แต่พอพวกเขาเห็น ‘คน’ ที่อาบเลือดเดินถือดาบถือกระบี่พวกเขาก็ตกตะลึงจนขนหัวลุกชัน ‘คน’พวกนั้นดูน่ากลัวเหลือเกิน พวกเขาใช่ ‘คน’ แน่เรอะ!
ทหารแคว้นซางวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตแล้วจะให้เขาไปสู้กับ ‘ปีศาจ’เขาจะสู้ได้อย่างไร!? อ้า!ข้าไม่อยู่แล้ว! ใครอยากสู้ก็สู้ไปซิ!
เมื่อมี 1 คนวิ่งหนีก็เริ่มมีคนอื่นๆ วิ่งหนีตามไป แน่นอนว่านี่เป็นสัญชาตญาณ ‘รักตัวกลัวตาย’ อันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานของคนทั้งหลายทั้งปวง
“วะ! สู้มันซิวะ! ใครหนี! ประหาร!” รองแม่ทัพตะโกนอยู่บนระเบียงชั้น 2เขาแค้นใจนักที่ทหารของตัวเองวิ่งหนีศัตรูเหมือนสุนัขที่ขลาดกลัวจนวิ่งหนีหางจุกตูด!
แต่ทหารที่วิ่งหนีไปไหนเลยจะฟังคำของรองแม่ทัพพวกเขาหวาดกลัวจนไม่มีกะจิตกะใจจะสู้แล้ว!
“พวกเจ้า! อย่าหนีนะ! ใครหนี! ประ...”
ฉึก!
“อั๊ก!” รองแม่ทัพร้องคำหนึ่งเขาก้มลงมองที่หน้าอกตัวเองซึ่งมีทวนเล่มหนึ่งปักจนปลายทวนทะลุแผ่นหลังของเขาตำแหน่งที่ทวนปักลงไปเป็นตำแหน่งตรงหัวใจพอดี เขาทิ้งกระบี่คู่ ยกมือกุมทวนเล่มนั้นเอาไว้แล้วเซตกลงมาจากระเบียงชั้น 2 ตุบๆ
รองแม่ทัพตกลงพื้นนอนตายตาเหลือกค้างอย่างสงสัยยิ่งนักว่า ทวนเล่มนี้ ใครมันขว้างมาห๊ะ!?
ช่างขว้างได้แม่นยำยิ่ง!
“อ้า! ท่านรองแม่ทัพ!” ทหารที่อยู่บนระเบียงชั้น 2ตะโกนอย่างตกใจ เขาพุ่งไปที่ราวระเบียงชะโงกหน้ามองลงไปที่ร่างของรองแม่ทัพแล้วมองไปทางพวกศัตรูที่กำลังเดินอยู่บนถนน เขาสบตากับคนๆ หนึ่งในหมู่ศัตรูพวกนั้นเพียงแค่สบตาก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนลำคอถูกฟันแล้ว!
คล้ายกับบางสิ่งที่เย็นเยียบผ่านลำคอของเขาไปเขายกมือกุมลำคอตัวเอง จึงรู้สึกว่าลำคอตัวเองยังอยู่ดีเขาจึงถอยกรูดแล้วหันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตแล้ว ศัตรูพวกนั้นน่ากลัวยิ่งนักใครอยากสู้ก็สู้เถอะ ข้าไม่สู้แล้ว!
เต๋อผิงก้าวเดินไปหาศพที่ตกลงมาจากระเบียงชั้น2 เขาก้มลงขยุ้มศีรษะศพขึ้นมาแล้วใช้กระบี่ตัดลำคอศพ ฉั๊วะ!
