ตอนที่ 5 เหตุใดเซิ่งอันหนิงถึงเข้าใจวิชาแพทย์
การวิ่งระยะไกลเป็สิ่งที่เซิ่งอันหนิงถนัดที่สุด แต่ร่างกายของเ้าของร่างเดิมขาดการออกกำลังกายมานาน วิ่งไปได้ไม่ไกลนักก็รู้สึกว่าหายใจไม่ออกแล้ว
แต่เมื่อคิดถึงสมุดเสบียงและเงินห้าหยวน เซิ่งอันหนิงจึงกัดฟันกลั้นหายใจ และเพิ่มความเร็ววิ่งตามหัวขโมยคนนั้น
เมื่อเข้าใกล้เรื่อย ๆ หัวขโมยพลันสะดุดอะไรบางอย่าง จึงล้มคว่ำหัวคะมำอยู่บนพื้น
เซิ่งอันหนิงรีบวิ่งเข้าไป ใช้ถุงแป้งที่แบกมาทุบลงบนหลังหัวขโมยคนนั้น แล้วเหยียบลงกลางแผ่นหลังของเขาพลางกล่าว “เอาคืนมา!”
หัวขโมยจะยอมรับว่าขโมยของได้อย่างไร เขาหันศีรษะกลับไปมองด้วยความโกรธ “ฉันเอาอะไรของเธอไปซะที่ไหน? ยัยป้า รีบปล่อยฉันนะ”
ขณะที่พูด สองมือของเขาก็ดันพื้นพยายามจะลุกขึ้น
ถึงอย่างไรเรี่ยวแรงของเซิ่งอันหนิงก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้ ครั้นชายคนนี้ลุกขึ้นมากะทันหัน ร่างกายของเธอก็โซเซ แต่เท้าของเธอกลับว่องไวมาก เตะไปบนจุดถานจงบริเวณทรวงอกของหัวขโมยทันที
ในชั่วพริบตาหัวขโมยคนนั้นก็ดีดดิ้นเหมือนปลาช่อนโดนทุบหัว เขาล้มลงนอนราบไปกับพื้น มือกุมหน้าอกด้วยความเ็ปและกรีดร้อง “จะฆ่าคนแล้ว ยัยผู้หญิงหน้าเหม็นนี่จะฆ่าคนแล้ว”
ใบหน้าของเซิ่งอันหนิงเ็า หากเธอไม่ได้ยั้งมือคงถีบหัวขโมยนั่นตายไปแล้ว เธอย่อตัวลงเอื้อมมือไปจับแขนของหัวขโมยคนนั้นขึ้นมา เกิดเสียงดังกร๊อบขึ้น พร้อมกับแขนข้างขวาของเขาหักในทันที
“คืนเงินกับสมุดเสบียงของฉันมา”
หัวขโมยเ็ปจนเหงื่อไหลโซม ร้องโอดโอยกลิ้งไปมาอยู่บนพื้น เมื่อรู้ว่าตอนนี้เขาคงเจอดีแล้ว มืออีกข้างหนึ่งที่ไม่ได้เป็อะไรก็ล้วงของออกมาจากกระเป๋ากางเกง
ในนั้นมีเงินกับคูปองอาหารทุกประเภท และยังมีสมุดเสบียงของเซิ่งอันหนิงที่หายไป ดูท่าวันนี้เขาคงขโมยมาไม่น้อย
เซิ่งอันหนิงหยิบเงินห้าหยวนและสมุดเสบียงของตนออกมา ก่อนลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
หัวขโมยที่ถูกหักแขนตะเกียกตะกายลุกขึ้นมานั่งคุกเข่า “คุณผู้หญิง คุณจะทำเป็ไม่สนใจผมแบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าคุณไปแล้วผมจะทำอย่างไร”
เซิ่งอันหนิงมองดูฝูงชนที่อยู่รอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไปหาตำรวจ พวกเขาต้องช่วยนายได้”
