหมองคล้ำเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าใกล้จะสิ้นชีพแล้ว

            หลังจากฝูเอ๋อร์ใช้อีกมือปิดประตูหน้าต่างอย่างแผ่วเบานางก็ยืดหลังตรง จากนั้นยกชามยาที่ซ่อนไว้ในอ้อมแขนขึ้นมา

            นางเดินมาข้างเตียง น้ำตาร่วงหล่นราวกับลูกปัดที่หลุดออกจากสร้อยมันไหลรินลงมาไม่ขาดสาย

            “อย่าได้ทำผิดพลาดเป็นอันขาด!”

            ฝูเอ๋อร์หวนนึกถึงคำกล่าวของคุณหนูตอนที่คุณหนูบอกแผนการให้นางฟัง นางตกใจเสียจนเป็นลมไปเดี๋ยวนั้น

            นี่เป็นการเดิมพันด้วยชีวิตอย่างแท้จริง

            ฝูเอ๋อร์รู้สึกว่าแผนการนี้อันตรายเกินไปแล้ว

            ทว่าสุดท้ายแล้วนางก็ขัดความดื้อดึงของคุณหนูไม่ได้!

            เพียงหวังว่ายาชามนี้ที่คุณหนูทิ้งไว้จะยอดเยี่ยมปานนั้นจริงๆ!

            ฝูเอ๋อร์ประคองร่างอันบอบบางของไป๋เซี่ยเหอขึ้นมาด้วยความระมัดระวังจากนั้นก็ป้อนยาเข้าไปในปากของไป๋เซี่ยเหอจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว

            “ฮูหยิน ท่านต้องคุ้มครองคุณหนูนะเจ้าคะขอให้สมุดบันทึกของท่านอย่าได้หลอกลวงบุตรสาวของท่านเลยเจ้าค่ะ!”

            จนกระทั่งหลังเที่ยงคืน

            ไป๋เซี่ยเหอค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นนางประคองฝูเอ๋อร์ที่ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงมาไว้บนเตียง

            เนื่องจากความเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณบาดแผลบนข้อมือแค่ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้หน้าผากของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว

            ต่อมานางได้นำร่างของตัวแทนที่เตรียมไว้ใต้เตียงมาวางไว้บนเตียงก่อนจะหมุนกายจากไป

            เป็นดังคาด

            ไม่นานนางก็กลายร่างเป็นจิ้งจอกบริเวณมุมหนึ่งของจวนสกุลไป๋

            ไป๋เซี่ยเหอสะบัดขนอย่างอับจนหนทางเล็กน้อย

            เห็นได้ชัดว่าโลหิตจิ้งจอกหิมะนั้นแก้ได้สารพัดพิษส่วนตัวนางเองก็ร้อยพิษไม่กล้ำกราย ทว่านางดันเป็นเพียงลูกจิ้งจอกเท่านั้น!

            โชคดีที่นางมีแผนสำรองไม่อย่างนั้นคราวนี้คงแย่แน่

            หลังผ่านไปครึ่งถ้วยชา

            จิ้งจอกน้อยยืนอยู่ใต้กำแพงที่สูงตระหง่านผ่านไปครู่เดียวไป๋เซี่ยเหอก็ชะงักงันนึกไม่ถึงว่านางจะเดินมาที่จวนเซ่อเจิ้งอ๋องอีกคราอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

            เมื่อก่อนนี้เพียงออกแรงเล็กน้อยก็สามารถข้ามกำแพงได้แล้วไม่รู้ว่าเหตุใดวันนี้ถึงได้รู้สึกว่ามันสูงเป็นพิเศษ

            ราวกับไม่ว่านางจะพยายามอย่างไรก็ข้ามไปไม่ได้

            จิ้งจอกน้อยรู้สึกหงุดหงิดก่อนจะใช้อุ้งเท้าสีขาวที่มีขนปุกปุยขยี้เส้นขนสีขาวบนตัวจนยุ่งเหยิงอย่างอดไม่ไหว

            ที่นี่ไม่ใช่ที่พักพิงของนางอีกต่อไป

            เมื่อกำลังจะหันหลังจากไป

            จู่ๆ สี่เท้าก็ลอยอยู่กลางอากาศ

            นางถูกใครบางคนหิ้วขึ้นมา

            “เป็นเจ้าจริงด้วยเดรัจฉานสมควรตาย ในที่สุดข้าก็จับเจ้าได้แล้ว” ใบหน้าที่ประทินโฉมอย่างงดงามดูบิดเบี้ยวทำลายความงามจนสิ้น

            ไม่ใช่ฉินจิ่นยวนแล้วจะเป็นใคร

            เส้นทางศัตรูแคบจริงๆ

            โอ้ ไม่สิ

            ครั้งนี้นางยื่นศีรษะให้อีกฝ่ายเองต่างหาก

            เมื่อเห็นองครักษ์หกเจ็ดคนที่ติดตามอยู่ข้างหลังอีกฝ่ายจิ้งจอกน้อยก็ล้มเลิกความคิดที่จะหนีทันที

            มีคนคุ้มกันมากมายปานนี้นางจะหนีไปไหนได้?

