เช้าวันจันทร์อันแสนวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความตึงเครียดที่พุ่งสูงทะลุเพดานโลก ฉันยืนกอบกุมสายกระเป๋าถือสะพายไหล่ราคาหลักร้อยใบเก่งของตัวเองเอาไว้แน่น หายใจหอบถี่จนตัวโยนอยู่หน้าลิฟต์โดยสารความเร็วสูงของตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจสีลม ตึกนี้คือสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทรัตนวิเชียรกรุ๊ป ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหรูหราจนน่าขนลุก ระบบความปลอดภัยแ่ามีชายชุดดำคอยเดินตรวจตราตลอดเวลา
ฉันก้มลงมองหน้าจอมือถือราคาประหยัดของตัวเองด้วยความระทึกใจสะท้านทรวง
*7:52 น. ขุ่นพระช่วยกล้วยทอดสุก! ฉันมาถึงก่อนเวลารายงานตัวตั้งแปดนาทีถ้วนค่ะคุณผู้ช๊ม! รอดตายจากการโดนหักค่าปรับวินาทีละหนึ่งร้อยบาทหวุดหวิดชิดเส้นชัย... คิดดูสิคะคุณขา ถ้าฉันมาสายไปสิบนาที โดนหักไปหกหมื่นบาท ยอดเงินคงค้างสี่ร้อยห้าสิบบาทในบัญชีของฉันคงถูกดูดหายไปแถมติดลบข้ามชาติล้มละลายซ้อนล้มละลายทันทีแน่นอน! ตานี่ตั้งเงื่อนไขได้โเี้ปานปีศาจทวงหนี้ข้ามภพข้ามชาติจริง ๆ! ลิฟต์แก้วสูงเสียดฟ้าที่แล่นพรวดพราดขึ้นมาด้วยความเร็วสองร้อยเมตรต่อนาทีทำเอาหูฉันอื้อสั่น และตับไตไส้พุงสั่นคลอนไปกับความเสียว... นี่มันการทำงานวันแรกหรือการขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาที่สวนสนุกเพื่อทดสอบความอดทนเชิงกรานของฉันกันแน่เนี่ย?!* เสียงในหัวของฉันบ่นพึมพำกระเส่าประชดความกดดันเพื่อปลอบขวัญอันสั่นเทาของตัวเอง
ทันทีที่ก้าวเท้าพ้นประตูลิฟต์ชั้น 45 ซึ่งเป็ชั้นผู้บริหารสูงสุด ฉันก็ได้รับการต้อนรับด้วยความเงียบสงัดและกลิ่นอายความหรูหราปานโรงแรมห้าดาว โต๊ะทำงานเลขานุการส่วนตัวของฉันตั้งตระหง่านอยู่หน้าบานประตูกระจกนิรภัยบานั์ที่เป็ห้องทำงานส่วนตัวของคิริน
ฉันยังไม่ทันจะได้วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ เสียงทุ้มแหบต่ำทรงพลังเฉียบขาดก็ดังก้องผ่านลำโพงอินเตอร์คอมเครื่องสื่อสารทันที
"เกลิตา... เข้ามาในห้องผม"
ฉันสะดุ้งตัวโยนรีบเดินก้าวพยุงขาเรียวที่หายเจ็บระบมขึ้นมานิดหน่อยเปิดประตูเข้าไป คิรินในชุดสูทสามชิ้นสีน้ำเงินเข้มเนี๊ยบกริบไร้รอยยับ นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีตัวใหญ่ั์หรูหรา แสงแดดเช้าส่องสะท้อนใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของเขาจนดูเหมือนเทพบุตรที่หลุดมาจากแมกกาซีนแฟชั่นระดับโลก แต่ทว่าแววตาคู่คมกริบประดุจพญาเหยี่ยวกลับเ็าเฉียบคมจนฉันต้องก้มหน้าหลบสายตา
