เ้าเมืองจางหย่งกำลังพูดคุยกับพ่อบ้านฉางในเช้านี้บรรยากาศดูสงบเงียบผ่อนคลายมากไม่เหมือนว่าเมื่อคืนมีเื่ผู้บุกรุกถ้ำดินแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนท่านเ้าเมืองจะไม่ค่อยใส่ใจเหตุการณ์เมื่อคืนนะขอรับ..” พ่อบ้านพูดด้วยเสียงอันแ่เบากลัวเ้านายจะไม่พอใจ พูดไปก็รินน้ำชาให้เ้านายไปด้วย เสร็จก็ก้มหน้าต่ำมองพื้นเรือนอย่างเดียว
จางหย่งทำเหมือนไม่ได้ยินสิ่งที่พ่อบ้านพูด
“ข้าไม่เห็นลู่หลินเลย เมื่อวานเขาไปกับพวกเ้าหรือไม่?” จางหย่งพูดมือก็ยกน้ำชาขึ้นจิบ
พ่อบ้านนึกขึ้นได้ลืมเสียสนิทว่าเมื่อวานลู่หลินก็ไปกับเขาในป่าหญ้าดำด้วย
“นายท่านมีสิ่งใดจะสั่ง? ข้าจะไปตามลู่หลินเดี๋ยวนี้”
“ช่างเถอะ...ข้าอยากถามถึงเขาเฉยๆ ดาบที่ข้าให้เขาทำความสะอาดสั่งให้แจกจ่ายให้กับทหารที่ประจำการด้วย”
“ขอรับนายท่าน”
พ่อบ้านฉางรับคำเ้านายเสร็จเขาก็เดินออกจากห้อง ไม่ทันสังเกตความเหม่อลอยของเ้านายฝีเท้าของพ่อบ้านไม่เร่งรีบเดินกลับไปที่เรือนของตน
จางหย่งทำสีหน้าเฉยดูภายนอกเหมือนไม่ใส่ใจวางถ้วยชาลงแล้วเปิดหนังสือที่อ่านประจำยกขึ้นอ่าน ในใจของจางหย่งกลับคิดถึงเื่ของลูกชายที่หายตัวไปในอดีต
“เสี่ยวลู่” คนเราก็อาจมีชื่อคล้ายคลึงกันได้ ชายคนนี้แม้ว่าอายุจะใกล้เคียงกับลูกชายของเขาแต่ไม่มีแม้สักแววตาที่มีความผูกพันกับเขาได้เลย
“ข้าคงคิดไปเอง” คิดในใจแต่แววตาจางหย่งเลื่อนลอยทั้งที่ยกหนังสืออ่านแบบนั้น
ระหว่างทางที่พ่อบ้านเดินกลับเรือนพักเห็นลู่หลินเดินมากับหญิงสาวรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง จังหวะแรกที่พบกันพ่อบ้านมองเหมือนเห็นคุณชายมีตระกูลกับหญิงสาวสวยเดินมาด้วยกันดูเป็คู่มองดูสวยงามเหมือนในภาพเขียนก็ไม่ปาน
“ช่างเหมาะสมกันราวกับ์สร้างมา” พ่อบ้านสะบัดหัวตัวเองให้ตื่น
“ข้านี่เลอะเทอะกลางวันแดดแดด” มือตบเบาๆ ที่แก้มตัวเองแล้วยิ้ม
“ลู่หลินเ้ามาแล้วหรือนั่นใครมากับเ้ากันล่ะ?”
