หมอหลวงจงฟั่นหู่รีบสืบเท้าเข้ามาทำความเคารพสตรีสูงศักดิ์ทั้งสอง
"รีบมาตรวจอาการน้องสาวข้าเร็วเข้า"
องค์หญิงจางฟางเจินเอ่ยเร่งเร้าอย่างร้อนใจ พิษที่นางมอบให้ถงอวี้ไปนั้น มีฤทธิ์เพียงแค่สิบสองชั่วยามเท่านั้น ยิ่งเวลาผ่านไปพิษก็จะสลายไป
ยาพิษน้อยนิดไม่มีผลต่อร่างกายมากนัก หากแต่ถ้ายาพิษถูกใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้ผู้ถูกพิษสิ้นชีพได้
แต่เมื่อเห็นว่าน้องสาวของตนยังมีอาการที่ปกติอยู่ ก็ได้แต่กังวลว่าถงอวี้ของตนจะใช้ปริมาณยาที่น้อยเกินไป
หมอหลวงจงฟั่นหู่กล่าวขออภัยจางหย่งอ้าย ก่อนจะนำหมอนรองออกมาและจับชีพจรของนาง เขาเหลือบตาสบตากับองค์หญิงใหญ่พลางส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อบอกว่าผู้ป่วยไม่มีอาการอะไร
จางฟางเจินขมวดคิ้วก่อนจะหันไปมองหลานถงอวี้อย่างชั่งใจ
หรือว่าเขามีใจต่อน้องสาว ถึงมิหากหักใจลงมือได้
หลานถงอวี้เองก็สบตากับองค์หญิงจางฟางเจิน ทั้งยังส่ายหน้าเป็การบอกว่าเขาก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"น้องสาวข้าเป็อย่างไรบ้าง มีสิ่งใดที่นางต้องระมัดระวังหรือไม่"
องค์หญิงจางฟางเจินกล่าวอย่างห่วงใย ทั้งยังแฝงความหมายที่หมอหลวงจงทราบได้ว่าตนเองควรต้องทูลออกมาเช่นไร
"ร่างกายองค์หญิงหย่งอ้ายค่อนข้างอ่อนแอ ต้องดูแลเื่อาหารการกินให้ดีพ่ะย่ะค่ะ"
"เ้าได้ยินหรือไม่ เหตุใดถึงปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอได้เช่นนี้ หากเสด็จแม่ทราบจะต้องร้อนใจเป็แน่ ต่อไปเ้าต้องดูแลร่างกายตนเองให้ดีเล่า รู้หรือไม่"
องค์หญิงจางฟางเจินกล่าวกับน้องสาวอย่างอ่อนโยน
จางหย่งอ้ายได้แต่ผงกศีรษะรับคำ
เมื่อหมอหลวงออกไปจัดเทียบยาให้ ก็ได้เวลาที่จางหย่งอ้ายจะจัดการกับเื่ของพระเอกของเื่เสียที จึงทำเป็ปิดปากส่งเสียงไอขึ้นมา
ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาคล้ายไร้เรี่ยวแรง พลางรับถ้วยน้ำชาจากเสี่ยวเหมยที่ยื่นมาให้ทันทีที่เธอส่งเสียงไอ
"เสด็จพี่ ร่างกายของข้าไม่สู้ดีนัก คงดูแลทุกอย่างไม่ไหว จึงมีเื่ขอร้องเสด็จพี่เื่หนึ่ง หวังว่าเสด็จพี่จะเมตตาช่วยเหลือน้องสาวผู้นี้นะเพคะ"
"พวกเราเป็พี่น้องกัน มีเื่อะไรก็ช่วยเหลือกันอยู่แล้ว เ้าอย่าได้เอ่ยถึงเมตตาไม่เมตตานั่นเลย บอกข้ามาเถอะเ้าอยากให้ข้าช่วยสิ่งใด"
องค์หญิงจางฟางเจินกำลังครุ่นคิดว่าควรจะกล่าวเช่นไรกับน้องสาวของตน เพื่อให้อีกฝ่ายยินดียกหลานถงอวี้ให้ตนดูแล หากแต่เสียไอโขลกของน้องสาวดึงความสนใจไป ทั้งยังสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวออกมาอีก ทำให้นางรู้สึกว่าสถานการณ์เช่นนี้ยังไม่เหมาะที่เอ่ยเื่ของหลานถงอวี้