"ชงกาแฟเอสเพรสโซร้อนให้ผม... ใช้เมล็ดกาแฟโคลัมเบียเอ็กเซลโซ อุณหภูมิน้ำร้อนตอนต้มต้องอยู่ที่เก้าสิบสององศาเซลเซียสเป๊ะ ๆ ห้ามขาดห้ามเกิน และไม่ต้องใส่น้ำตาลเด็ดขาด" คิรินออกคำสั่งเสียงเรียบต่ำจอมบงการขวาดสายตามองฉันนิ่ง "จากนั้นจัดการแปลเอกสารรายงานการเงินและโครงการร่วมทุนสร้างรีสอร์ตหรูที่ภูเก็ตห้าแฟ้มนี้ให้เสร็จก่อนเที่ยง"
เขาสไลด์แฟ้มเอกสารหนาปานสารานุกรมห้าเล่มใหญ่ส่งข้ามโต๊ะทำงานมาตรงหน้าฉันอย่างไม่แยแส
*เดี๋ยวนะคะพ่อคุณบอส! นี่ตานี่กำลังจะกินกาแฟหรือทำการทดลองเคมีในแล็บโรงงานนิวเคลียร์กันแน่คะเนี่ย?! ละเอียดอ่อนปานนั้นทำไมไม่พกเทอร์โมมิเตอร์ไปต้มกาแฟกินเองที่มุมตึกเลยล่ะฮะ! ต้องมีอุณหภูมิเก้าสิบสององศาเซลเซียสเป๊ะ ๆ... นี่ฉันต้มกาแฟหรือทำพิธีกรรมอัญเชิญซาตานมาทวงหนี้สินห้าล้านสี่แสนบาทกันแน่ฮะ? ต้มเสร็จแล้วต้องยกเสิร์ฟด้วยถาดเงินขัดเงาแวววาว... นึกว่าย้อนยุคไปเป็คนรับใช้ในละครพีเรียดซะงั้น! ส่วนเอกสารแปลห้าแฟ้มหนาขนาดที่ใช้ทับคนให้แบนเป็แผ่นกระดาษยี่สิบบาทได้เนี่ย สั่งให้เสร็จก่อนเที่ยง? สัญญาทาสเลขารายวันเริ่มแผลงฤทธิ์ทรมานฉันปานขุมนรกโลกันตร์แล้วสินะ ยอมใจมาเฟียธงแดงจอมบงการเลยค่ะ!* เสียงในหัวของฉันกรีดร้องโวยวายปนขำประชดชีวิตตัวเองรอบที่ร้อยของเช้าวันจันทร์ขณะจ้องหน้าหล่อเหลาปากแข็งของเขา
ตลอดทั้ง่เช้า ฉันไม่ได้พักผ่อนแม้แต่วินาทีเดียว วิ่งวุ่นระหว่างต้มกาแฟวัดอุณหภูมิน้ำร้อน (ต้องหยิบคอมเมอร์เชียลเทอร์โมมิเตอร์มาชั่งตวงน้ำร้อนในห้องเตรียมเครื่องดื่มจริง ๆ ค่ะคุณขา!) สลับกับรัวแป้นพิมพ์นิ้วพิมพ์งานแปลเอกสารภาษากฎหมายหุ้นส่วนร่วมทุนยิบย่อยหยิบพจนานุกรมแปลคำต่อคำอย่างเอาเป็เอาตาย คิรินก็ช่างเคี่ยวเข็ญใช้งานเดินออกมากวดขันส่งเสียงดุจิกกัดประชดประชันเป็ระยะ ๆ ชี้ข้อบกพร่องเื่ฟอนต์พิมพ์ผิดและเว้นวรรคไม่เป๊ะจนฉันเกร็งจนหลังแข็งปวดเมื่อยไหล่สะโพกไปหมด
จนกระทั่งบ่ายโมงตรง ฉันหิ้วตะกร้าเอกสารการตลาดสีสันสดใสที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยเพื่อนำเอกสารฝ่ายการตลาดไปส่งให้หัวหน้าฝ่ายตามคำสั่งบอสหน้าขรึม ใน่จังหวะที่ฉันกำลังยืนคุยประสานงานและยื่นแฟ้มส่งให้ กานต์ (กานต์) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดหนุ่มรุ่นพี่วัยยี่สิบแปดปี หน้าตาเป็มิตรยิ้มแย้มแจ่มใสและอบอุ่นอ่อนโยน