            เมื่อฉินจิ่นยวนเห็นว่าจิ้งจอกน้อยไม่ขัดขืนใบหน้าจึงเต็มไปด้วยความพึงพอใจนับตั้งแต่ครั้งก่อนที่นางถูกเดรัจฉานตัวนี้ทำให้บาดเจ็บ นางก็ไม่ออกไปไหนเลย ขนาดวันนี้นางก็ยังคลุมหน้าด้วยผ้าไหมแม้ว่ารอยแผลจะจางลงแล้ว ทว่ายังไม่หายไปอย่างสมบูรณ์

            ความแค้นที่โดนทำลายรูปโฉมจะต้องสิ้นสุดในวันนี้!

            หลังจากมัดเท้าและคอของจิ้งจอกน้อยเอาไว้แล้วฉินจิ่นยวนก็นำตัวมันไปที่ป่าเมื่อครั้งก่อน

            ดังสุภาษิตที่ว่าหกล้มที่ไหนให้ลุกขึ้นยืนที่นั่น

            ในเมื่อนางถูกจิ้งจอกน้อยทำร้ายที่นี่เช่นนั้นวันนี้นางก็ต้องถลกหนังของจิ้งจอกตัวนี้มาทำอาภรณ์เลาะเส้นเอ็นมาทำเป็นเชือก เอาเนื้อและกระดูกไปโยนให้สุนัขกิน ณ ที่แห่งนี้!

            “หนีสิ เจ้าหนีไปอีกสิ!”

            ฉินจิ่นยวนเลิกคิ้วจ้องมองจิ้งจอกที่นอนหมอบอยู่ใต้ฝ่าเท้าด้วยความหยิ่งผยอง

            จิ้งจอกน้อยถูกเตะกี่ครั้งไม่อาจทราบได้ทั้งสรรพางค์กายไม่มีจุดใดที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ เลือดสดๆ ไหลนองปาก

            เดิมทีก่อนหน้านี้ไป๋เซี่ยเหอก็เสียเลือดมากอยู่แล้วตอนนี้นางจึงไม่สามารถรวบรวมพลังได้

            ท้ายที่สุดนางก็ถูกจับโยนลงกับพื้น

            ดวงตาสีดำขลับของจิ้งจอกน้อยจ้องมองฉินจิ่นยวนด้วยแววตาเย็นเยียบราวกับคมกระบี่ที่อาบด้วยพิษของอสรพิษก็ไม่ปาน!

            เมื่อถูกสายตาเช่นนั้นจับจ้องฉินจิ่นยวนก็รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่นหลังของตน ราวกับถูกอสรพิษรัดคออย่างไรอย่างนั้น

            “เดรัจฉานสมควรตาย นึกไม่ถึงว่าจะกล้าจ้องมองข้าเช่นนี้!”

            ฉินจิ่นยวนไม่ได้สนใจขนอันงดงามของจิ้งจอกแล้วนางสะบัดแส้ในมือ แส้นั้นราวกับมีตาก็ไม่ปาน มันฟาดไปทางจิ้งจอกน้อยอย่างจัง

            ‘เพียะ!’

            เงาร่างสีขาวถูกแส้เหวี่ยงออกไปเป็นเส้นโค้งอย่างโหดเหี้ยมร่างกายอ่อนนุ่มกระแทกเข้ากับต้นไม้ ก่อนจะร่วงลงบนพื้นอีกครา

            ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำใหญ่

            จิ้งจอกน้อยรู้สึกราวกับว่าอวัยวะภายในทั้งห้าล้วนเคลื่อนตำแหน่งก็ไม่ปานความเจ็บปวดรุนแรงทำให้นางขดตัวตามสัญชาตญาณ

            หญิงสาวผู้นี้ทำในสิ่งที่สมควรตายจริงๆ!