พ่อบ้านมองหน้าหญิงสาวนึกในใจลู่หลินมีคู่รักแล้วหรือนี่
“หายไปคืนเดียวไปพาลูกสาวบ้านไหนมางามทีเดียว” พ่อบ้านฉางยังเผลอกระเซ้าออกไปแบบนั้นได้อีก
“ข้ากลับมาแล้วท่านพ่อบ้านข้าพาญาติมาด้วย นางเดินทางมาไกลผ่านมาแถวนี้เลยมาเยี่ยมข้า” ลู่หลินชี้แจงแบบตะกุกตะกัก พ่อบ้านไม่แม้แต่จะมองหน้าลู่หลินเพราะมัวแต่มองหน้าหญิงสาวผู้มาใหม่ด้วยความพินิจพิจารณา
“คำนับท่านพ่อบ้าน ข้าจะขอมาอาศัยสักสามสี่วันแล้วข้าก็จะจากไปทำธุระต่อ รบกวนท่านพ่อบ้านช่วยแจ้งนายท่านให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่” ไฉ่หงกล่าวแบบอ่อนน้อมพร้อมยกมือคำนับให้พ่อบ้าน
“ได้สิเื่เล็กแบบนี้ ข้าจัดการรายงานท่านเ้าเมืองให้เอง” พ่อบ้านยิ้มแย้ม
“ลู่หลินเ้าก็จัดที่นอนให้นางที่เรือนเ้านั่นแหละญาติกันคงไม่เป็ไรหรอก” พ่อบ้านหัวเราะในใจคิดว่าลู่หลินความจำไม่ดีไม่น่าจะมีญาติจริงๆ ได้หรอกคงหาข้ออ้างพาคู่รักมามากกว่ามาอยู่ที่นี่ข้าก็เป็คนพามาจะมีญาติได้อย่างไรกัน
“ข้าไปทำอย่างอื่นต่อแล้วกันนะ เ้าก็อย่าลืมเอาดาบที่ทำความสะอาดเสร็จแล้วไปแจกทหารล่ะนายท่านสั่งข้ามา อ๋อแล้วก็แม้ว่านายท่านจะเอ็นดูเ้าแต่เ้าก็ต้องทำตัวให้ดี”
“เ้านี่มันดวงดีจริงๆ” พ่อบ้านหยอกเย้าตบไหล่ของลู่หลิน
“ดวงดีเหลือเชื่อ!” พ่อบ้านะโย้ำมาอีกครั้งก่อนที่จะเดินจากไปลู่หลินรีบส่งเสียงเรียก
“เอ๊ะ! พ่อบ้านฉาง…ข้ายังไม่ได้บอกชื่อนางเลยนางชื่อ…” ลู่หลินมองตามหลังพ่อบ้านและส่งเสียงไล่หลัง เขาอ้าปากค้างมองตามหลังพ่อบ้านไปตาละห้อย
ไฉ่หงเดินตามลู่หลินเข้าไปในเรือนเล็กๆ ที่มีเตียงนอนสองเตียงอยู่คนละฟากของห้องมองไปรอบๆ ห้องสะอาดสะอ้านดีข้าวของไม่เยอะ
“เ้าอยู่ได้ไหม? แค่ไม่กี่วันน่าจะไม่มีปัญหานะ” ลู่หลินไม่แน่ใจว่านางจะกลัวเขาหรือไม่ ชายหญิงแปลกหน้าในห้องที่ไม่มีกำแพงกั้น
ไฉ่หงก็ไม่แน่ใจมองไปที่ที่นอนแล้วรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะนางยังกลับบ้านไม่ได้ ตอนนี้ทำได้เพียงหาที่พักที่ปลอดภัยพักก่อน จากสองวันนี้ที่อยู่กับลู่หลินก็รู้สึกว่าไม่ได้มีอันตรายใดๆ คิดว่าคงดีกว่าพักโรงเตี๊ยมหรือต้องไปอยู่กับคนอื่นที่แปลกหน้ากว่านี้ อย่างน้อยก็ถือว่าลู่หลินไม่ใช่คนแปลกหน้าแล้วกระมังดูน่าจะไว้ใจได้อยู่บ้าง
“ได้สิข้าพักได้” ไฉ่หงตอบไปแบบไม่แน่ใจนักยิ้มแห้งๆ
เตียงนอนในเรือนธรรมดาของชายผู้เป็บ่าวในเรือนใหญ่ห้องที่ข้าวของไม่เยอะแสงจากเทียนบนโต๊ะยังไม่ดับลงทุกสิ่งรางๆ มัวๆ ซับซ้อน…ดวงตาปิดสนิทแต่ร่างกายขยับพลิกซ้ายขวาไปมาภาพในหัวนั้นรางเลือน