ศีรษะกับตัวแยกออกจากกันเลือดไหลย้อมพื้น เต๋อผิงหิ้วศีรษะนั้นแล้วส่งให้ลูกน้องคนหนึ่ง“เก็บไว้ให้ซื่อจื่อที”
“ขอรับ”ทหารรับศีรษะนั้นมาถือไว้ นี่คือความดีความชอบของซื่อจื่อเพื่อที่จะนำศีรษะนี้ไปรับความดีความชอบจากท่านแม่ทัพใหญ่ตามกฎของกองทัพถ้าตัดศีรษะแม่ทัพใหญ่ของศัตรูได้ ย่อมได้รับความดีความชอบมากที่สุดศีรษะของรองแม่ทัพฝ่ายศัตรูก็ได้รับความดีความชอบลดน้อยลงไปนิดหนึ่งส่วนศีรษะของพวกนายกองก็ได้รับความดีความชอบลดลงไปอีกแต่ละตำแหน่งในกองทัพจะมีอัตรารางวัลที่แน่นอนอยู่ ดังนั้นเวลาที่ฆ่าศัตรูได้ทหารจึงตัดศีรษะของศัตรูเก็บไปด้วย แต่ถ้าเป็นพลทหารทั่วไปจะไม่มีการตัดศีรษะเก็บไปรับรางวัล เพราะว่าไม่มีรางวัลสำหรับศีรษะพลทหาร
“ท่านฝีมือเยี่ยม”เต๋อผิงหันไปชม หยางถิงเฟิงไม่สนใจคำชมของเต๋อผิงเขาเดินหน้าต่อไปหมายจะฆ่าล้างศัตรูให้มากที่สุดนี่ก็เพื่อระบายความโกรธแค้นในใจเขาที่ศัตรูพวกนี้ทำให้เขาต้องจากเมืองหลวงมานานเขายังจัดการเรื่องของหวงเอ๋อร์ไม่เรียบร้อยเลย หากว่าศัตรูพวกนี้ไม่บุกรุกมาป่านนี้เขาก็ยังอยู่เมืองหลวง คงจัดการเรื่องระหว่างเขากับหวงเอ๋อร์เรียบร้อยแล้วได้แต่งงานกับนาง ได้เสพสุขกับนางทุกวันทุกคืน แต่เพราะศัตรูพวกนี้ทำให้เขาผิดแผนไปหมดเขาจะฆ่าพวกมันให้หมด!
ขณะที่ในเมืองอี้มีเสียงดังอึงอลทหารแคว้นเซี่ยที่ล้อมเมืองอี้อยู่ล้วนได้ยินเสียงที่ดังมาจากในเมืองพวกเขาจึงตื่นตัวลุกขึ้นคว้าอาวุธมาถือเอาไว้ทหารก็รีบวิ่งไปรายงานท่านแม่ทัพใหญ่ทันที “ท่านแม่ทัพใหญ่!ในเมืองอี้มีเสียงสู้กันขอรับ”
“หือ?”หยางซีถิงเลิกคิ้วขึ้น เขาเพิ่งจะงีบหลับไปสักพัก
“ในเมืองมีเสียงสู้กันขอรับ”ทหารรายงานซ้ำอีกรอบ หยางซีถิงจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปนอกกระโจมมองไปทางเมืองอี้ มีเสียงสู้กันจริงๆ เขาจึงสั่งทหารว่า“ให้ทุกคนเตรียมพร้อมเอาไว้ หากว่ามีใครออกมาจากเมืองก็จับตัวไว้ก่อน”
“ขอรับ”ทหารรับคำสั่งแล้วรีบถอยไปป่าวประกาศให้ทั่วกองทัพ หยางซีถิงก็มองไปทางเมืองอี้เขากำลังคิดว่าเกิดอะไรขึ้นในเมือง? ชาวบ้านลุกขึ้นสู้กับพวกซางรึ?
เกรงว่าคืนนี้คงมีคนตายอีกมาก
“ท่านแม่ทัพใหญ่!” กุนซือวิ่งพรวดพราดมา หยางซีถิงหันไปมองกุนซือแล้วบอกว่า “อืมข้ารู้แล้วๆ ในเมืองสู้กัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าพอจะรู้บ้างไหม?”
“อ่า...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”กุนซือส่ายๆ หน้าแล้วมองไปทางเมืองอี้ ทหารคนอื่นๆ ก็มองไปทางเมืองอี้พวกเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองกันแน่?
