ฤาบุปผาลิขิตชะตารัก

    ตอนที่ 41 ตามหาองค์ชายใหญ่

             “อุ๊ย!” เสียงอุทานของเหม่ยหลินดังขึ้นด้วยตกใจกับบางสิ่งบางอย่างที่ตกลงมากระทบศีรษะมือเรียวยาวยกขึ้นปัดที่เส้นผมเบาๆ จึงสัมผัสได้ว่าเจ้าสิ่งนั้นเป็นเพียงกิ่งไม้เล็กๆ

            ดวงหน้างามเงยขึ้นมองหาต้นตอ จนกระทั่งได้ยินเสียงกระพือปีกเคลื่อนที่ตรงไปยังกิ่งไม้ที่อยู่ตอนล่างของลำต้นที่แท้ก็คือเจ้านกพิราบขนสีขาวปลอดทั้งตัว ดวงตาของมันเป็นสีดำสนิทหัวเล็กๆของเจ้านกน้อยผงกขึ้นลงตามสัญชาตญาณ

            หญิงสาวคิดว่าต้องเป็นเจ้านกขนสีขาวตัวนี้แน่ๆที่ปล่อยกิ่งไม้ในกรงเล็บให้ร่วงหล่นลงมาช่างเกเรนักนะเจ้านกน้อย แล้วดูสิในปากคาบอะไรไว้ด้วย

            “คุณหนูมองอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” จูผิงที่เดินดิ่งมาหา ในมือถือตะกร้าเครื่องปักซึ่งเป็นงานอดิเรกของคุณหนูทำในยามว่างมาด้วย

            “นกตัวนั้นไง มันคาบอะไรไว้ในปากเหมือนดอกไม้หรืออะไรสักอย่าง”

            “ไหนเจ้าคะ...อ๋อ...ใช่แล้วนั่นมันดอกกุ้ยฮวานี่เจ้าคะ นกตัวนี้มันคงเด็ดดอกกุ้ยฮวามาจากต้นที่ปลูกในสวนฝั่งตะวันตกแน่ๆเลย”

            จูผิงมั่นใจว่าตนเองคาดเดาได้ถูกต้อง ช่อดอกกุ้ยฮวาดอกเล็กนั้นยังคงดูสดใหม่แสดงว่าเพิ่งถูกเด็ดได้ไม่นานเพราะฉะนั้นจะเป็นที่ใดไม่ได้นอกจากต้นกุ้ยภายในสวนของจวนแม่ทัพแห่งนี้เท่านั้น

            “ต้นกุ้ยในสวน...นี่ถึงฤดูออกดอกแล้วหรือ” หญิงสาวเปรยเสียงเบา

            สายลมพัดเอื่อยเข้ามากระทบเจ้าของร่างบางที่ยืนนิ่งกอดอกตัวเองหลวมๆคิดย้อนถึงวันแรกที่ตื่นขึ้นท่ามกลางต้นกุ้ยหลายต้นที่หมู่บ้านหนิงอัน ‘ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็เกือบปีแล้วสินะ’

            หญิงสาวนึกขึ้นได้ว่าช่วงเวลาที่ดอกกุ้ยฮวาเบ่งบานขึ้นเช่นนี้เป็นห้วงเวลาเดียวกันกับที่ต้นหอมหมื่นลี้หลังบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่เบ่งบานเช่นเดียวกันมือน้อยลูบที่ต้นแขนตนเองเบาๆ เมื่อรู้สึกโหยหา ‘บ้านเกียรติสรณ์’

            คิดถึงทุกคนที่บ้านเหลือเกิน แต่คิดถึงมากแค่ไหนก็ทำได้เพียงแค่คิดถึงเพราะสุดท้ายแล้วก็ยังหาหนทางกลับบ้านไม่ได้เสียที นี่เราอยู่ที่แห่งนี้นานไปหรือเปล่านานมากเสียจนตอนนี้ชักเริ่มคุ้นชินกับผู้คนและการใช้ชีวิตที่นี่มากเสียจนจะกลายเป็นคนยุคโบราณไปแล้ว