หากแต่คำกล่าวขอร้องของผู้เป็น้องสาว กลับทำให้นางได้แต่นิ่งงันไปด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
"ร่างกายของข้าเป็เช่นนี้ คงมอบความสุขให้แก่อวี้อวี้ของข้ามิได้ จึงอยากขอยกเขาให้เสด็จพี่ช่วยดูแลได้หรือเพคะ แค่กแค่ก"
จางหย่งอ้ายแสร้งไอออกมาอีกคำรบหนึ่ง ก่อนจะจิบชาที่สาวใช้ยื่นมาให้อย่างรวดเร็วเข้าไปคำหนึ่ง พลางคิดในใจกับการแสดงของตนเอง
ไม่เสียแรงที่ดูซีรีส์โบราณมาหลายเื่หลายรอบ ทำให้ซึบซับการแสดงมาบ้างไม่มากก็น้อย โฮะโฮะ
คำขอร้องขององค์หญิงจางหย่งอ้าย ไม่เพียงแต่ทำให้องค์หญิงจางฟางเจินนิ่งอึ้งไป แม้แต่กับตัวของผู้ที่ถูกยกให้ผู้อื่นอย่างหลานถงอวี้ก็แปลกใจไม่น้อย ที่องค์หญิงจางหย่งอ้ายเป็ฝ่ายเอ่ยปากออกมาก่อน
เหล่าบุรุษที่นั่งอยู่ในที่นั้นต่างก็ประหลาดใจเช่นกัน เนื่องจากทุกคนต่างทราบกันดีว่าองค์หญิงจางหย่งอ้ายรักใคร่โปรดปรานหลานถงอวี้มากเพียงใด
โดยเฉพาะหวังลู่เอิน ช่างทำเครื่องประดับที่ลงมือสลักลายปิ่นปักผมสีแดงนั้นด้วยตนเอง
มูลค่าของปิ่นนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขารู้ได้ว่าองค์หญิงทุ่มเทใจให้หลานถงอวี้มากเพียงใด จึงทั้งประหลาดใจและใกับคำกล่าวขององค์หญิงจางหย่งอ้ายเป็อย่างมาก
"เสด็จพี่ แค่กแค่ก ท่านไม่รับปากข้าหรือเพคะ"
จางฟางเจินได้ยินอีกฝ่ายถามย้ำ ก็รีบเอ่ยปากรับคำ ทั้งยังเอ่ยปากถามซ้ำเพื่อความแน่ใจของอีกฝ่าย
"เ้าเอ่ยขอด้วยตนเองเช่นนี้ ข้าจะไม่รับปากได้อย่างไร แต่เ้าแน่ใจแล้วนะว่าจะยกเขาให้กับข้า"
"ร่างกายข้าเป็เช่นนี้คงดูแลปกป้องเขาไม่ไหว ข้าขอยกเขาให้เสด็จพี่ดูแลดีกว่าให้เขาเป็หม้าย"
จางหย่งอ้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา ทว่าห้องที่เงียบสงัดนี้ ก็ทำให้ทุกคนภายในห้องได้ยินอย่างชัดเจนทุกคน และทุกคนในที่นี้รวมทั้งองครักษ์ที่หูดีอย่างสวินจื่อหยาง ต่างก็คิดในใจเป็ประโยคคล้าย ๆ กันว่า
องค์หญิงรักใคร่หลานถงอวี้มากเพียงนี้เชียวหรือ ยินยอมหักใจยกเขาให้ผู้อื่น เพื่อมิให้เขากลายเป็หม้ายนี่นะ เมื่อครู่ที่องค์หญิงเดินมายังมีอาการดี ๆ อยู่เลย
จางฟางเจินเองก็อึ้งงันไปเช่นกัน ด้วยไม่คาดว่าน้องสาวจะปักใจรักมั่นต่อหลานถงอวี้เช่นนี้ แม้จะรู้สึกผิดที่ตนเหมือนแย่งสามีน้องสาว แต่นางและอวี้อวี้ก็มีใจรักมั่นกันอย่างแท้จริง
"ได้ข้ารับปากเ้า ข้าจะดูแลเขาให้ดีที่สุด และจะยกย่องเขาเป็สามีดังเช่นที่เ้ายกย่องเขาด้วย"
"ได้ยินเสด็จพี่รับปากหนักแน่นเช่นนี้ ข้าก็วางใจแล้วเพคะ"
จางหย่งอ้ายแย้มยิ้มออกมาอย่างจริงใจ นำพาให้ทุกคนในห้องต่างก็รู้สึกว่านางงดงามกว่าครั้งไหน ๆ