ในเมืองอี้ พวกหยางถิงเฟิงสู้กับทหารแคว้นซางพวกเขาฆ่าๆๆ...ไปตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน พวกเขามุ่งหน้าไปทางประตูเมืองด้านหนึ่งทหารแคว้นซางหวาดกลัวจนพากันวิ่งหนี ยิ่งได้ยินพวกพ้องร้องว่า ‘ปีศาจ!’ พวกเขาก็ยิ่งกลัวจนพากันถอยกรูดหนำซ้ำพวกเขายังเห็น ‘ปีศาจ’พวกนั้นถือศีรษะพวกพ้องของพวกเขาเอาไว้ จำนวนศีรษะที่ ‘ปีศาจ’ พวกนั้นถือเอาไว้มีจำนวนมากมายนัก มองไปทางไหนก็เห็นแต่ศีรษะคนตายนี่ทำให้พวกเขาเกิดความหวาดกลัวจนขนหัวลุกชันแม้แต่นายกองที่คุมกองทัพก็ยังถอยกรูด พวกพลทหารยิ่งถอยกรูดตาม
“ฆ่า!” ทหารแคว้นเซี่ยร้องตะโกนข่มขวัญ เสียงของพวกเขาดังกึกก้องไปในอากาศ
“ฆ่า!” หยางถิงเฟิงชี้กระบี่ออกไปทหารแคว้นเซี่ยจึงพุ่งไปฆ่าล้างศัตรูอย่างฮึกเหิม อีกทั้งในเวลากลางคืนเช่นนี้ทหารแคว้นซางมองอะไรก็ไม่ชัดนัก พวกเขาเห็นแค่ ‘คน’ อาบเปื้อนเลือดเต็มตัว ซ้ำยังถือศีรษะทหารร่วมแคว้นของพวกเขาเอาไว้ดูแล้วเป็นภาพที่น่าสยดสยองจนขนพองลุกชัน ซ้ำยังมีคนตะโกนว่า ‘ปีศาจ’ พวกเขาจึงเกิดความกลัวขึ้นมาในจิตใจอีกทั้งรองแม่ทัพของพวกเขาก็ตกตายไปแล้ว จึงไม่มีใครชี้นำพวกเขา ทำให้พวกเขาเหมือนฝูงผึ้งที่ไร้นางพญาพากันบินแตกฝูงไม่อาจร่วมแรงร่วมใจต่อสู้ดีๆ ได้เลย พวกเขาจึงถูกเข่นฆ่า ค่อยๆตกตายไปทีละคน...สองคน...
พวกเต๋อผิงบุกตะลุยไปจนถึงประตูเมืองพวกเขาฆ่าทหารแคว้นซางที่เฝ้าประตูเมืองได้แล้วจึงรีบเปิดประตูเมืองเพื่อให้กองทัพบุกเข้ามาช่วยอีกแรงในเมืองมีทหารแคว้นซางร่วมหมื่นด้วยกำลังของพวกเขาย่อมไม่เพียงพอที่จะสู้กับทหารร่วมหมื่นได้พวกเขาอาศัยความรวดเร็วในการบุก เร่งรีบเข้ายึดประตูเมืองเป็นอันดับแรก
ทันทีที่ประตูเมืองเปิดออกหยางถิงเฟิงก็ออกไปยืนตรงประตูแล้วตะโกนสั่งว่า “พี่น้องทั้งหลายเร่งเข้ามาช่วยกันฆ่าพวกซางเร็วเข้า!”
“หือ?”ทหารที่จับจ้องเมืองอี้พากันมองคนที่ยืนอยู่ตรงประตูเมืองที่เปิดกว้างพวกเขาเห็นคนๆ นั้น แต่ว่าคนๆ นั้นเปื้อนเลือดเต็มไปหมด นายกองคนหนึ่งจึงร้องถาม“เจ้าเป็นใคร?”
หยางถิงเฟิงยกมือลูบหน้าตัวเองเขาจึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเปื้อนเลือด เขาจึงเช็ดๆ เลือดออกจากใบหน้าแต่เลือดก็ยังเปรอะเปื้อนใบหน้าเขาอยู่ดี แต่ก็ทำให้นายกองพอจะมองเห็นใบหน้าของคนๆนั้นชัดขึ้น เขาชะโงกเพ่งมอง “ซื่อจื่อ!?”
“อืม ข้าเอง”หยางถิงเฟิงพยักหน้า นายกองจึงวิ่งไปใกล้ๆ ซื่อจื่อ เพ่งมองซื่อจื่อที่จู่ๆก็ออกมาจากในเมืองอย่างงุนงงสงสัย “ท่านไม่ใช่ว่านำทัพออกไปล้อมพวกซางไม่ใช่รึไยท่าน...”