หลังจากพูดจบแล้วก็แบกถุงแป้งเดินจากไป
โจวสือซวินมองแผ่นหลังเซิ่งอันหนิงด้วยสายตาลึกล้ำ กระบวนท่าจัดการหัวขโมยของเซิ่งอันหนิงเมื่อครู่นี้ดูคล่องแคล่วว่องไวมาก
ทั้งยังสามารถหาตำแหน่งจุดถานจงบริเวณทรวงอกได้อีก นอกจากน้ีการถอดกระดูกแขนที่ดูคล่องแคล่วของเธอก็ทำให้ดูเหมือนว่าเธอจะคุ้นเคยกับโครงสร้างของมนุษย์เป็อย่างดีและคุ้นเคยกับการทำเื่เหล่านี้
แต่เขารู้จักเซิ่งอันหนิง เธอไม่มีทางทำเื่เหล่านี้เป็
เก่อต้าจ้วงที่อยู่ด้านข้างก็ใเช่นกัน ผู้หญิงที่ดูแข็งแกร่งคนนั้นคือภรรยาของหัวหน้าจริง ๆ หรือ? ปกติตอนอยู่ในบ้านก็มักจะอารมณ์ร้ายไร้เหตุผล แต่ตอนนี้กลับสามารถลงมืออย่างกล้าหาญ จึงเห็นใจโจวสือซวินอย่างอดไม่ได้
เขาลูบคางพลางกล่าว “หัวหน้า พวกเราจะตามพี่สะใภ้ไปหรือไม่?”
พอคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ หากไม่ใช่เพราะโจวสือซวินเตะก้อนหินกระแทกขาของหัวขโมยคนนั้น เซิ่งอันหนิงก็คงตามหัวขโมยคนนั้นไม่ได้อย่างราบรื่นขนาดนี้ ดังนั้นเขาจึงเดาว่าโจวสือซวินเองก็ยินดีที่จะช่วยเซิ่งอันหนิง
ถ้าทั้งคู่สามารถปรับความเข้าใจในความสัมพันธ์ต่อกันได้ ชีวิตในวันข้างหน้าก็คงดีขึ้นยิ่งกว่านี้
โจวสือซวินเบนสายตากลับมา “ไม่ต้อง พวกเรายังต้องไปโรงงานเครื่องจักรกลการเกษตร ไม่ต้องไปสนใจหล่อน”
……
เซิ่งอันหนิงแบกถุงแป้งหนักสิบชั่งกลับบ้าน ระหว่างทางก็คิดไปต่าง ๆ นานา หลังจากแต่งงาน ทะเบียนบ้านของหล่อนก็ย้ายเข้ามาในทะเบียนบ้านของโจวสือซวิน ไม่รู้ว่าทำไมครอบครัวของเ้าของร่างเดิมถึงได้รีบร้อนส่งเ้าของร่างเดิมแต่งงานออกมา ทำให้ชื่อเ้าของร่างเดิมถูกย้ายออกมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ว่ากันว่าฐานะของเ้าของร่างเดิมไม่เลว พ่อแม่ของหล่อนก็มีการมีงานทำ พี่สาวพี่ชายก็ได้ทำงานกันแล้ว เหตุใดถึงได้ส่งเ้าของร่างเดิมแต่งงานออกไปชนิดยิ่งไกลเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น?
เซิ่งอันหนิงไม่มีความทรงจำส่วนนี้ของเ้าของร่างเดิม ไม่รู้ว่าเ้าของร่างเดิมตั้งใจลืมหรือว่าหล่อนเองก็ไม่รู้?
ดังนั้นเธอจึงต้องคิดหาวิธีหารายได้ หลังจากหย่ากับโจวสือซวิน เธอต้องไปหาที่อยู่ลงหลักปักฐานในเมือง
แต่จะต้องหาเงินอย่างไรนี่สิ?