            เหม่ยหลินยืนนิ่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่ได้ไม่นานเสียงเอะอะของทหารประจำจวนสองสามนายดังขึ้นพร้อมวิ่งกรูกันเข้ามา

            “โน่นไง! มันอยู่บนนั้นรีบตามไปจับเร็ว”เหล่าทหารเงยหน้ามองเป้าหมายที่เกาะอยู่บนต้นไม้ ในมือของทหารนายหนึ่งถือกรงที่ว่างเปล่ามาด้วยทำให้เดาได้ไม่ยากว่ากำลังตามจับนกพิราบตัวเดียวกันกับที่เหม่ยหลินและจูผิงจ้องมองอยู่

            เจ้านกพิราบตัวดีกระพือเพื่อจะปีกบินหนีอีกครั้งแต่ก่อนที่จะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามันคายช่อดอกกุ้ยฮวาออกจากปากให้ร่วงหล่นสู่พื้นตกลงตรงหน้าของเหม่ยหลินพอดี ทหารเห็นดังนั้นก็วิ่งหน้าเริดตามนกตัวนั้นไปไม่ลดละ

            “เดี๋ยวก่อนเหตุใดพวกเจ้าต้องตามนกพิราบตัวนั้นด้วย” เหม่ยหลินเรียกทหารนายหนึ่งที่วิ่งอยู่หลังสุดมาไถ่ถาม

            “มันคือนกพิราบสื่อสารของท่านแม่ทัพขอรับเมื่อสักครู่เห็นว่ามันกระพือปีกบินไปทั่วกรงราวกับตกใจอะไรบางอย่างจึงเปิดกรงดู แต่ไม่ทันไรมันก็บินหลุดจากกรงออกมาขอรับถ้าท่านแม่ทัพรู้ว่ามันหายไปพวกข้าอาจต้องรับโทษกันหมด” พูดจบแล้วทหารนายนั้นก็ขอตัวรีบวิ่งตามนกพิราบตัวสำคัญไปอย่างเร่งรีบ

            ‘นกพิราบของท่านแม่ทัพ...อือ...ตอนนี้ท่านแม่ทัพทำสิ่งใดอยู่นะ’อยู่ๆก็รู้สึกคิดถึงแม่ทัพหวางชุนเทียนเจ้าของจวนขึ้นมา ท่านแม่ทัพต้องออกไปอารักขาองค์ชายใหญ่ตามหน้าที่ขออย่าให้มีเรื่องร้ายแรงอันใดเกิดขึ้นเลย...

            เหม่ยหลินหลุบสายตาลงมองพื้นก่อนจะก้มลงเก็บช่อดอกกุ้ยฮวาที่เจ้านกน้อยทิ้งไว้นกแสนรู้ที่เลี้ยงไว้บินหนีไปเช่นนี้ ถ้าหากท่านแม่ทัพรู้เข้าคงเสียใจแย่เลย

            “นี่จูผิง เจ้าว่านกตัวนั้นมันจะบินไปไหนที่จวนแม่สกุลหวางแห่งนี้ก็ถือว่าเป็นบ้านของมันไม่ใช่หรือ เหตุใดมันยังบินหนีออกไปที่อื่นอีก” หันไปเอื้อนเอ่ยกับสาวใช้

            “มันคงอยากเป็นอิสระกระมังเจ้าคะหรือไม่แน่ว่าระหว่างที่มันทำหน้าที่เป็นนกพิราบสื่อสารอยู่ในโลกกว้าง มันอาจจะมีรังอยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้เจ้าค่ะ”

            “ถ้ามันมีรังอยู่ที่อื่นจริงๆแสดงว่ามันกำลังบินกลับบ้านน่ะสิ เฮ้อ...เกิดเป็นนกมันดีอย่างนี้นี่เองอย่างน้อยก็รู้ทางกลับบ้าน”

            เหม่ยหลินพูดราวกับอิจฉาเจ้านกน้อยตัวนั้นเสียเต็มประดาเธอเสียอีกที่ไม่มีทางรู้หนทางกลับบ้านตนเอง

             

            กัวเสี่ยนหรงนำทหารออกตามหาองค์ชายใหญ่ เผอิญได้พบกับทหารติดตามของหวางชุนเทียนที่เหลือเพียงไม่กี่นายซึ่งต่างก็ได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้าเขารีบตรงเข้าไปสอบถามทหารเหล่านั้นทันที

            “เหตุใดพวกเจ้าจึงวิ่งหนีกันมาเช่นนี้แล้วท่านแม่ทัพหวางชุนเทียนหายไปไหนเสียเล่า?”