“ไว้ถามทีหลังเถอะตอนนี้สิ่งสำคัญคือพวกเจ้าเร่งตามข้าไปยึดเมืองให้ได้ก่อน เรื่องนี้จะช้าไม่ได้มาๆ ตามข้ามาเร็ว!” หยางถิงเฟิงสั่ง
นายกองแน่ใจแล้วว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคือซื่อจื่อหยางจริงๆเขาจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง หันไปสั่งทหารในกองตัวเองว่า “ไปๆ พวกเจ้าตามข้ามา”
หยางถิงเฟิงคว้าทหารคนหนึ่งมาแล้วสั่งว่า“เจ้ารีบไปรายงานท่านพ่อทีว่าข้าเปิดประตูเมืองอี้ได้แล้วให้ท่านพ่อส่งคนเข้าไปฆ่าพวกซางเร็วเข้า!”
เขายัดหยกพกประจำตัวให้ทหารคนนั้นทหารคนนั้นกำหยกพกชิ้นนั้นไว้แล้วหมุนตัววิ่งไปรายงานท่านแม่ทัพใหญ่ทันทีหยางถิงเฟิงจึงเดินกลับเข้าไปในเมือง นำกำลังทหารไปฆ่าล้างพวกซางต่อ
ทหารวิ่งไปสุดฝีเท้า จนพบท่านแม่ทัพใหญ่ เขาจึงรายงานว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ซื่อจื่อให้ข้าน้อยมาบอกว่าเขาเปิดประตูเมืองอี้ได้แล้วให้ท่านนำคนไปฆ่าพวกซางในเมืองขอรับ”
ทหารรายงานพลางประคองหยกพกชิ้นนั้นมอบให้ท่านแม่ทัพใหญ่กุนซือจึงก้าวไปหยิบหยกพกชิ้นนั้นขึ้นมาดูแล้วบอกว่า “นี่เป็นหยกของซื่อจื่อ”
เขาดูแล้วก็มอบให้ท่านแม่ทัพใหญ่หยางซีถิงรับหยกชิ้นนั้นมาดู นี่เป็นหยกพกของลูกชายเขาจริงๆแม้ว่าเขาจะสงสัยว่าเฟิงเอ๋อร์ไปอยู่ในเมืองได้อย่างไร?ก็เขาออกไปล้อมศัตรูอยู่ข้างนอกไม่ใช่รึ? แต่ในสถานการณ์ที่เร่งด่วนแบบนี้ซ้ำยังมีหยกพกมายืนยันตัวตน เขาจึงเร่งตัดสินใจ “แบ่งคนไปตีเมืองอี้คืนมา”
“ขอรับ”นายกองรับคำสั่งแล้วถอยไปแบ่งกำลังคนเข้าตีเมืองทันทีหยางซีถิงไม่อาจนำทัพไปเองได้ เพราะเขายังต้องอยู่คุมกองทัพแม้ใจเขาอยากจะพาคนไปตีเมืองเองจะได้เจอเจ้าลูกชายแล้วถามให้สิ้นสงสัยแต่เขาก็ไม่อาจทำอย่างที่ใจอยากทำได้ใจเขาตอนนี้จึงรุ่มร้อนกระวนกระวายจนนั่งไม่ติด กุนซือจึงได้แต่บอกว่า“ท่านแม่ทัพใหญ่สงบใจหน่อยเถิด ถึงอย่างไรซื่อจื่อก็มีฝีมือเก่งกาจเขาย่อมไม่เป็นอะไรหรอก”
“อืมๆ ข้ารู้ๆ”หยางซีถิงบอก แต่เท้าก็ยังเดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายใจกุนซือจึงได้แต่ยืนมองไม่พูดอะไรอีก
ทางด้านทัพใหญ่แคว้นซาง พวกเขาได้ยินเสียงดังแว่วๆ มาจากในเมืองอี้ทหารจึงวิ่งไปรายงานท่านแม่ทัพใหญ่ทันที “ท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับข้าได้ยินเสียงดังมาจากในเมืองขอรับ”
แม่ทัพใหญ่กังห้าวไม่ได้ตอบแต่มีเสียงร้องครางดังออกมาแทน “อ้าๆ...”
ทหารจึงได้แต่ยืนรออยู่หน้ากระโจมเสียงครางนั้นยิ่งนานยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ “อ้า...อ้า...”
