ในจินตนาการของเจได ตอนแรกเขาคิดว่าศูนย์กลางของค่ายพักพิงที่ใหญ่โตนี้ คงมีเพียงเต็นท์ที่ทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา
ทว่าเขาก็พบว่าความคิดนั้นผิดถนัด เพราะเมื่อรถวิ่งพ้นแนวเต็นท์ที่เรียงรายกันอยู่ เขาก็เห็นกำแพงสูงคล้ายกำแพงเมืองตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า และเมื่อมองพ้นกำแพงเข้าไป เขาก็เห็นพวกตึกที่สร้างขึ้นกระจัดกระจายกันอยู่ สูงบ้างต่ำบ้าง ที่นี่ต้องเป็ศูนย์กลางของค่ายพักพิงแน่นอน
เมื่อเห็นเจไดมองกำแพงด้วยความสนใจปนความตะลึง เบอตันก็แค่นเสียงในลำคอ พูดเยาะเย้ยเบาๆว่า
"หึ ก็แค่พวกบ้านนอกเข้ากรุง ดูก็รู้เลยว่านายเป็คนจากค่ายเล็กๆแน่ๆ"
เจไดที่ได้ยินแต่ก็ไม่โกรธแต่อย่างใด กลับกัน...เขากลับซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ และพูดประจบตอบกลับไปทันที
"ก็ใช่สิ ผมมันบ้านนอก ไม่เคยเห็นค่ายที่อลังการแบบนี้มาก่อนเลย"
ว่าแล้วเขาก็เหมือนคิดอะไรขึ้นมาได้ ก่อนจะรีบพูดเสริมว่า
"ว่าแต่พี่ชาย ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรเหรอ? ตอนเห็นคุณจัดการซอมบี้ 3 ตัวนั้น ฉันก็รู้ว่าฝีมือของคุณสุดยอดมากเลย เหมือนเทพแห่งปืนมาเอง ถ้าพวกสาวๆได้เห็นล่ะก็...ต้องหลงคุณหัวปักหัวปำแน่นอน!"
คำชมนี้เล่นเอาเบอตันต้องยิ้มออกมา ใบหน้าที่เคยเ็าก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ ใครล่พจะไม่มีความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง? เขาจึงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เ็าเหมือนก่อนหน้านี้
"ฉันชื่อเบอตัน ส่วนคนข้างๆฉันชื่อต๋อง เขาเป็เบอร์ 4 ของทีมพวกเรา"
ชายฉกรรจ์ที่ชื่อต๋องดูเงียบขรึมยิ่งกว่าเบอตันมาก พอได้ยินชื่อของตัวเองถูกพูดถึงขึ้นมา เขาก็แค่ลืมตาขึ้นเล็กน้อย และพยักหน้าให้โดยไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมา
เจไดเองก็ไม่ถือสาอะไร อย่างน้อยก็ยังดีกว่าก่อนหน้านี้ที่ไม่แม้แต่จะเหลียวมองเขาเลย
พอเห็นว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย เขาจึงชวนคุยต่อด้วยความสนอกสนใจ
"พี่เบอตัน ที่นี่มันที่ไหนเหรอ? ผมเพิ่งมาเป็ครั้งแรก เลยยังไม่รู้เื่อะไรเลย"
เบอตันอยู่ที่นี่ั้แ่ค่ายพักพิงแห่งนี้เริ่มก่อตั้งขึ้นมา เดิมทีเขาก็เป็แค่คนพลัดถิ่นธรรมดา แต่โชคดีที่ได้มาพบกับวี จึงได้เข้าร่วมทีมล่าซอมบี้
ั้แ่นั้นมาก็อาศัยการออกล่าซอมบี้เพื่อเลี้ยงปากท้อง แม้มันจะเป็งานเสี่ยงชีวิต แต่ด้วยการนำทีมอันยอดเยี่ยมของวี บวกกับการรู้จักความพอประมาณ ไม่โลภเกินไป ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทีมของพวกเขาอาจไม่ถึงกับร่ำรวย แต่ก็อยู่ได้อย่างสุขสบายพอสมควร
เบอตันครุ่นคิดอยู่ครู่นึงก่อนจะตอบว่า