            “ท่านแม่ทัพ...ท่านแม่ทัพตกหน้าผาไปพร้อมองค์ชายใหญ่แล้วขอรับ” ทหารคนหนึ่งเปล่งเสียงพูดออกมาพร้อมอาการหอบเหนื่อย

            “ห๊ะ!! เจ้าว่าอะไรนะพวกเจ้าได้ลงไปค้นหาใต้หน้าผาแล้วหรือยัง!”

            “ใต้หน้าผานั้นเป็นลำธารขอรับพวกข้าน้อยพยายามจะลงไปค้นหาแต่ก็ถูกกลุ่มคนร้ายขัดขวางไว้พวกมันไล่ต้อนพวกเราให้ติดกับดักอันตรายมากมายจนพวกเราเหลือกันเพียงไม่กี่คน”

            ‘กับดัก!!’ เหตุใดจึงมีกับดักในวันที่องค์ชายใหญ่ออกล่าสัตว์เช่นนี้กลุ่มผู้ร้ายคิดลอบปลงพระชนม์องค์ชายใหญ่อย่างที่แม่ทัพหวางชุนเทียนคิดไว้ไม่ผิดจริงๆ

            ด้วยความเป็นห่วงองค์ชายใหญ่และแม่ทัพหวางมากจนคิดจะตามไปโดยไม่คำนึงถึงอันตรายแต่ครั้นเห็นกับดักที่มีอยู่ทั่วทุกมุมทำให้นายกองหนุ่มจำต้องชั่งใจคิดอยู่นาน

            ทหารนายหนึ่งนึกขึ้นได้รีบส่งมอบลูกธนูให้แก่กัวเสี่ยนหรง

            “องครักษ์ติดตามองค์ชายใหญ่ล้วนตายเพราะถูกธนูยิงท่านแม่ทัพจึงสั่งให้เก็บไว้เป็นหลักฐานขอรับ”

            นายกองหนุ่มนั่งบนหลังม้าก้มลงรับลูกธนูขึ้นมา มือกำลูกธนูไว้แน่นสองจิตสองใจว่าจะกระทำสิ่งใดต่อไปดีหนทางข้างหน้าก็เสี่ยงที่จะติดกับดักและเหล่าคนร้ายที่อาจสุ่มโจมตี ผลีผลามนำทหารไม่กี่สิบคนฝ่าไปเช่นนี้จะพลอยทำให้ทหารบาดเจ็บเสียชีวิตไปเปล่าๆแต่หากต้องการควบม้าผ่านเส้นทางนี้อย่างปลอดภัยจำเป็นต้องเก็บกวาดกับดักเหล่านี้ให้หมดสิ้นเสียก่อนซึ่งต้องใช้สรรพกำลังทหารค่อนข้างมากทีเดียว

            เขาพยายามคิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยลำธารเบื้องล่างก็เป็นเส้นทางที่สามารถหนีทั้งคนร้ายและกับดักเหล่านี้ท่านแม่ทัพหวางอาจจะใช้โอกาสเดียวที่จะช่วยให้องค์ชายใหญ่รอดชีวิตโดยการจงใจกระโดดจากหน้าผาก็เป็นได้

            ในที่สุด กัวเสี่ยนหรงก็สั่งการให้ทหารที่บาดเจ็บรออยู่ที่นี่ส่วนเขารีบหันหลังตะบึงควบม้ากลับสู่เมืองหลวงเพื่อกราบทูลท่านอ๋องให้เร่งส่งทหารมาโดยเร็ว

     

            ท่านอ๋องทรงทราบว่าองค์ชายรองลี่หยางเสด็จกลับเข้าเมืองหลวงด้วยอาการบาดเจ็บและขณะนี้ให้หมอหลวงทำการรักษาอยู่เจ้าผู้ครองแคว้นร้อนใจเป็นอย่างมากจึงทรงเดินทางมาเยี่ยมอาการของบุตรชายที่ตำหนักเฟิ่งหวงด้วยตนเอง