“โอววววว...”เสียงแม่ทัพใหญ่ดังออกมาหากว่าทหารแอบมองเข้าไปก็จะเห็นท่านแม่ทัพใหญ่กำลังถอนทวนดำคล้ำออกจากเรือนกายอนุเยาว์วัยส่วนอนุเยาว์วัยคนนั้นก็นอนหงายอยู่บนฟูกนอนสองมือของนางถูกมัดล่ามไว้กับเสากลางกระโจมสองขาของนางก็ถูกมัดล่ามไว้กับเสากลางกระโจมเช่นกันทำให้ตัวนางนอนหงายขากางถ่างอ้าไม่อาจขัดขืนอะไรได้เลย เนื้อตัวนางเต็มไปด้วยรอยขบดูด แดงเป็นจ้ำๆเต็มตัวไปหมด ร่องรูอ่อนนุ่มบวมแดงมีสายธารขุ่นไหลย้อยออกมากังห้าวผละจากนางแล้วจึงลุกขึ้นแต่งตัว จากนั้นก็เดินออกไปนอกกระโจม “มีอะไร?”
“ข้าได้ยินเสียงดังมาจากในเมืองขอรับท่านแม่ทัพใหญ่เกรงว่าในเมืองจะเกิดเรื่องแล้วขอรับ” ทหารรายงาน
กังห้าวหันไปมองทางเมืองอี้จังหวะหนึ่งลมพัดมาทำให้ผ้าประตูกระโจมเปิดออก ทหารที่เฝ้าประตูกระโจมทั้งสองคนเหลือบมองเข้าไปในกระโจมพวกเขาจึงเห็นอนุคนใหม่ของท่านแม่ทัพใหญ่ซึ่งถูกมัดล่ามไว้กับเสานางนอนหงายขากางอ้า ไร้ผ้าผ่อนปิดบังเรือนกายขาวนวล ทำให้ทหารทั้งสองแอบกลืนน้ำลายอึกๆ
“เสียงดังจากในเมืองงั้นรึ?”กังห้าวครุ่นคิด ตัวเขาหลังจากที่ยึดเมืองได้ก็แบ่งกำลังทหารเฝ้าเมืองอี้ไว้10,000 คน ส่วนกองทัพใหญ่ก็ซุ่มซ่อนอยู่ด้านนอก รอคอยให้พวกเซี่ยมาติดกับจนกระทั่งพวกเซี่ยมาติดกับจริงๆ เขาจึงนำกำลังทหารล้อมพวกเซี่ยเอาไว้คราวที่แล้วพวกมันล้อมพวกเขาคราวนี้เขาจะให้ไอ้แม่ทัพใหญ่แซ่หยางนั่นได้รู้รสชาติของการถูกล้อมเสียบ้างแต่แล้วพวกมันกลับบุกฝ่ากองทัพใหญ่แล้วโอบล้อมพวกเขาอีกทีนี่ทำให้เขาแค้นใจจะตายแล้วเขาคิดไม่ถึงเลยว่าพวกมันจะใช้วิธีแบบนั้นบุกฝ่าออกไปได้!
“ไปสืบมา”เขาสั่งพลางมองไปทางเมืองอี้ เสียงโลหะกระทบกันดังแว่วๆ มาฟังเสียงแล้วน่าจะเกิดการต่อสู้ในเมือง “หรือว่าพวกชาวบ้านลุกฮือก่อกบฏ?”
เขายกมือกอดอกพลางลูบคางครุ่นคิดคิดเท่าไหร่เขาก็คิดไม่ออก เขาจึงเดินไปขึ้นหลังม้าแล้วขี่ย่างเหยาะออกไปเขามุ่งหน้าไปทางเมืองอี้แล้วหยุดม้าตรงริมค่ายพัก จะเรียกว่าค่ายพักก็คงไม่ถูกนักต้องเรียกว่าสถานที่ที่พวกเขาหยุดพักอยู่ต่างหาก พวกทหารนั่งๆ นอนๆ บนพื้นดินมีกองไฟจุดเอาไว้เป็นหย่อมๆแต่ตอนนี้ทหารส่วนใหญ่ล้วนลุกขึ้นยืนมองไปทางเมืองอี้กันหมดพวกเขาเองก็สงสัยเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นในเมือง?