เซิ่งอันหนิงเกิดในตระกูลแพทย์ แต่แม่และพี่ชายกลับชอบทำธุรกิจ ดังนั้นเธอจึงไม่ขาดความรู้ในด้านนี้ สิ่งเดียวที่ไม่รู้ก็คือธุรกิจใดเหมาะกับยุคนี้
ตอนที่เดินเลี้ยวเข้ามาในหมู่บ้านของเธอ อยู่ ๆ ในหัวของเธอก็พลันคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธออาจจะเป็หมอเท้าเปล่าได้
ถึงอย่างไรการเป็หมอในยุคนี้ก็ไม่จำเป็ต้องมีใบประกอบวิชาชีพหมอ หมอในคลินิกเล็ก ๆ โดยทั่วไป มีกี่คนบ้างล่ะที่จบหมอมาอย่างถูกต้อง
ถ้าเทียบกันแล้ว เธอยังได้เปรียบมาก
แต่ถึงอย่างไรมันก็ดูเหมือนเป็ไปไม่ได้ ถ้าเธอจะดูอาการป่วยให้คนอื่น โจวสือซวินจะต้องสงสัยแน่
เซิ่งอันหนิงคิดจนหัวจะแตกก็ยังไม่มีวิธีดี ๆ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจกินข้าวก่อน
เซิ่งอันหนิงเดินไปเดินมาอยู่หลายเที่ยว ทั้งยังต่อสู้กับหัวขโมย เธอรู้สึกเหนื่อยมากจริง ๆ หลังจากเข้าบ้าน เธอจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าและนอนพักอยู่บนเตียงสักพัก ถึงได้ลุกขึ้นมาม้วนแขนเสื้อแล้วไปนวดแป้ง
เซิ่งอันหนิงไม่ใช่ผู้หญิงบอบบาง ปกติแล้วก็ชอบลงมือทำอะไรด้วยตัวเอง อีกทั้งยังทำได้ดีมาก แม้แต่แม่ของเธอก็ยังชอบอาหารที่เธอทำ
เมื่อคิดถึงแม่ เซิ่งอันหนิงก็อยากจะร้องไห้ ใครจะคิดว่าตัวเองจะมาอด ๆ อยาก ๆ ในยุค 70 เช่นนี้?
ไม่รู้ว่าในที่ที่เธอจากมา เธอได้ตายไปแล้วหรือยัง ครอบครัวของเธอจะเสียใจหรือไม่
เธอซับหัวตาเพื่อห้ามน้ำตาของความคิดถึงบ้านเอาไว้ และเริ่มนวดแป้ง
เมื่อโจวสือซวินกลับมา เซิ่งอันหนิงได้ย่างแผ่นแป้งทาน้ำมันหมูไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากสองแผ่นแรกที่ดูเหมือนยังควบคุมไฟได้ไม่ดี แผ่นแป้งย่างที่เหลือก็ถูกย่างเป็สีทองแวววาวด้วยน้ำมัน ทำให้คนที่ได้เห็นเกิดน้ำลายสอขึ้นมาทันที
โจวสือซวินเดินเข้ามา เซิ่งอันหนิงยิ้มแย้มให้เขา “คุณกลับมาแล้ว ฉันเพิ่งทำแป้งย่างเสร็จ คุณรีบล้างมือแล้วมากินเร็วเข้า”
ลูกกระเดือกของโจวสือซวินขยับ ไม่คุ้นเคยกับกลิ่นอาหารเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เมื่อก่อนตอนที่เขากลับบ้านมาก็มีเพียงเตาไฟและกระทะที่เย็นเยียบ จนเขาต้องเป็คนลงมือทำกับข้าวเอง พอกับข้าวเสร็จ เซิ่งอันหนิงจะออกมายกชามข้าวแล้วกลับเข้าไปในห้อง
เซิ่งอันหนิงพลิกแผ่นแป้งแผ่นสุดท้ายในกระทะพลางกล่าว “ฉันใส่หัวหอมกับน้ำมันหมูใส่เกลือ อร่อยมากนะ ไม่จำเป็ต้องผัดก็ได้”
