บทที่ 24
หลังจากประตูห้องนอนถูกปิดลง อามินกับแอนเน่ก็รีบวิ่งไปกระโดดขึ้นเตียงนุ่มทันที ทั้งสองกลิ้งตัวไปมา และยิ้มออกมาอย่างมีความสุข พลางคิดว่านานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่ได้สัมผัสกับเตียงนุ่มๆ แบบนี้ ฝ่ายอลันกับเมมี่ก็หันมามองหน้ากัน ก่อนที่อลันจะเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นมาก่อน“เจ้าว่า ท่านภามเป็นผู้ใช้เวทมนต์หรือไม่”“ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ดูไม่เหมือนผู้ใช้เวทย์เลยนะเจ้าคะ” เมมี่ตอบตามที่เธอสังเกตเห็น“แต่ข้าประหลาดใจยิ่ง หากท่านภามไม่ได้เป็นผู้ใช้เวทย์ จะจับหิ่งห้อยตัวใหญ่ขนาดนี้มารวมตัวกันให้ส่องแสงอยู่นิ่งๆ เช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าเห็นหรือไม่” อลันเอ่ยถึงสิ่งแรกที่เขาสงสัยมานานตั้งแต่ตอนเข้ามาในบ้าน พร้อมกับชี้ไปที่กลางเพดานห้อง ให้เม่มี่มอง ‘หิ่งห้อย’ ที่เขากล่าวถึง ทั้งสองจ้องมองแสงสว่างนั้นอย่างพินิจพิจารณาอยู่นาน ด้วยเหตุว่าไม่เคยพบเห็นหิ่งห้อยที่ตัวใหญ่และเปล่งแสงได้สว่างถึงเพียงนี้มาก่อน อีกทั้งในบ้านหลังนี้ยังมีกลุ่มหิ่งห้อยเช่นนี้รวมตัวกันในแต่ละห้องเต็มไปหมด “โอ้ย!! ตาของข้า! ตาข้าฝ้าเลือนไปหมดแล้ว มันมีพิษ!! เจ้าอย่าไปมองมัน” อลันร้องขึ้นอย่างตกใจ หลังจากที่จ้องมองแสงจากหิ่งห้องอยู่พักใหญ่ ก็รู้สึกแสบตาจนมองอะไรไม่ชัดเจน“เจ้าค่ะ! เด็กๆ ก้มหน้าลง อย่าไปมองแสง” เมมี่ตอบรับคำของสามีด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจไม่แพ้กัน และรีบก้มหน้าลง ก่อนจะเข้าไปเตือนเด็กๆ ที่กระโดดดึ๋งๆ เล่นกันอยู่บนเตียง หลังจากก้มหน้าก้มตาอย่างเงียบเชียบ ไม่กล้าส่งเสียงกันอยู่สักพัก จนกระทั่งอลันและเมมี่รู้สึกว่าสายตากลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนปกติดีแล้ว และได้เรียนรู้ว่าหากไม่จ้องมองที่ตัวหิ่งห้อย แสงสว่างจากมันก็มีประโยชน์ไม่น้อยในยามค่ำคืนเช่นนี้ เมมี่มองไปรอบๆ ห้องนี้อีกครั้ง ภายในห้องตกแต่งสวยงาม ข้าวของวางเป็นระเบียบเรียบร้อย บ่งบอกว่าห้องนี้คงไม่ค่อยได้ใช้งานมากนัก หรืออาจจะไม่เคยมีคนเข้าพักมาก่อนเลยด้วย้ำ หากมองจากประตูห้องที่ทำจากไม้แกะสลักลายสวยงามเข้ามา จะพบเตียงใหญ่ตั้งอยู่ใต้หน้าต่างบานใหญ่ สองข้างเตียงมีตู้เล็กๆ ที่สูงไม่พ้นหัวเตียงตั้งอยู่ มุมผนังด้านซ้ายมีตู้ไม้ขนาดใหญ่แกะสลักสวยงามเข้ากับเตียงตั้งอยู่ ถัดมาข้างๆ ตู้ เป็นสิ่งที่คล้ายราวไม้สามซี่ มีผ้าขนปุยๆ สีขาวสะอาดพาดอยู่สองผืน มองไปเรื่อยๆ จนมาถึงด้านขวาของห้อง มีผ้าสีขาวคลุ่มสิ่งที่น่าจะเป็นเครื่องเรือนชนิดหนึ่งไว้ ดูจากรูปทรงแล้วเหมือนโต๊ะ แต่แผ่นบางๆ ตั้งติดอยู่ที่ขอบโต๊ะด้านหนึ่ง เมมี่มองสิ่งนี้ด้วยความสงสัย จึงเดินเข้าไปดึงผ้าคลุมออก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเป็นโต๊ะดังที่คาดไว้จริงๆ ส่วนแผ่นบางๆ ที่วางตั้งอยู่บนขอบโต๊ะติดกับผนัง มันกำลังสะท้อนภาพของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่มีสีหน้าตกใจ ซึ่งก็คือตัวเธอเอง! “นี่มัน!! ใช่แผ่นดูวิญญาณหรือไม่!” เมมี่ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ“นี่มัน! เจ้ารีบคลุมผ้ากลับไปเดี๋ยวนี้!!” อลันที่เดินตามมาดู