“ข้าเห็นเด็กชายเดินอยู่ในป่าต้นหญ้าสีดำนั่น ตัวเขายังไม่สูงมากนักมือของเด็กชายถือสร้อยรูปดาว”
“เสี่ยวลู่ๆ กลับได้แล้วมาหาพ่อเดี๋ยวนี้” มองเห็นเื้ัชายคนหนึ่งเดินเข้าไปอุ้มเด็กชายมองเห็นแต่เท้าขยับเดินไปข้างหน้ารางๆ
“เ้าต้องเก็บสร้อยนี้ให้ดีอย่าถอดออกนะ สักวันเ้าจะต้องมอบให้คู่ครองของเ้า” เด็กชายไม่พูดสิ่งใดเขายังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจ
รถม้าพาครอบครัวสองพ่อลูกเดินทางออกไปจากจุดนั้นทันที ภวังค์เปลี่ยนฉากฝัน...มองเห็นแผ่นหลังชายรุ่นเยาว์อายุราวสิบเอ็ดปีตัวโตขึ้นกว่าเดิมก้าวเท้าไปในพงหญ้าสีนิลแต่คราวนี้หญ้าสูงถึงอกแต่ชายรุ่นเด็กผู้นี้มีความสูง 6 ฉื่อ (1 ฉื่อ10 นิ้ว) เหงื่อไหลที่ข้างแก้มแววตาดูระแวดระวัง ท้องฟ้าเป็สีดำแสงสว่างเริ่มหดหายพระอาทิตย์จะลาลับ
“ข้ามาทำอะไรที่นี่กัน” ดวงตาสั่นไหวเสียงพงหญ้ากระทบลมแต่มีเสียงประหลาดแสบแก้วหู
“แซ๊กกกกกๆๆๆๆ!!” เด็กชายหันหน้ามองตามเสียงลม “พลั๊ก!!!”
ดูเหมือนข้าเห็นบางสิ่งเหมือนสตรีนางหนึ่งล้มลง…
ลู่หลินใตื่นจากที่นอนเหงื่อเต็มใบหน้า
“นั่งนิ่งคิดเมื่อครู่นี้คืออะไร? นั่นคือตัวข้าหรือไม่มันคืออดีตความฝันหรือความจริงกันแน่มันคืออะไรกัน!!!?”
ลู่หลินหันหน้าไปมองที่เตียงอีกฝั่งของห้องไม่เห็นไฉ่หง คิดว่านางคงตื่นและออกจากห้องไปก่อนแล้ว เขาแต่งตัวและเดินออกจากห้องมาหน้าเรือนได้ยินเสียงคนรับใช้คนอื่นกำลังทำงานประจำวันกันอย่างแข็งขัน เมื่อเขามองไปก็เห็นไฉ่หงกำลังอยู่กับคนอื่นๆ
“เ้าไม่เคยทำงานพวกนี้มาก่อน เ้าไม่ต้องทำหรอกเ้าเป็แขกอีกไม่กี่วันเ้าก็จากไปแล้วคิดเสียว่ามาพักไม่เป็ไรหรอก” สาวรับใช้บอกไฉ่หงด้วยความใจดี
“ข้าก็ว่าแบบนั้น ถ้าอย่างนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะข้าไม่อยากเกะกะพวกท่านหรอก” ไฉ่หงยิ้มทำหน้าตาน่ารักให้นาง
“อ้าวเ้าตื่นแล้วเหรอ? ข้าเห็นเ้านอนสบายข้าก็เลยออกมาก่อน” ไฉ่หงเดินเข้ามาหาลู่หลินเผลอทำตัวชิดเชื้อเหมือนเมื่อครั้งอยู่บ้านกับพ่อที่มีหลิวเทาเป็เพื่อน
ลู่หลินมองเห็นนางทำท่าเช่นนั้น จึงลืมฝันเมื่อครู่ไปสนิทยิ้มเล็กๆ ที่ใบหน้าช่างสดใสจริงๆ
“ถ้าข้าทำธุระเสร็จ ข้าจะไปถามผู้คนเกี่ยวกับเมืองจงหนานแล้วข้าจะพาเ้าไปส่งเ้าที่บ้านนะ” ลู่หลินรีบกล่าว
“เมืองจงหนานเหรอ” สาวรับใช้อีกคนที่กำลังตากผ้าอยู่ยืนห่างไป 1 ผิง (3.3 เมตร) รีบส่งเสียงกลับมา