เธอเพิ่งจะตรวจดู น้ำมันหมูในโถสังกะสีเคลือบเหลืออยู่ไม่มาก เมื่อตอนเที่ยงเธอใช้น้ำมันพืชจุดไฟเพราะความไม่รู้ มันช่างเป็การสิ้นเปลืองมาก
ถึงอย่างไรในบ้านตอนนี้ก็มีแค่เงินเดือนของโจวสือซวิน เธอต้องประหยัดเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
โจวสือซวินพยักหน้า เดินไปล้างมือ แล้วช่วยยกจานแผ่นแป้งย่างไปวางไว้ที่โต๊ะเล็ก เมื่อคิด ๆ ดูก็เดินไปหยิบกระป๋องและชามเปล่าออกมาหนึ่งใบ
เขาตักน้ำสีเหลืองอ่อนออกมาจากกระป๋องสองช้อนโต๊ะ จากนั้นก็เทน้ำเดือดลงไป มีกลิ่นหอมนมจาง ๆ ลอยออกมา และยังมีกลิ่นหอมหวานติดมาด้วย ช่างหอมเหลือเกิน
เซิ่งอันหนิงดับไฟที่เตาอย่างช้า ๆ หลังจากล้างมือเสร็จแล้วก็กลับมานั่งลงที่โต๊ะ เห็นชามน้ำสีเหลืองอ่อน ๆ ที่โจวสือซวินผสมไว้ ก็ขยับจมูกสูดดมเบา ๆ มันเป็กลิ่นหอมหวานที่สามารถเยียวยาคนได้ แค่กินคำเดียวก็ทำให้คนรู้สึกเบิกบาน
โจวสือซวินผลักถ้วยไปตรงหน้าเซิ่งอันหนิง “คุณดื่มนี่สิ”
เซิ่งอันหนิงเหลือบมองกระป๋อง บนนั้นเขียนไว้ว่านมมอลต์ ว่ากันว่านี่คือความทรงจำของคนรุ่นหนึ่ง
เธอมองไปที่โจวสือซวินซึ่งกำลังเก็บนมมอลต์ เขากลับไม่ได้ชงให้ตัวเอง อยู่ ๆ เธอกลับรู้สึกว่าชายที่พูดน้อยคนนี้ดูน่ารักขึ้นมาหลายส่วน
เธอจึงไม่ได้เกรงใจยกถ้วยขึ้นจิบ แววตายิ้มแย้ม กล่าวด้วยสีหน้าพึงพอใจ “อร่อยมาก! หวานเล็กน้อย คุณอยากลองชิมดูไหม?”
โจวสือซวินส่ายหัว เทน้ำร้อนลงในถ้วย และเอ่ยขึ้นขณะที่เขาหยิบแผ่นแป้งย่างเคลือบน้ำมันหมูขึ้นมาเตรียมจะกิน “ถ้าคุณอยากเข้าเมือง อีกสองสามวันผมจะไปประชุม แล้วเดี๋ยวจะพาคุณไปด้วย”
อยู่ ๆ เซิ่งอันหนิงก็รู้สึกโชคดีขึ้นมา “จริงเหรอคะ พาฉันไปด้วยได้จริง ๆ เหรอ?”
โจวสือซวินมองเซิ่งอันหนิง ในแววตาคู่งามนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังและความประหลาดใจ
โจวสือซวินเม้มปาก หรี่ตาลงกัดแผ่นแป้งอย่างเงียบ ๆ ในใจกลับลังเล ควรบอกสถานการณ์ตอนนี้ของตระกูลเซิ่งให้เธอฟังดีหรือไม่? ในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็อยากเข้าใจว่าทำไมเซิ่งอันหนิงถึงได้รู้เื่วิชาแพทย์
……………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
อันหนิงโหดสลัด จัดการหัวขโมยหมอบเลย แต่ก็ต้องขอบคุณคุณสามีที่แอบช่วยอยู่หน่อย ๆ แหละ
พี่โจวเริ่มสงสัยแล้วสินะ
ไหหม่า(海馬)