"ไหนๆนายก็เรียกฉันว่าพี่แล้ว ฉันก็จะอธิบายให้แล้วกัน เห็นข้างหน้านั่นไหม? เดิมที ที่นี่มันเป็แค่เมืองเล็กๆเท่านั้น แต่ต่อมาก็ถูกกลุ่มทหารกลุ่มนึงเข้ายึดครอง และได้กลายเป็ค่ายพักพิงขึ้นมา จุดเด่นคือมันอยู่ห่างไกลจากเขตที่มีซอมบี้ชุกชุม ทำให้ปลอดภัยกว่าที่อื่นๆ พอซ่อมแซมไปซ่อมแซมมาก็สร้างกำแพงขึ้นมาป้องกัน คนที่รอดชีวิตจากทั่วทุกสารทิศก็เริ่มทยอยหลั่งไหลเข้ามากันเรื่อยๆ จนกลายเป็ค่ายใหญ่อย่างที่นายเห็นนี่แหละ"
เบอตันเว้น่เล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา
"อย่าเพิ่งดูถูกเพราะเต็นท์ที่อยู่นอกกำแพงนั่นเชียวนะ พอนายได้เข้าไปข้างในเมืองเมื่อไร นายจะรู้สึกเหมือนเข้าไปใน์เลยทีเดียว เพราะกลุ่มที่ปกครองค่ายอยู่ตอนนี้ก็คือทหารกลุ่มเดิมนั่นแหละ ทุกอย่างเลยยังคงระเบียบแบบแผนเข้มงวดตามสไตล์ทหาร"
เจไดที่ฟังเบอตันโม้ไม่หยุดก็แล้วอดสงสัยไม่ได้
"ถ้ามีทหารล่ะก็...แล้วทำไมถึงปล่อยให้ค่ายรอบนอกกลายเป็แบบนั้นล่ะ?"
เบอตันหัวเราะออกมาแห้งๆก่อนจะตอบด้วยสีหน้าขื่นขมว่า
"เื่มันยาวน่ะ แต่ฉันอยากขอให้นายจำไว้อย่างนึง อำนาจที่ยิ่งใหญ่มักนำความชั่วร้ายติดตัวมาด้วยตลอด ต่อให้เป็ทหารที่ซื่อสัตย์ขนาดไหน ไเมื่อเวลาผ่านไปก็โดนความชั่วในใจกลืนกินอยู่ดี บางทีเมื่อก่อนพวกเขาอาจจะเป็ทหารที่ดี แต่ตอนนี้... เอาเถอะ ฉันอธิบายได้เท่านี้แหละ ใช้ชีวิตในนั้นให้ระวังตัวไว้ก็พอ แค่ไม่ทำผิดกฎก็ไม่ต้องกลัวว่าจู่ๆจะมีใครมาฆ่านายหรอก"
ค่ายพักพิงแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงสูงตระหง่าน บนกำแพงทุกระยะ 50 เมตรจะมีป้อมยื่นออกมาให้เห็น ภายในป้อมมีทหารประจำการอยู่ 3 นาย พร้อมปืนกลหนักที่ติดเอาไว้ ส่วนพื้นที่หน้ากำแพงจะถูกกั้นเป็เขตปลอดภัย 50 เมตรเต็มๆ ไม่มีเต็นท์หรือคนกล้าย่างกรายเข้ามาแม้แต่คนเดียว ดูจากสภาพแล้ว นี่คือเส้นแบ่งเขตที่แม้แต่ผู้หิวโซทั้งหบายก็ไม่กล้าเหยียบเข้าไป
ทั้งกำแพงมีประตูอยู่ 4 แห่ง แต่ปกติแล้วจะเปิดใช้แค่ 2 แห่งเท่านั้น คือฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก ตรงกับเส้นทางหลักที่ถนนพาดผ่านพอดี
สายตาของเจไดสะดุดกับปล่องควันขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านสูงขึ้นมาอย่างโด่ดเด่น ควันดำทะมึนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่หยุด มันเป็สัญญาณชัดเจนว่าด้านในมีโรงงานอยู่
เบอตันเห็นเจไดมองปล่องควันด้วยสายตาสงสัย เขาจึงอธิบายอย่างไม่ปิดบังว่า
"นั่นน่ะคือโรงงานผลิตอาวุธของที่นี่ เป็ศูนย์กลางของค่ายเลยก็ว่าได้ ปืนกับะุที่พวกเราใช้กันอยู่ก็มาจากที่นั่นทั้งนั้น ส่วนใหญ่ผลึกพลังงานหรือของอื่นๆที่เราหามาได้ ก็จะเอามาแลกเปลี่ยนเป็อาวุธก่อน ส่วนที่เหลือถึงจะเอาไว้ซื้อหาอาหาร ใครๆก็รู้กันดีว่า...ในโลกแบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือปืนกับอาหาร เพราะต้องมี 2 อย่างนี้ถึงจะอยู่รอดได้!"