            “หมอหลวง ลี่หยางเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงร้อนรนดังขึ้นทันทีที่ถึงจุดหมาย

            หมอหลวงที่ยืนรอรับเสด็จอยู่หน้าห้องบรรทมโค้งคารวะก่อนที่จะรายงานอาการขององค์ชายรองตามที่ซักซ้อมไว้

            “เอ่อ...กระหม่อมรักษาบาดแผลให้เรียบร้อยแล้วตอนนี้ทรงปลอดภัยดีพ่ะย่ะค่ะ” ทูลตอบโดยไม่สบสายตาด้วยเกรงจะถูกจับได้ว่าทุกอย่างเป็นแผนการขององค์ชายรองลี่หยางทั้งสิ้น!

            “หากลี่หยางไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วว่าแต่...ลี่หมิงเองก็คงจะบาดเจ็บเช่นเดียวกัน หมอหลวงเจ้าได้ตรวจอาการของลี่หมิงแล้วหรือยัง”ทรงถามด้วยท่าทีกระวนกระวายโดยที่ไม่รู้ว่าบุตรชายคนโตไม่ได้กลับมาด้วย

            ทันทีที่ได้ยินผู้เป็นพ่อทรงเอ่ยนามขององค์ชายลี่หมิงคนบาดเจ็บในห้องบรรทมก็เอ่ยเรียกด้วยเสียงแหบแห้ง

            “เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ...เสด็จพ่อ”

            ท่านอ๋องได้ยินเสียงเรียกเช่นนั้นจึงรีบก้าวเท้าเข้าห้องบรรทมภาพที่ปรากฏคือร่างของบุตรชายคนรองในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอนที่แท่นบรรทม ผ้าพันแผลสีขาวพันรอบพระวรกายบ่งบอกให้รับรู้ถึงบาดแผลที่ได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้วผู้เป็นพ่อไม่รอช้ารีบเข้าไปนั่งที่ขอบเตียงถามไถ่อาการ

            “บาดแผลเพียงเท่านี้ลูกทนได้พ่ะย่ะค่ะแต่...เสด็จพี่ลี่หมิงทรงถูกคนร้ายไล่ต้อนเข้าไปในป่า ไม่ทราบชะตากรรมพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายรองแสร้งทำหน้าเศร้าแสดงความโศกาให้บิดาเห็นใจ

            “อะไรนะ!” ผู้เป็นพ่อทำสีหน้าตระหนกอกจุกเกร็งตกใจกับคำบอกเล่าที่น่าหวั่นวิตกนั้น แม้อยากจะต่อว่าที่ไม่แจ้งเรื่องด่วนให้เร็วกว่านี้แต่เมื่อเห็นว่าอาการบาดเจ็บของบุตรชายรองก็หนักเอาการอยู่จึงพยายามสกัดกั้นอารมณ์

            “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะนายกองกัวเสี่ยนหรงมีเรื่องด่วนเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่มากราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”

            ขันทีร่างผอมบางวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามากราบทูลถึงห้องบรรทมทำให้ทั้งท่านอ๋องและองค์ชายรองต่างมองหน้ากันเพราะไม่คุ้นชื่อนายกองตำแหน่งต่ำต้อยผู้นี้

            “นายกองผู้นี้เป็นคนสนิทของแม่ทัพหวางชุนเทียนพ่ะย่ะค่ะ”

            ร่างหนาลุกพรวดเดินออกจากห้องบรรทมทันทีที่ได้ยินชื่อหวางชุนเทียนแสดงว่าแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ได้สั่งการสิ่งใดสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับองค์ชายใหญ่ให้นายกองผู้นี้กระทำเป็นแน่...