เมื่อเห็นภาพสะท้อนของตน ก็สั่งภรรยาด้วยความรีบร้อน“มันคืออะไรหรือขอรับ” อามินถามขึ้นด้วยความสงสัย และกำลังก้าวลงมาจากเตียง เพื่อตามมาดู ‘แผ่นดูดวิญญาณ’ ที่แม่พูดถึง ด้วยความสนใจ“พวกเจ้าห้ามเข้ามา!!” อลันสั่งเด็กทั้งสอง พลางช่วยเมมี่นำผ้ากลับไปคลุมโต๊ะนั้นไว้เช่นเดิม“ข้าว่าของหลายอย่างในห้องนี้ประหลาดเกินไปแล้ว พวกเราอย่าจับมั่วซั่วเลยจะดีกว่า รีบนอนกันเถิด” เมมี่เสนอความคิดเห็น หลังจากที่ใช้ผ้าคลุมโต๊ะไว้แบบเดิมเรียบร้อยแล้ว“แต่หิ่งห้อยส่องสว่างอยู่เช่นนี้ ข้านอนไม่หลับ” แอนเน่บอกผู้เป็นแม่“เด็กดี หาผ้ามาปิดตา หรือให้ผ้าห่มคลุมไปก่อน พรุ่งนี้แม่จะบอกท่านภามเอง ว่าพวกเราไม่ต้องการหิ่งห้อย ใช้แค่ตะเกียงหรือเทียนก็พอ ดีหรือไม่” เมมี่กล่าว พร้อมกับเข้าไปลูบหัวลูกสาวให้นอนพักผ่อน เนื่องจากมีแสงสว่างแยงตาอยู่ตลอด ทำให้อลันนอนหลับไม่สนิทนัก เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในช่วงกลางดึก อากาศกลางหุบเขาช่วงกลางคืนหนาวมาก เขาจึงเอื้อมมือไปจัดผ้าห่มคลุมร่างลูกๆ และภรรยาให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำ ด้านนอกห้องมืดมาก อลันค่อยๆ คลำทางไปตามตำแหน่งที่จำได้ว่า ภามบอกว่าเป็นห้องน้ำ ภายในห้องน้ำค่อนข้างมืด แต่พอมองเห็นได้จากแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างห้องน้ำเล็กๆ เข้ามา อลันพยายามมองหาที่สำหรับใช้ปลดทุกข์ แต่ก็ไม่พบสิ่งที่เข้าข่ายว่าเป็นส้วม จึงจัดสินใจออกจากบ้านไปทางหลังบ้าน และเดินเข้าไปบริเวณขอบๆ ป่า เพื่อปลดทุกข์แทน เมื่อออกมานอกตัวบ้าน อลันก็ได้ยินเสียงมอนสเตอร์ร้องคำรามดังมากจากในป่าเป็นระยะๆ ได้ชัดขึ้น เขาสะดุ้งตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินกลับเข้าบ้าน การได้ออกไปเดินสัมผัสอากาศเย็นด้านนอก ทำให้อลันตาสว่างขึ้นไม่น้อย เมื่อกลับมาในห้องจึงยังนอนไม่หลับ เขานอนเงยหน้ามองเพดาน ก่อนจะเหลือบไปเห็นสิ่งที่ส่องแสงอยู่กลางเพดานห้อง จึงรีบหลับตาลง และเนื่องจากยังนอนไม่หลับ สมองจึงทำงานของมันต่อไปเรื่อยๆ อลันนอนนึกถึงภาม เจ้านายคนใหม่วัยหนุ่มแน่นของเขาคนนี้ จากที่เขาเฝ้าสังเกตมาตลอดวัน ภามดูเป็นคนที่นิสัยแปลก คาดเดาได้ยากจริงๆ ดูเหมือนเป็นคนที่ไม่คิดมากและใจดีจนผิดปกติ และดูเหมือนว่าภามจะอยู่คนเดียว ไม่มีญาติพี่น้อง หรือครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยเลยสักคน ‘หรือจะเป็นเด็กกำพร้ากันนะ? แต่เด็กกำพร้าที่ไหนจะร่ำรวยได้ขนาดนี้’ อลันนอนคิดแล้วก็รู้สึกขัดแย้งกันเองในใจ แต่นอกจากนิสัยแปลกไม่เหมือนคนอื่น กับภูมิหลังและความร่ำรวยที่ชวนน่าสงสัยแล้ว อลันกลับไม่พบว่าภามดูเป็นคนเลวร้ายตรงไหน จนเขาเริ่มไม่แน่ใจว่า เขาระแวงมากเกินไปหรือไม่ แม้จากประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา อลันมักจะเจอแต่คนที่ตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวอย่างสุดกำลัง จนไม่มีความเห็นใจต่อผู้อื่น แต่ในหนึ่งวันมานี้ เขารู้สึกได้ว่าภามไม่เหมือนคนอื่นจริๆ ดังนั้นเขาคิดว่า เขาควรจะเปิดใจ มองเจ้านายคนใหม่นี้อย่างไม่อคติ อลันนอนหลับตาคิดโน่นนี่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็เผลอหลับไป