ครั้นเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ขี่ม้ามาพวกเขาจึงกุมมือคารวะ “ท่านแม่ทัพใหญ่”
ทหาร 2 คนที่เฝ้าอยู่หน้ากระโจม พอเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ขี่ม้าไปไกลแล้วทหารคนหนึ่งจึงผลุบเข้าไปในกระโจมทันทีเขามองดูอนุคนใหม่ของท่านแม่ทัพใหญ่ที่ถูกมัดล่ามเอาไว้เขามองดูเนินเนื้ออ่อนนุ่มที่มีสายธารหยดลงมา แล้วมองขึ้นไปที่ทรวงอกเล็กๆ ของนางจากนั้นเขาก็งัดทวนตัวเองออกมากำรูด “อื้มมมม...”
เขาทำแบบนี้หลายหนแล้วดังนั้นเขาจึงไม่กลัวว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะกลับมาเห็นเข้าเขาก็แค่มองดูนางและใช้มือระบายความใคร่ของตัวเองเท่านั้น เขาไม่ได้แตะต้องนางเลยสักนิดอนุเจียหรูมองดูทหารคนนั้นยืนกำทวนอยู่ตรงหน้านางอย่างไม่สนใจอะไรทั้งนั้นตั้งแต่นางถูกจับมาก็ถูกไอ้แก่นั่นทิ่มแทงทุกวันทุกคืนนางถูกมันมัดล่ามเหมือนหมูเหมือนหมา เสื้อผ้าอาภรณ์ไม่ได้สวมใส่ได้แต่นอนอยู่อย่างนี้ นางอยากตายเหลือเกิน แต่ว่านางก็กลัวเจ็บยิ่งนักนางไม่กล้ากัดลิ้นตัวเองฆ่าตัวตาย นางไม่กล้าพุ่งชนเสาฆ่าตัวตายนางจึงได้แต่ทนไปวันๆ
“โอ้...”ทหารหลั่งสายธารออกมา สายธารพุ่งกระฉูดไปตกลงบนขาอ่อนของอนุเจียเขาเก็บทวนแล้วรีบเดินออกไปยืนเฝ้ากระโจมต่อเพื่อนที่ยืนเฝ้ากระโจมด้วยกันก็รีบผลุบเข้าไปในกระโจมแล้วทำเหมือนที่เพื่อนทำเมื่อกี้นี้เจียหรูมองทหารอีกคนด้วยสายตาเฉยเมย จนทหารคนนั้นหลั่งสายธารออกมาแล้วก็ออกไปนางมองดูสายธารของพวกมันที่ตกต้องตัวนางอย่างรังเกียจยิ่ง!
ในเมือง หยางถิงเฟิงก็นำกำลังทหารเข่นฆ่าพวกซางอย่างดุเดือดพวกเขาเจอทหารแคว้นซางก็ฆ่าทันทีทหารแคว้นซางเมื่อไร้หัวหน้าคอยออกคำสั่งก็เหมือนแมลงที่แตกรังไม่อาจต่อกรกับทหารเซี่ยที่ฮึกเหิมห้าวหาญได้เลย ทหารแคว้นซางตกตายไปไม่น้อย ศพเกลื่อนพื้นเลือดไหลนองราวกับสายน้ำ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปในอากาศพวกชาวเมืองอี้ก็ได้แต่ซ่อนตัวอย่างหวาดกลัวจนหัวหด
จวบจนเช้า ทหารแคว้นซางหมื่นกว่าคนก็ตกตายจนหมดทหารแคว้นเซี่ยเดินขวักไขว่ค้นหาทหารแคว้นซางไปทั่วเมืองพวกชาวเมืองอี้ก็ถูกกวาดต้อนไปรวมกันบนถนนสายหลักพวกเขาหวาดกลัวพวกทหารจนกลัวหัวหดในหมู่ชาวเมืองมีสตรีที่ถูกพวกซางฉุดคร่าไปบำเรอกามพวกนางถูกกระทำทารุณจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ตอนที่ทหารแคว้นเซี่ยไปเจอพวกนางพวกเขาก่นด่าพวกซางไป 18 ชั่วโคตรแล้ว
สตรีเหล่านั้นมีตั้งแต่เด็กรุ่นๆไปจนถึงหญิงชราก็ไม่เว้น เมื่อพวกนางถูกกวาดต้อนไปรวมตัวกับชาวเมืองคนอื่นๆพวกนางก็มีสภาพไม่ค่อยปกตินัก บางคนร้องไห้โฮๆ บางคนเงียบขรึมบางคนหัวเราะหัวใคร่อย่างไร้สาเหตุ ชาวเมืองพอเห็นสตรีในครอบครัว บางคนก็ยินดีบางคนก็ก่นด่าว่าพวกนาง จนกลายเป็นความวุ่นวายเสียงดังเซ็งแซ่ไปหมดเต๋อผิงเห็นความวุ่นวายน่าปวดหัวนี้แล้วเขาทนไม่ไหวจึงตะโกนเสียงดังว่า “เงียบบบบ! พวกเจ้าหุบปาก! ใครส่งเสียงดัง ข้าจะฆ่ามันเสีย!”