“เ้ารู้จักเหรอ” ลู่หลินและไฉ่หงมองตามเสียงพูดนั้นนางรีบถามและเดินเข้าไปใกล้ๆ ลู่หลินเองตามไปด้วย
“พ่อข้าเป็นายพรานเขาเคยไปถ้ำดินแห่งนั้น”
“แต่….” สาวใช้ทำหน้าเศร้าสร้อย
“พ่อข้าไปมาแค่สองครั้งเคยเล่าให้ข้าฟังว่าเมืองจงหนานไม่ต่างจากเมืองที่เราอยู่เพียงแต่…”
“ท่านไปไม่ได้และไม่ควรไปหรอก” พูดแล้วก็หันหลังตากผ้าต่อไปทำเป็ไม่สนใจก้มหน้าเศร้าสร้อยอยู่แบบนั้น ลู่หลินมองหน้าไฉ่หง ไฉ่หงเองก็สงสัย
“เ้าทำไมไม่พูดต่อล่ะ” ไฉ่หงถาม
“พ่อข้าครั้งสุดท้ายเข้าป่าสีนิลข้ามเขาไปแต่เขาไม่เคยกลับมาอีกเลย” สาวใช้พูดโดยไม่หันมามองหน้าใครอีกเลยกลั้นน้ำเสียงสะอื้นในลำคอ
ได้ยินดังนั้นไฉ่หงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก ลู่หลินส่ายหน้าบอกเป็นัยไม่ให้ไฉ่หงถามสิ่งใดกับนางอีก
ถัดไปไม่ไกลชิดกำแพงเรือนฟางหรูกำลังยืนแอบฟังสาวใช้ ลู่หลินและไฉ่หงพูดคุยกันอยู่นางแปลกใจที่ไฉ่หงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ หากไฉ่หงเจอนางเข้านางต้องตอบคำถามมากมายแน่ ตอนนี้นางควรหลบหน้าไฉ่หงไปก่อนจะดีกว่า
ยามห้ายคือ 21.00 – 22.59 น. ที่เมืองชิงหนงเรือนเ้าเมืองจางหย่ง บ่าวรับใช้เดินโคมไฟตรวจตราตามปกติคืนนี้มีเสียงพูดคุยมาจากเรือนใหญ่
“เ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง”
จางหย่งตะเบ็งเสียงในลำคอไม่อยากให้เสียงดังจนเกินไป ทั้งที่ใจอยากจะให้ดังไปทั่วเมืองเลยทีเดียวฟางหรูกัดฟันเกรี้ยวกราดใส่
“ข้ารู้ว่าเ้าทำอะไร....เ้าอย่าคิดว่าข้าไม่กล้านะ” สายตาของจางหย่งมีแต่ความจับผิดแต่ก็ต้องสะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวนาง
“ลำพังตัวข้า..ข้า ข้า” จางหย่งพูดไม่ออกไม่รู้จะขู่นางยังไงต่อ จึงเอาฝ่ามือทุบโต๊ะ “ปัง!!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เ้าทนไปเถอะวันใดที่ข้าได้ดั่งใจเ้าจำไว้” นางเดินออกจากห้องไปทิ้งให้จางหย่งหงุดหงิดอยู่แบบนั้น
“เ้า…” เสียงจางหย่งพูดไล่หลังยกมือชี้นิ้วไปที่ฟางหรูนางเดินเนิบๆ หนีไป
ไฉ่หงั้แ่เช้ายังไม่ได้กลับเรือนพักเดินสำรวจไปทั่วและออกไปรอบนอกเมืองมาแต่ก็ยังไม่อยากเข้าห้อง นางคิดว่าคืนนี้คงนอนไม่หลับแน่เลยเดินสำรวจบริเวณรอบๆ
เรือนนี้ใหญ่โตกว้างขวางเป็บ้านของเ้าเมืองดูไม่ต่างจากบ้านของนาง เพียงแต่บ่าวรับใช้น้อยกว่าแสงไฟก็น้อยกว่าสงสัยคนเมืองนี้จะสงบเกินไปหรือไม่ทหารที่เฝ้ายามก็ดูหละหลวม นางได้ยินเสียงลอยมาตามลมเหมือนเสียงหญิงชายกำลังถกเถียงกันนางไม่ตั้งใจจะเดินเข้าไปแอบฟัง