            “ขอร้องข้าสิขอร้องให้ข้าไว้ชีวิตเจ้า แม้ว่าจะไม่มีประโยชน์อะไรนัก เพียงแต่อาจทำให้เจ้ามีเศษเสี้ยวความหวังก็ได้นะ”

            ถูกต้อง ฉินจิ่นยวนเป็นโรคชอบใช้ความรุนแรง

            สาวใช้และองครักษ์ที่อยู่ข้างกายนางต่างไม่เคยรอดพ้นจากโรคนั้นได้เลย

            ยกเว้นสาวใช้ชั้นหนึ่งที่มักเป็นคนที่ผู้คนจำหน้าได้ส่วนสาวใช้และองครักษ์ที่เหลือล้วนถูกเปลี่ยนไปแล้วไม่รู้กี่รอบ

            สำหรับผู้ที่ถูกสับเปลี่ยนมาทำหน้าที่นั้น...

            แน่นอนว่ามีเพียงความตายรออยู่!

            ไม่ใช่แค่คนสัตว์ก็เช่นกัน

            ผู้คนรู้เพียงว่าคุณหนูฉินนั้นมีจิตใจเมตตาชอบรับเลี้ยงหมาแมวจรจัด

            ทว่าไม่มีผู้ใดรู้ว่าหมาแมวจรจัดเหล่านั้นที่ถูกพาเข้ามายังจวนสกุลฉินล้วนแล้วแต่ถูกทุบตีจนตายหลังจากนั้นไม่นาน!

            “เพ้ย”

            เลือดถูกถ่มออกจากปากของจิ้งจอก

            หากเป็นไปได้ จิ้งจอกน้อยก็อยากจะถ่มใส่หน้าฉินจิ่นยวนมากกว่า!

            “ไม่เลว ช่างขวัญกล้านัก!”

            สีหน้าของฉินจิ่นยวนบิดเบี้ยวความตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่เต็มอกกำลังจะเอ่อล้นออกมา

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็จะให้เจ้าได้เล่นอะไรที่เร้าใจยิ่งกว่า!”

            นางโบกมือ แส้อีกเส้นก็ถูกส่งมาถึงมือของนาง

            หากมองแวบแรกสีสันของมันเหมือนกับแส้เส้นเมื่อครู่ทุกประการทว่าหากมองอย่างละเอียดก็จะพบว่า แส้เส้นนี้มีหนามอยู่เต็มไปหมดราวกับขนวัวก็ไม่ปาน

            เมื่อแส้สะบัดลงมาความเจ็บปวดถือเป็นเรื่องรอง เพราะหนามนั้นสามารถบดขยี้ผิวหนังให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้

            ‘เพียะ!’

            ไป๋เซี่ยเหอพยายามรวบรวมพลังอย่างยากลำบาก นางค่อยๆ กระโดดเพื่อหลบหลีกแส้ หลังจากนั้นร่างกายของนางก็หมดแรง

            นางล้มลงกับพื้นอย่างน่าอดสูและไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป

            สายตาของนางจับจ้องทุกการกระทำของฉินจิ่นยวน

            ผู้ที่รังแกข้าต้องตาย!

            ฉินจิ่นยวน วันนี้หากเจ้าไม่ฆ่าข้าเมื่อพบกันวันหน้าก็จะเป็นวันตายของเจ้า!

            “หงิง!”

            ฉินจิ่นยวนหัวเราะอย่างสะใจ“พวกเจ้าดูแววตาของจิ้งจอกตัวนี้สิ เห็นได้ชัดว่ามันเกลียดชังข้าดูแววตาของมันสิว่าสิ้นหวังเพียงใด ช่างน่ารักจริงๆ!”

            “จิ้งจอกน้อยเจ้าวางใจเถิด ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าตายเร็วปานนั้นหรอก!”

            “ข้าต้องการใช้แส้กระชากเนื้อของเจ้าทีละนิดทีละนิดให้เจ้าได้เพลิดเพลินกับรสชาติของความเจ็บปวดจนกระทั่งขาดใจตายช้าๆ!”

            หลังจากกล่าวจบ ฉินจิ่นยวนก็สะบัดแส้ในมืออีกครา

            แส้นั้นพุ่งเข้าหาจิ้งจอกน้อย

            ไป๋เซี่ยเหอไม่มีความสามารถที่จะหลบเลี่ยงแล้วทว่านางเบิกตากว้าง นางไม่ยินยอม ทั้งยังไม่ยอมจำนน!

            ‘เพียะ’

            แส้ไม่ถูกตัวไป๋เซี่ยเหอแม้แต่น้อย

            เงาดำสายหนึ่งแวบผ่านการกระทำของเงานั้นรวดเร็วยิ่งนัก ดวงตาของผู้คนในที่แห่งนี้มองไม่เห็นสิ่งใดเลย

            และในชั่วขณะนั้นเอง

            จิ้งจอกที่อยู่บนพื้นก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            ------------------------