"ขอบคุณมากนะครับน้องเกลิตา แหม... ทำงานเรียบร้อยเป็ระเบียบมากเลยครับ บอสคิรินนี่ตาถึงจริง ๆ ที่ได้เลขาสวยและเก่งแบบนี้มาช่วยงาน" พี่กานต์ยิ้มแย้มให้อย่างอบอุ่นใจดี พร้อมกับก้าวมาช่วยพยุงจับแฟ้มเอกสารหนัก ๆ ออกจากอ้อมแขนฉันแ่เบาเพื่อลดภาระ "น้องเกลต้องระวังตัวหน่อยนะ บอสคิรินแกอารมณ์ขึ้นลงบ่อยและแปรปรวนเหมือนสภาพอากาศกรุงเทพฯเลยล่ะ ถ้าน้องเกลเหนื่อยบอกพี่ได้นะ พี่มีช็อกโกแลตนำเข้าช่วยคลายเครียดเพียบเลย"
"ขอบคุณค่ะพี่กานต์ เกลก็เกือบเอาตัวไม่รอดเหมือนกันค่ะ โดนคุณบอสหน้าโหดดุไปหลายรอบเลย" ฉันยิ้มตอบรับอย่างเป็กันเอง สดใส และหัวเราะคิกคักเบา ๆ ปนสบายใจกับเื่โจ๊กที่พี่กานต์เล่าแซวเื่ความหน้าดุขี้หงุดหงิดของคิริน
ทว่า ฉันยังไม่ทันได้พูดคุยจบประโยคดี บรรยากาศรอบข้างก็พลันลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบจนหนาวเยือกกระทันหันราวกับมีพายุหิมะพัดถล่มทางเดินออฟฟิศขั้วโลกเหนือ
ฉันหันหน้าไปมองทางเดินกระจกใส พลางหัวใจสะดุดกึกดิ่งร่วงทะลุพื้นตึก คิรินยืนตระหง่านอยู่ไม่ไกลในโถงทางเดิน สองมือหนาล้วงกระเป๋ากางเกงสูท แววตาคู่คมกริบสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็ดำมืดมิดวาวโรจน์ไปด้วยไฟโทสะและความหึงหวงอันร้อนแรงเข้มข้นจนน่ากลัว เขามองสบตาฉันเขม็งนิ่ง สายตาของเขาเปลี่ยนร่างจากบอสหนุ่มหน้าขรึมกลายเป็เสือนักล่าดุร้ายที่พร้อมจะขย้ำคอเหยื่อทันทีที่ขัดคำสั่งขัดใจเ้าชีวิต
"เกลิตา... กลับเข้าห้องทำงานผม เดี๋ยวนี้!" คิรินเอ่ยปากสั่งเสียงเข้มต่ำดุดัน ทรงพลังอำนาจจนพี่กานต์สะดุ้งหน้าเสียรีบก้าวถอยห่างดึงมือกลับทันที
ฉันหน้าถอดสีรีบก้มหัวให้พี่กานต์ก้าวเท้าขาสั่นยวบกะเผลกเดินตามหลังร่างสูงใหญ่ของคิรินกลับเข้าห้องทำงานส่วนตัว ทันทีที่ฉันก้าวเดินพ้นประตู คิรินก็เอื้อมมือหนาไประบบล็อกประตูดิจิทัลปิดเสียงดัง *คลิก!* เสียงประตูนิรภัยล็อกสลักแ่ากลืนฉากภายนอกออกไปหมดสิ้น ทิ้งให้เราสองคนเผชิญหน้ากันลำพัง
