เฝิงซื่อสี่ผวาเฮือกจนตัวโยนนางกรีดร้องดังลั่น “ไอหยา งูพิษกัดคนแล้ว”
ภาคใต้มีงูเยอะทุกคนล้วนเคยเห็นงูกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามั้แ่เยาว์วัยเฝิงซื่อสี่ก็เติบโตขึ้นมาในอำเภอต่อมาก็มาอาศัยอยู่ในตำบลไท่ จำนวนครั้งที่เคยได้พบงูจึงมีไม่มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งงูพิษ นางเคยเจอน้อยเสียจนนับนิ้วได้
“มิใช่งูพิษที่นี่คือในเมือง หาใช่ในป่าเขา จะมีงูพิษได้อย่างไร?” ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในตำบลไท่มักจะพบทั้งงูน้ำและงูดินในบริเวณสวนผักของบ้านตนเองส่วนใหญ่มักจะเป็งูที่ไม่มีพิษ นางจึงมีความกล้าเทียมฟ้า ปรารถนาที่จะเข้าไปดูสักหน่อยจึงเอ่ยว่า “พวกเราลองเข้าไปดูกันดีหรือไม่?”
สีหน้าของเฝิงซื่อสี่ย้อมไปด้วยความหวาดผวา“ไม่ไป”
“งูมันตายไปแล้ว”
“แม่นางผู้นั้นกล้าหาญยิ่งนางสังหารงูพิษเชียวนะ!”
“์ทรงโปรดงูพิษตายแล้ว ทั้งยังตายด้วยน้ำมือของแม่นางน้อยผู้หนึ่งอีกด้วย”
“งูพิษกัดคนแล้วมันกัดผู้ใดเข้า คนที่ถูกกัดจะตายหรือไม่?”
ข่าวแพร่สะพัดไปตามตรอกซอกซอยว่ามีแม่นางผู้หนึ่งสังหารงูพิษหลังจากนั้นคนจากถนนทั้งสายก็รีบกรูกันเข้ามาดู
หวังจวี๋เอ่ยว่า“งูตายไปแล้ว หาได้กัดผู้ใดไม่ ซื่อสี่ ไป พวกเราไปดูด้วยกันเถิด”
เฝิงซื่อสี่แบกเฝิงจินไว้บนหลังส่วนมือก็จับมือของหวังจวี๋เอาไว้ยามที่เดินตามหลังฝูงชน พลางเอ่ยว่า “จวี๋จื่อเ้าเดินให้ช้าลงหน่อยเถิด ข้าเกรงว่าจะมีคนลักพาตัวเ้าไป”
หวังจวี๋ยืดคอชะเง้อมองไปด้านหน้าพร้อมเอ่ยว่า“คนที่โดนลักพาตัวไปล้วนเป็เด็กผู้ชายทั้งนั้น พวกเราเป็เด็กผู้หญิงหน้าตามิได้น่ารักน่าชัง ย่อมไม่มีทางถูกผู้ใดลักพาตัวไปแน่นอน”
เด็กน้อยทั้งสามยังไม่ทันได้เดินไปถึงด้านหน้าก็ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญด้วยความเ็ปของบุรุษดังแว่วมาจากกลางฝูงชน“เจ็บเหลือเกิน ข้าถูกงูพิษกัด ข้าจะตายแล้วข้าคงมิอาจมีชีวิตรอดผ่านพ้นวันนี้...”
มีหญิงชรานางหนึ่งะโเสียงดังลั่น“เ้าหนุ่ม เ้าอย่าเอาแต่ร้องไห้ รีบไปหาท่านหมอที่ร้านยาเพื่อล้างพิษงูเร็วเข้า”
บุรุษคนเดิมร่ำไห้ว่า“ข้าไม่มีเงิน”
แว่วเสียงคนถอนหายใจ“แม้แต่พิษผึ้ง พิษแมงป่อง ท่านหมอเติ้งยังมิอาจล้างได้สำเร็จแล้วจะช่วยล้างพิษงูได้อย่างไร?”
เหล่าคนผู้มีหัวใจกระตือรือร้น้าพยุงร่างของชายที่ถูกงูพิษกัดไปที่ร้านยาเขาเอ่ยกับคนที่มุงอยู่รายล้อมว่า “หลีกทางเร็วเข้า ชีวิตคนสำคัญที่สุดลองไปที่ร้านยาเพื่อพบท่านหมอเติ้งดูก่อนเถิด”
เหล่าฝูงชนรีบกระวีกระวาดหลีกทางให้ทันทีเห็นเพียงบุรุษสองคนช่วยพยุงบุรุษร่างผอมวัยกลางคนที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตามุ่งหน้าออกไปพร้อมเสียงร้องไห้คร่ำครวญ
มีบางคนจำบุรุษวัยกลางคนผู้นี้ได้เขาเอ่ยว่า “เขาคือพ่อค้ากบนี่เอง”
มีบางคนเอ่ยถามอย่างประหม่า“งูพิษมาจากที่ใดกัน?”