เื้ัความเจริญรุ่งเรืองภายนอก ที่แท้ก็เต็มไปด้วยความขมขื่น สำหรับเบอตันและคนในทีมแล้ว ถึงพวกเขาจะดูสูงส่งในสายตาของคนในค่ายรอบนอก แต่สำหรับคนที่ถืออำนาจตัวจริงแล้ว พวกเขาก็แค่เบี้ยตัวนึงที่พร้อมจะถูกบดขยี้ทิ้งได้ในทุกเมื่อเท่านั้น นักล่าซอมบี้เหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับเครื่องมือของผู้มีอำนาจในค่ายพักพิง
เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ติดเชื้อหรือคนแปลกหน้าหลุดรอดเข้าไปในเมืองได้ ทุกคนที่ผ่านประตูจะต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียด ทันทีที่รถจอดตรงด่านตรวจ ก็มีทหาร 2 นายในชุดป้องกันสารเคมีพร้อมถืออุปกรณ์ตรวจวัดสารเคมีมาสแกนร่างกายทุกคนั้แ่หัวจรดเท้า ส่วนสัมภาระก็ไม่จำเป็ต้องเปิดออกมาแต่อย่างใด เพียงแค่สแกนผ่านก็โอเค หากอุปกรณ์สแกนไม่ส่งสัญญาณใดๆก็ถือว่าปลอดภัย
ในแต่ละวันจะมีรถที่ผ่านเข้าออกค่อนข้างน้อย ทำให้ขั้นตอนการตรวจสอบไม่กินเวลามากเท่าไหร่ สำหรับเจไดแล้ว ถึงเขาแม้จะเป็หน้าใหม่ แต่ด้วยความช่วยเหลือของวี เ้าหน้าที่จึงไม่ได้ทำเื่ให้วุ่นวาย เพียงแค่ให้เซ็นลงชื่อและถามรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับตัวเขา จากนี้นก็ออกบัตรผ่านให้ ตอนนี้เขาถือว่าเป็คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกเมืองได้อย่างถูกต้องแล้ว
เมื่อก้าวเข้ามาภายในเมือง สิ่งแรกที่เจไดเห็นคือพื้นที่เพาะปลูกอันกว้างใหญ่ที่อยู่ริมกำแพง พืชผลสีเขียวถูกปลูกทอดยาวไปไกลสุดสายตา แม้ดินจะค่อนข้างแห้งแล้ง แต่ก็ยังปลูกมันฝรั่งและมันเทศได้ ซึ่งเป็ทั้ง 2 เป็พืชทนแล้งได้และให้ผลผลิตสูง
ในพื้นที่เพาะปลูกเหล่านี้มีคนงานจำนวนมากกำลังขะมักเขม้นไล่กำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชอยู่ พูดได้เต็มปากว่านี่คือพืชผลปลอดสารพิษอย่างแท้จริง เพราะทุกอย่างถูกดูแลด้วยคนล้วนๆ
เบอตันพูดอธิบายเพิ่มเติม
"อย่าดูถูกที่นี่เชียวนะ ที่นี่คือแหล่งเสบียงหลักที่เลี้ยงคนเกือบแสนชีวิตในค่ายนี้ ต่อให้สำคัญน้อยกว่าโรงงานอาวุธ แต่ก็สำคัญไม่แพ้กันเลยทีเดียว ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของทหาร ไม่มีใครเข้าไปยุ่งกับมันได้ ถ้าบังเอิญเดินเข้าไปโดยไม่ตั้งใจล่ะก็...ทหารที่เฝ้าอยู่จะยิงทิ้งได้ทันทีโดยไม่ต้องเตือน"
และเป็อย่างที่เบอตันพูดจริงๆ ในพื้นที่เพาะปลูกนี้ ทุกระยะจะมีป้อมเฝ้าระวังตั้งอยู่เสมอ ้ามีทหารประจำการคอยจับตาดู อีกทั้งยังมีหน่วยลาดตระเวนคอยเดินตรวจตราเป็ระยะๆเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาแอบขโมยหรือทำลายผลผลิตได้