ชั่วขณะนี้เองที่ทุกคนสังเกตได้แล้วว่า องค์หญิงจางหย่งอ้ายมิได้ผัดแป้งหนาเตอะที่ใบหน้า ทั้งยังมิได้ทำแต่สีหน้านิ่งเฉยเหมือนเช่นเคย
หรือว่านางร่างกายอ่อนแอจนใกล้จะไม่ไหวแล้วจริง ๆ ถึงได้แสดงออกต่างไปจากทุกทีเช่นนี้
จางหย่งอ้ายไม่ล่วงรู้ความคิดของผู้อื่น เธอเพียงแค่อยากให้พระเอกไปอยู่กับนางเอกโดยเร็ว เพื่อที่เธอจะได้กินอาหารได้อย่างสบายใจ
"เช่นนั้นก็ให้หลานถงอวี้ยกน้ำชาเถอะเพคะ ข้าจะได้วางใจอย่างแท้จริง"
การยกสามีให้สตรีอื่น ภรรยาเดิมต้องชงชาให้สามีดื่ม จากนั้นสามีถึงจะนำไปชาถ้วยนั้นไปมอบให้ภรรยาใหม่ดื่มอีกต่อหนึ่ง
เสี่ยวเหมยนำชุดชงชามาให้ หากแต่จางหย่งอ้ายชงชาไม่เป็ ทั้งยังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะนำอุปกรณ์ชงชามาให้เธอทำไม
จึงได้แต่ส่งสายตาให้เสี่ยวเหมยนำกาชามาแทน
จากนั้นก็รินชาที่ผู้อื่นชงไว้แล้วเทใส่ถ้วยชา ก่อนจะมอบให้หลานถงอวี้ไป
ทุกคนต่างย่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจการกระทำขององค์หญิงจางหย่งอวี้ เมื่อครู่นางแสดงออกว่ารักใคร่ปักใจหลานถงอวี้ หากแต่ยามนี้กลับมิยินยอมชงชาด้วยตนเอง นี่หมายความว่าอย่างไรกันแน่
ภรรยาเดิมที่มิชงชาด้วยตนเอง นั่นหมายถึงอยากรีบส่งมอบสามีของตนออกไปให้พ้นหน้าอย่างรวดเร็ว ราวกับเขาเป็เผือกร้อน
จางหย่งอ้ายไหนเลยจะทราบเื่นี้ ในหนังสือนิยายและซีรีส์ไม่มีกล่าวถึงเื่นี้มาก่อน ด้วยเพราะองค์หญิงตกตาย พี่สาวจึงกล่าวอ้างว่าองค์หญิงมอบสามีไว้ให้ตนดูแล
พิธีชงชาอะไรพวกนี้นางจะไปทราบได้อย่างไรกัน ไม่มีคู่ไหนในนิยายเื่ยอดหญิงแห่งแคว้นหยินยกสามีให้ผู้อื่นเลย
มีเพียงบรรยายถึงสิ่งที่องค์หญิงจางฟางเจินกล่าวอ้าง ทำให้เธอรู้ว่าที่นี่สามารถยกสามีให้ผู้อื่นได้ แทนการหย่าร้าง เพราะจะทำให้สามีกลายเป็บุรุษมีตำหนิ
นางเพียงจำได้แต่ว่าในซีรีส์โบราณ หากหญิงสาวแต่งงานเข้าไปบ้านสามี ต้องมีพิธียกน้ำชา จึงคิดว่าที่นี่อาจจะมีประเพณีอะไรคล้าย ๆ กันนั้น
จึงเอ่ยออกไปเช่นนั้น ไม่คาดว่าที่นี่ก็จะมีประเพณีเช่นนี้จริง ๆ เลยได้แต่โล่งใจที่ตัวเองไม่ได้พูดอะไรแปลกประหลาดออกไป
ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเหมยนำอุปกรณ์ชงชาออกมา เธอถึงได้ขมวดคิ้วทั้งยังส่งสายตามองไปที่กาชา เพื่อบ่งบอกให้อีกฝ่ายนำกาชามา
หลานถงอวี้กำหมัดแน่น ด้วยเมื่อครู่เขายังรู้สึกผิดที่องค์หญิงห่วงหาอาทรมากมายเช่นนั้น เขากลับลงมือใส่ยาพิษให้นางกิน
หากแต่เมื่อเห็นว่านางรินชาจากกาชาที่นางกำนัลหรืออาจจะเป็เพียงบ่าวชั้นต่ำสักคนชงไว้มอบให้เขา เขาก็รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกนางเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอีกครั้ง
นางเห็นเขาเป็เพียงของเล่นชิ้นหนึ่งจริงๆ!