“ไม่รู้สิ ในเมืองของเราไม่ได้มีพ่อค้างูมานานมากแล้วไม่รู้เพราะเหตุใดวันนี้ถึงมีงูพิษหนีออกมาจนไปกัดพ่อค้ากบได้”
“ดูสิมันคืองูพิษตัวนั้น ตัวเล็กขนาดนั้นยังกัดคนได้อีกหรือ?”
“มันคืองูพิษชนิดใดกัน?”
เหล่าฝูงชนพากันชี้ไม้ชี้มือไปยังบริเวณที่เคยมีเงาร่างของพ่อค้ากบและซากศพของงูพิษที่อยู่บนพื้น ก่อนจะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน
พ่อค้าขายกบวัยกลางคนผู้นั้นขอเพียงมีโอกาสว่างหลังทำนา เป็ต้องบุกไปจับกบในทุ่งนายามราตรีวันนี้ทันทีที่ฟ้าสว่างก็มาถึงในตำบลไท่ เขาค้าขายมานานหลายปีแล้ว ผู้ใดจะไปคิดว่ากบที่เขาจับมาวันนี้จะล่องูพิษเข้าและงูพิษก็กัดเขาจนเป็อันตรายถึงชีวิต
คนใจดีที่ช่วยชีวิตยกตะกร้าไม้ไผ่ที่มีกบอยู่ในนั้นของบุรุษวัยกลางคนขึ้นก่อนจะเดินตามเขาไปที่ร้านยา ยามที่เดินไปก็ได้เอ่ยกับทุกคนว่า “เฮ้อเกรงว่าจะเป็เพราะกบเหล่านี้ที่ล่องูพิษเข้ามาผลสุดท้ายงูพิษถึงได้กัดพ่อค้ากบคนนั้น”
“งูชอบกินกบ”
“พ่อค้ากบผู้นั้นช่างโชคร้ายจริงๆ”
“ไอหยา เกรงว่างูพิษตัวนี้คงแอบอยู่ในเมืองมานานแล้วหากวันนี้มิใช่เพราะมีกบที่ล่อมันออกมา...ไม่แน่ว่างูพิษตัวนี้คงจะออกมากัดคนเข้าสักวันหนึ่ง”มีใครบางคนหวาดกลัวจนทอดถอนใจซ้ำๆ
และยังมีคนที่พูดถึงแม่นางน้อยผู้ตีงูจนตายด้วยว่า“แม่นางน้อยผู้นั้นคือคนที่ขายปลาไหลนา ปกตินางมักจะจับปลาไหล บางคราก็จับงู ความกล้าของนางอาจหาญเทียมฟ้าเมื่อครู่นี้เพียงไม่นานก็จับงูพิษยาวเจ็ดชุ่นได้แล้ว ทั้งยังโยนมันลงพื้นและตีมันจนตายได้สำเร็จอีกด้วย”
“ขอบคุณฟ้าดินที่งูพิษถูกแม่ค้าปลาไหลสังหารไปแล้วมิเช่นนั้นงูพิษก็คงจะยังกัดคนอีก”
มีใครบางคนหันไปขอบคุณแม่ค้าปลาไหลนา
ทว่าแม่นางน้อยผู้นั้นกลับแบมือออกด้วยท่าทีไม่รู้สึกรู้สาพร้อมเอ่ยว่า “เฮ้อ ข้าลงมือช้าเกินไป มิเช่นนั้นก็คงจะฆ่างูได้เร็วกว่านี้ จนไม่ได้กัดพ่อค้ากบเข้า”
เฝิงซื่อสี่ถลึงตาจ้องซากงูพิษที่นอนแน่นิ่งไม่ขยับบนพื้นเพราะถูกแม่นางน้อยทุบตีจนตายนั่นคืองูพิษที่ลำตัวยาวประมาณสามฉื่อ หนาเท่าตะเกียบสองอันสีของมันเป็สีเขียวมรกต สายตาของนางฉายประกายความหวาดกลัวยามที่เอ่ยว่า “งูพิษ”
หวังจวี๋ผู้อาศัยอยู่ในชนบทขมวดคิ้วพร้อมส่ายศีรษะ“ดูเหมือนว่าจะเป็งูใบไผ่เขียว พิษของงูชนิดนี้รุนแรงยิ่งนัก”
ูเาที่หวังจวี๋อาศัยอยู่ไม่ใหญ่มากนักต้นไม้ขึ้นรกครึ้มหนาแน่น ต้นไผ่มักเขียวตลอดทั้งปีบนูเาจึงมีงูพิษชนิดหนึ่งที่ถูกขนานนามว่างูใบไผ่เขียว
ในอดีตยามที่คนในหมู่บ้านหวังพบงูใบไผ่เขียวขณะขึ้นไปตัดฟืนหากโชคดีมีปฏิกิริยาตอบสนองเร็ว สามารถวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานเพราะความหวาดผวาได้ ถึงจะสามารถหลบเลี่ยงการถูกงูใบไผ่เขียวกัดได้ทัน
อนิจจา ภาคใต้มีน้ำมากความชื้นสูง อุณหภูมิสูงจึงมีงูและแมลงมากมายการที่ชาวบ้านถูกแมลงสัตว์กัดต่อยจึงนับว่าเป็เื่ปกตินักและไม่ใช่เื่แปลกหากคนจะถูกพิษจนถึงตาย
“ถูกต้องนี่คืองูใบไผ่เขียว งูใบไผ่เขียวสามารถกัดคนจนตายได้”