            แล้วก็เป็นจริงดั่งที่ประมุขแห่งแคว้นคาดไว้ เมื่อได้ทรงทราบว่าแม่ทัพหวางได้พยายามช่วยเหลือองค์ชายใหญ่จนต้องตกหน้าผาลงไปพร้อมกันส่วนเบาะแสของคนร้ายก็คือลูกธนูที่อยู่ตรงหน้าเพราะมันคืออาวุธสังหารเหล่าองครักษ์ติดตามทั้งหลาย

            “อภัยให้กระหม่อมที่ไม่สามารถตามหาองค์ชายใหญ่ได้ทันทีกับดักในป่ามีมากมายเหลือเกิน กระหม่อมกลัวว่าหากฝืนเดินหน้าต่อไปแล้วจะไม่มีโอกาสกลับมากราบทูลความจริงต่อฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

            กัวเสี่ยนหรงก้มหัวติดพื้นในใจหวังให้ท่านอ๋องทรงเข้าใจการกระทำของเขาในครั้งนี้

            ในขณะที่ประมุขแห่งแคว้นยังยืนอึ้งฟังเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นหมอหลวงที่ยืนอยู่ไม่ห่างเหลือบมองไปเห็นแววตาที่แฝงไปด้วยแผนการจ้องเขม็งขององค์ชายรองทรงมองเชิงส่งสัญญาณให้หมอหลวงดำเนินการตามแผน

            “ลูกธนูนั้นเคลือบยาพิษ!” เสียงของหมอหลวงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ

            “หมอหลวง เจ้าแน่ใจหรือ?” ท่านอ๋องเบิกตาโตเมื่อได้ยินคำว่ายาพิษ

            “พิษนี้ไม่ใช่พิษธรรมดาเป็นพิษที่ปรุงจากพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นเฉพาะดินแดนทางใต้เท่านั้นหากเข้าสู่ร่างกายแล้วไม่ได้รับยาถอนพิษจะมีชีวิตรอดไม่เกินสามวันพ่ะย่ะค่ะ”

            “ดินแดนทางใต้ในแคว้นตงเยว่มียาพิษที่รักษาไม่ได้ด้วยหรือข้าไม่เชื่อ!”

            “หากพืชชนิดนี้อยู่ในอณาเขตแคว้นตงเยว่กระหม่อมย่อมหาหนทางปรุงยาถอนพิษได้แน่นอน แต่หากเป็นดินแดนทางใต้ที่ไกลออกไปอย่างเช่น...แคว้นฟู่เฉิงคงยากที่จะหายามารักษาได้ทันพ่ะย่ะค่ะ”

            องค์ชายรองนั่งฟังอยู่เงียบๆ ยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่จะปรับสีหน้าเสียใหม่ให้ดูเหมือนตระหนกตกใจกับสิ่งที่หมอหลวงพูด

            “แสดงว่าคนร้ายมาจากแคว้นฟู่เฉิงกระหม่อมได้ยินเสด็จพี่เล่าให้ฟังว่าชายแดนใต้ของเราไม่ปลอดภัยเพราะแคว้นฟู่เฉิงจ้องจะรุกรานอยู่บ่อยครั้ง” ลี่หยางรีบอ้าปากออกความเห็น ทรงพยายามกล่าวโทษไปที่คนของแคว้นฟู่เฉิงเพื่อเบี่ยงเบนไม่ให้บิดาจับได้ว่าคนร้ายที่แท้จริงคือรองแม่ทัพเหอไป่เฉินแคว้นม่งอู๋!

            พอทรงคิดว่าหากลี่หมิงถูกยิงด้วยธนูอาบยาพิษนี้คงเหลือเวลาในการรักษาอีกไม่เกินสามวันขาของท่านอ๋องก็อ่อนแรงลงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ยังดีที่ขันทีและหมอหลวงเข้ามาพยุงไหล่ทั้งสองข้างไว้

            ทรงโบกมือเบาๆ และฝืนยืนตรงอีกครั้งก่อนที่จะให้ขันทีไปเรียกทหารองครักษ์เข้ามาเพื่อสั่งให้ออกปฏิบัติการเก็บกวาดกับดักในป่าและออกตามหาองค์ชายลี่หมิงทันที

            “ต่อให้ต้องใช้ทหารทั้งกองทัพก็ต้องออกตามหาองค์ชายลี่หมิงให้พบโดยเร็วที่สุด!”

    คล้ายกับเรื่องฤาบุปผาลิขิตชะตารัก ที่คุณอ่าน