เขาขบกรามแน่นรับถ้วยชานั่นมาอย่างอดกลั้น ข่มความไม่พอใจไว้ พร้อมกล่าวขอบพระทัยองค์หญิงด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างเ็า ก่อนจะยกชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง
น้ำชาที่ไหลลงสู่ลำคอ เหมือนกับเปลวเพลิงขุมหนึ่งที่แผดเผาความรู้สึกของเขา
เขาใช้เข่าเดินไปเบื้องหน้าองค์หญิงจางฟางเจิน เพื่อมอบถ้วยน้ำชานั้นให้แก่นาง นางยื่นมือมาทับมือของเขาไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับถ้วยชานั้นไป
ทั้งที่เขาเคยรู้สึกดีกับองค์หญิงจางฟางเจินที่นางห้าวหาญแต่ก็ดูน่าทะนุถนอม ทั้งยังมีสายตาแห่งความรักใคร่มอบให้เขาในทุกครั้งที่พบเจอ มิใช่สายตาหื่นกระหายอย่างองค์หญิงจางหย่งอ้าย
หากแต่ยามนี้เขากลับรู้สึกว่าพวกนางต่างก็เห็นเขาเป็ของเล่นไม่ต่างกัน!
"วันนี้ก็ให้หลานถงอวี้ติดตามเสด็จพี่ไปได้เลยนะเพคะ อ้อ ยังมีหลี่ซีม่ออีกคน ท่านพี่ช่วยรับเขาไปดูแลด้วยได้หรือไม่ เขากับถงอวี้ค่อนข้างสนิทสนม อีกอย่างไปอยู่ที่ใหม่ก็เกรงว่าเขาจะเหงา อย่างไรข้าขอยกซีม่อให้เสด็จพี่อีกคนนะเพคะ"
จางหย่งอ้ายกล่าวอย่างมีเหตุมีผล ทั้งยังกวักมือเรียกให้หลี่ซีม่อมาหา ก่อนจะหันไปรินน้ำชามอบให้เขา พลางกล่าวด้วยใบหน้าประดับยิ้ม
"เ้าไปอยู่เป็เพื่อนถงอวี้ ดูแลพูดคุยกับเขาแทนข้าด้วยนะ"
หลี่ซีม่อได้แต่งงงวยว่าเหตุใดองค์หญิงจางหย่งอ้ายถึงได้กระทำเช่นนี้
หรือเป็เพราะเื่เมื่อคืน
มือที่ถือถ้วยชารู้สึกสั่นเทาขึ้นมา เขามองไปที่หลานถงอวี้เพื่อจะแลกเปลี่ยนความคิดผ่านสายตา ทว่าอีกฝ่ายกลับจดจ้องมองปลายเท้าขององค์หญิงจางฟางเจินอยู่
หลี่ซีม่อได้แต่ดื่มชาลงไปอึกหนึ่ง ก่อนจะเดินเข่าไปด้านข้างหลานถงอวี้และมอบถ้วยชาให้องค์หญิงจางฟางเจินดื่มบ้าง
จางฟางเจินรู้สึกว่าเื่นี้มันง่ายดายเกินไปหรือไม่ หรือน้องสาวจะระแคะระคายสิ่งใด หากแต่ถ้าเป็เช่นนั้น ด้วยนิสัยโผงผางของนางสาว จะต้องโวยวายออกมาแล้วแน่นอน
คงมิเก็บงำแล้วเสแสร้งเช่นนี้
"เ้าทั้งสองลุกไปนั่งก่อนเถิด พวกเ้าจะไปแล้ว ข้าขอดูพวกเ้าให้ชัด ๆ นานขึ้นอีกสักหน่อย"
จางหย่งอ้ายเอ่ยอย่างอ่อนโยน ทว่าในใจกลับคิดไปอีกแบบหนึ่ง