“เฮ้อพ่อค้ากบผู้นั้นช่างมีชีวิตที่รันทดเหลือเกิน ถูกงูใบไผ่เขียวกัดเอาเสียได้”
“มีผู้ใดรู้จักคนในบ้านของพ่อค้ากบบ้างหรือไม่ไปแจ้งให้ที่บ้านเขาทราบสักหน่อย? เฮ้อ ดีร้ายอย่างไรก็ให้เขาได้มีคนร่ำลาเป็ครั้งสุดท้าย”
“ข้ารู้ว่าบ้านของพ่อค้ากบอยู่ในหมู่บ้านเทียนจิงข้าไปแจ้งให้เอง” แม่ค้าขายผักวัยกลางคนผมหงอกขาวไม่สนใจแม้แต่แผงลอยขายผักของตนเองแล้วนางมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเทียนจิงทันที
พวกเขาทั้งหมดมาจากครอบครัวที่ยากจนล้วนมีชีวิตที่ไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อยามนี้เกิดเื่ขึ้นกับพ่อค้าขายกบวัยกลางคนคนที่ช่วยได้จึงย่อมยื่นมือเข้ามาช่วย
หวังจวี๋วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาถึงบ้านสกุลเฝิงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าประตูก็ะโเสียงดังทันทีว่า “พี่สะใภ้สาม แย่แล้วพ่อค้ากบถูกงูใบไผ่เขียวกัด ท่านหมอเติ้งจากร้านยาก็ยังมิอาจรักษาได้ และยังบอกว่าหมอในเมืองก็มิอาจช่วยชีวิตเขาได้เช่นกันจึงบอกให้พ่อค้ากบคนนั้นไปรักษาที่เมืองเซียงแทน เมืองเซียงอยู่ไกลถึงเพียงนั้น พ่อค้ากบคงตายด้วยพิษกำเริบเข้าเสียก่อนแน่”
เฝิงซื่อสี่แบกเฝิงจินตามหลังหวังจวี๋มาติดๆนางปาดน้ำตาพลางเอ่ยว่า “พ่อค้ากบมีบุตรห้าคน หากเขาไม่รอดเด็กทั้งห้าก็คงจะไร้บิดาแล้ว”
ยามที่นางยังเยาว์วัยบิดามารดาล้วนจากไปเพราะป่วยหนัก ครอบครัวของพวกนางมีกันอยู่สี่คน ทุกคนล้วนผ่านชีวิตมาอย่างยากลำบาก
หากพ่อค้ากบคนนั้นสิ้นลมหายใจวันคืนของเด็กน้อยทั้งห้าคงมิอาจผ่านพ้นไปได้แน่
หลี่ชิงชิงที่กำลังสอนหลี่หลานหลานทำแป้งเดินออกมาจากห้องครัวเอ่ยถามด้วยท่าทีเคร่งขรึมว่า “ยามนี้คนที่ถูกงูกัดอยู่ที่ใดแล้ว?”
“หน้าร้านขายยาในเมือง”หวังจวี๋เอ่ยด้วยท่าทีรีบร้อน “เขาไม่มีเงินไปเมืองเซียงท่านหมอเติ้งกลัวว่าพิษงูของเขาจะกำเริบจนตายในร้าน ก็เลยให้เขารอคนที่บ้านอยู่ตรงหน้าประตู”
“มารดามันเถิดงูใบไผ่เขียว หากถูกงูใบไผ่เขียวกัดเข้า คนคนนั้นคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว”หลี่หลานหลานยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องครัวพร้อมสองมือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยแป้งนางเอาแต่ส่ายศีรษะ เอ่ยว่า “ชิงชิง เ้าลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อหลายปีก่อนในหมู่บ้านของเรามีเด็กคนหนึ่งถูกงูใบไผ่เขียวกัดครอบครัวของเขาแบกร่างของเขาไปหาหมอ ทว่ายังไม่ทันพ้นเขาด้วยซ้ำ เขาก็สิ้นลมหายใจไปก่อนแล้ว”
หวังจวี๋เดินตามหลี่ชิงชิงเข้าไปในห้องนอนก่อนเอ่ยถามด้วยความร้อนรน “พี่สะใภ้สาม ท่านช่วยล้างพิษงูใบไผ่เขียวได้หรือไม่?”
หลี่ชิงชิงเอ่ยเบาๆ“ข้าจะลองดู”
ยาที่นางนำมาให้หลี่หลานหลานคราวนี้มียาล้างพิษงูและพิษแมลง นอกจากนี้นางยังพกยานี้ไว้กับตัว เผื่อเอาไว้ช่วยตนเองได้หากนางถูกงูหรือแมลงกัดเข้าระหว่างทาง
นางหยิบยาไม่สนใจแม้กระทั่งล้างมือให้สะอาด ก่อนจะขอให้หวังจวี๋เป็คนนำทางไปช่วยเหลือชีวิตคนทันที