ชาวเมืองสะดุ้งโหยงพวกเขาหยุดชะงักการกระทำทุกอย่างทันที บางคนรีบนั่งลงไปอย่างกลัวหัวหดบางคนก็ละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก
“พวกเจ้าดูดีๆอย่าให้พวกซางแอบซ่อนปะปนกับชาวบ้านได้ล่ะ” เต๋อผิงสั่งลูกน้องพวกลูกน้องรับคำสั่งแข็งขัน “ขอรับ”
หยางถิงเฟิงยืนดูพวกเต๋อผิงจัดการเรื่องราวครู่หนึ่งแล้วจึงเดินมุ่งหน้าออกจากเมืองเพื่อไปหาท่านพ่อเกรงว่าท่านพ่อคงร้อนใจจนนั่งไม่ติดแน่นอน เขาเองก็ไม่อาจบอกท่านพ่อเรื่องที่พวกเขาค้นพบอุโมงค์ลับแห่งใหม่ท่านพ่อต้องคิดว่าเขายังอยู่ในกองทัพวงล้อมรอบนอกแน่แท้
ครั้นหยางถิงเฟิงได้พบกับท่านพ่อหยางซีถิงมองลูกชายที่เปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยเลือดอย่างตกใจเขาจับตัวลูกชายหมุนซ้ายหมุนขวา ถามอย่างเป็นห่วงว่า “เจ้าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง?”
“ท่านพ่อมีแต่แผลเล็กน้อย ไม่นับว่าใหญ่โตอะไร นี่เป็นเลือดศัตรูต่างหาก” หยางถิงเฟิงบอกหยางซีถิงมองลูกชายขึ้นๆ ลงๆ ครั้นเห็นว่าเขามีแผลเล็กซึ่งไม่ถือว่าสาหัสก็เบาใจลง“ดีแล้วๆ ไม่เจ็บมากก็ดีแล้ว”
“อ่า...ซื่อจื่อข้าได้ยินว่าท่านเข้าเมืองไป ท่านเข้าไปได้อย่างไร?หรือว่าท่านบุกฝ่าทัพพวกซางเข้ามา?” กุนซือถามอย่างอดทนรอไม่ไหวแล้วเขาอยากรู้จะตายแล้ว! รีบบอกข้ามาเร็ว รีบบอกกกกก...
“ข้าเจออุโมงค์ลับทางด้านทิศตะวันออกจึงได้บุกเข้าเมืองไปทางอุโมงค์นั่นตอนนั้นมันเร่งด่วนข้าจึงเคลื่อนกำลังพลโดยพลการขอท่านแม่ทัพใหญ่ลงโทษข้าด้วยขอรับ” หยางถิงเฟิงบอกแล้วคุกเข่าลงไปข้างหนึ่งการเคลื่อนย้ายทหารโดยพลการย่อมมีความผิด ต่อให้เขาจะเป็นลูกชายของท่านแม่ทัพใหญ่โทษทัณฑ์นี้เขาก็ยังต้องรับโทษอยู่ดี ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะเอาเยี่ยงอย่างได้
“ได้!” หยางซีถิงกลั้นใจพยักหน้า แล้วจึงสั่งทหารว่า“พลทหารหยางถิงเฟิงขัดคำสั่ง แอบเคลื่อนกำลังพลโดยพลการ ลงโทษโบย 200 ทีทหารเอาตัวไป”
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readclub.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