เสียดายจังที่เขาเป็พระเอก สุดท้ายก็ต้องคู่นางเอกอยู่ดี เฮ้อ บุรุษที่รูปร่างหน้าตาดีขนาดนี้ ขอมองนาน ๆ อีกหน่อยแล้วกัน มันไม่เสียหายอะไรไม่ใช่เหรอไง ถือเป็อาหารตาอาหารใจชั้นยอดจริง ๆ เฮ้อ หล่อจริง ๆ นั่นแหละ สมกับเป็พระเอกของเื่เลย
หากแต่ทุกคนถูกน้ำเสียงอ่อนโยนกึ่งเสียดายขององค์หญิงทำให้รู้สึกไขว้เขวอีกครา อีกทั้งสายตาขององค์หญิงที่ทอดมองหลานถงอวี้นั้น เต็มไปด้วยความชื่นชอบและหักใจไม่ลง
นำพาให้ทุกคนรู้สึกว่า ในเมื่อองค์หญิงรักใคร่โปรดปรานเขาเพียงนี้ เหตุใดเมื่อครู่ถึงไม่ชงชามอบให้เขาด้วยตนเอง
หลังจากมองหลานถงอวี้ พระเอกของเื่ยอดหญิงแห่งแคว้นหยินอย่างเสียดายจนพอใจ จางหย่งอ้ายก็หันไปเอ่ยกับหวังลู่เอิน
"ลู่เอิน ปิ่นปักผมที่ข้ามอบหมายให้เ้าทำ เ้าทำเสร็จแล้วหรือยัง"
"เสร็จแล้วพ่ะย่ะค่ะองค์หญิง"
"เช่นนั้นก็ดี ไปนำมาให้ข้าตอนนี้เลย"
หลังจากหวังลู่เอินเดินจากไป องค์หญิงจางฟางเจินก็เอ่ยถามถึงเื่ปิ่นที่น้องสาวพูดถึง จางหย่งอ้ายก็ไม่ปิดบัง กล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ทั้งยังทอดสายตามองหลานถงอวี้อย่างชอบพอพลางกล่าว
"อ้อ นั่นเป็ปิ่นปักผมที่ข้าให้ลู่เอินทำขึ้นมาเป็พิเศษเพื่อมอบให้ถงอวี้โดยเฉพาะเพคะ คราแรกตั้งใจว่าจะมอบให้เขาในเดือนหน้า ในวันเกิดของเขา แต่ในเมื่อวันนี้เขาต้องไปแล้ว น้องสาวจึงจะมอบให้เขาในวันนี้เลย"
เมื่อได้ฟังว่าองค์หญิงเตรียมมอบปิ่นอันใหม่ให้ตน ทั้งยังเป็ปิ่นที่ทำขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ หลานถงอวี้ก็อดที่จะเงยหน้ามององค์หญิงจางหย่งอ้ายมิได้
หวังลู่เอินรีบไปรีบมาอย่างรวดเร็ว พวกเขาพูดถึงปิ่นปักผมที่องค์หญิงจางหย่งอ้าย แอบให้หวังลู่เอินทำอย่างลับ ๆ กันไปเท่าไร เขาก็นำกล่องสีดำทมึนกล่องหนึ่งเขามามอบให้องค์หญิง
กล่องสีดำขนาดไม่ใหญ่ ทั้งยังไม่มีสัญลักษณ์ใดเป็พิเศษ นำพาให้คนที่คาดหวังรู้สึกผิดหวังไม่น้อย
กล่องดาษดื่นเช่นนี้ ด้านในอย่างมากก็คงเป็ปิ่นเงินสลักลาย หรือไม่ก็ปิ่นหยกที่ไม่ใช่หยกล้ำค่าใด
จางหย่งอ้ายมองกล่องสีดำมิดหมีอย่างจนคำพูด ไม่แปลกหรอกที่พระเอกได้รับไปก็ไม่สนใจจะเปิดดูด้านในแม้แต่น้อย ทั้งยังโยนทิ้งไว้ในห้องเก็บของอย่างลวก ๆ อีกต่างหาก
หากมิใช่ของพระราชทานจากองค์หญิง เขาคงโยนทิ้งมันไปไกลแล้วเป็แน่