ฉันยังไม่ทันตั้งหลักหันหลังกลับ คิรินก็ขยับตัวเข้ามาประชิดร่างบาง รวดเร็วปานลมพายุ มือแกร่งของเขาตวัดคว้าข้อมือเรียวของฉันแ่าออกแรงดึงกระชากเพียงเบา ๆ ร่างของฉันก็ลอยละลิ่วปลิวเข้าไปเบียดปะทะแผ่นอกแกร่งร้อนระอุของเขาอย่างจัง คิรินผลักดันตรึงร่างของฉันให้ถอยกรูดไปชนชิดติดผนังห้องทำงานกระจกนิรภัย แผงอกหนาของเขากดทับทาบเบียดเนินอกอวบอิ่มของฉันจนแทบไร้ช่องว่างใด ๆ หายใจกั้นกลาง ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเป่ารดผิวแก้มปนกลิ่นไม้สนซีดาร์อันตรายที่ชวนสั่นสะท้าน
"คุณ... คุณคิริน... จะทำอะไรคะ?!" ฉันร้องถามเสียงสั่นเครือ ใกับความโกรธของมาเฟียขี้หึงคนนี้
"เงียบ!" คิรินตะคอกคำรามต่ำชิดใบหูจนฉันตัวสั่นสะท้าน แววตาคู่คมกริบที่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาฉันสั่นระริกแดงช้ำไปด้วยแรงหึงหวงอย่างพาลไร้เหตุผลข้ามภพชาติ "เกลิตา... คุณลืมข้อตกลงในสัญญาสามเดือนไปแล้วรึไง?! ผมไม่อนุญาตให้คุณส่งรอยยิ้มร่าเริงสดใสแบบนั้นให้ชายหน้าไหนทั้งสิ้นในบริษัทนี้!"
"แต่ฉันแค่ยิ้มตอบตามมารยาทเพื่อนร่วมงานนะคะคุณ!" ฉันพยายามเถียง ดิ้นรนข้อมือออกจากการจับกุมเหล็กกล้าของเขา
"เพื่อนร่วมงานก็ห้ามยิ้ม!" คิรินบีบข้อมือฉันแน่นขึ้น โน้มใบหน้าคมคายเข้ามาจนริมฝีปากหยักร้อนเกือบแตะชิดริมฝีปากสั่นระริกของฉัน ลมหายใจร้อนหอบถี่รดเป่าผิวแก้มทำเอาเสียวสะท้านลึก "จำไว้เกลิตา... รอยยิ้มหวาน ๆ ของคุณ ดวงตาคู่นี้ และเรือนร่างเปลือยเปล่าของคุณทั้งหมด... มันเป็สิทธิ์ของผมคนเดียวเท่านั้น! ถ้าผมเห็นคุณยิ้มหัวเราะระเริงกับชายอื่นอีกรอบ... ผมจะทำโทษคุณคาโต๊ะทำงานตัวนี้ให้ไม่มีแรงลุกเดินหนีไปยิ้มให้ใครได้อีกเลยชั่วชีวิตชัวร์!"
คิรินเอ่ยคำรามคำสั่งเสียงแหบพร่าดุดันขู่ขวัญ แววตาคู่คมกริบวาวโรจน์จับจ้องปากบางเขม็งประดุจสัตว์ร้ายกักขังเหยื่อ ทิ้งให้ฉันยืนตัวสั่นระริกแผ่นหลังแนบผนังกระจกใส หัวใจเต้นกระหน่ำรัวสะท้านในอกท่ามกลางความเงียบงันปนความกลัวที่แล่นริ้วสั่นสะท้านลึกซึ้งในจิติญญา... สายตาที่เขาจ้องมองดูน่ากลัวและคุกคามความรู้สึกสุดขีด แต่มันกลับทำให้ร่างกายกึ่งกลางกายของฉันชาวูบเต้นตึกตักตอบสนองอย่างน่าอาย... บ้าจริงยัยเกล! นี่ฉันกำลังติดเชื้อไวรัสสต็อกโฮล์มซินโดรมเข้าให้แล้วรึยังไงกัน?! วันจันทร์วันแรกของการเริ่มต้นทำงานในฐานะเลขาฯ เพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ชีวิตของฉันบัดนี้ปะทะทางตันและแผดเผาไปด้วยไฟหึงหวงดุเดือดและเผด็จการของเขาเข้าให้แล้วอย่างไม่มีวันเลี่ยงพ้นชัวร์ ๆ...