“เก๋อจือ เจ้าน่าจะเคยกินเนื้อสัตว์ปีศาจระดับหกกระมัง ต่างจากระดับสี่กับห้ามากหรือไม่?”
ภายในป่า โม่จ้านตามหาร่องรอยของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งพลางเอ่ยโต้ตอบประโยคแล้วประโยคเล่าไม่มีจบ
“ต่างกันลิบลับ! มิเอ่ยถึงเรื่องราคา เนื้อสัตว์ปีศาจระดับสี่สามารถหาซื้อตามท้องตลาด ระดับห้าจำเป็นต้องสั่งจอง ระดับหกต้องไปแจ้งภารกิจที่กิลด์ ส่วนระดับเจ็ดขึ้นไปต้องไปประมูลและอาศัยดวง นอกจากนั้นความอร่อยยังต่างกันคนละชั้น เหมือนกับ…”
โม่จ้านชะเง้อคอรออยู่นาน เก๋อจือก็ยังหาตัวอย่างเปรียบเทียบที่เหมาะสมมิได้
“ก็เหมือนเนื้อที่เจ้าย่างกับเนื้อที่โม่เจ๋อเอ่อร์ย่าง?” ลาถีเท่อที่กระโดดลงจากต้นไม้ รอยยิ้มแฝงเจตนาหยอกเย้าอย่างยิ่ง
“ใช่ๆๆๆ!” เก๋อจือพยักหน้าระรัว ทันใดนั้นพลันได้สติกลับมาแล้วไล่ตีลาถีเท่อจนทั่ว
“สนามเด็กเล่นหรืออย่างไร…” ขณะมองเด็กหนุ่มสองคนวิ่งรอบต้นไม้แสดง “ระบำสลับแสดง” โม่จ้านมองไปทางเจียนั่วอย่างจนปัญญา
“ข้าสัมผัสได้ถึงแนวโน้มการรวมตัวของพลังธาตุน้ำแข็ง อาจจะเป็นสัตว์ปีศาจธาตุน้ำแข็งหรือจอมเวท” เจียนั่วจดจ้องเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าหละหลวมเกินไปแล้ว เจ้าควรจะสัมผัสได้เช่นกัน”
“เอ่อ ขออภัย” โม่เจ๋อเอ่อร์รู้สึกใจฝ่อคล้ายกับถูกอาจารย์ตำหนิพลางเริ่มรวบรวมสมาธิ
“…เป็นสัตว์ปีศาจ มิใช่จอมเวท” โม่จ้านหรี่ดวงตาจ้องมองไกลออกไป
“ลมหายใจคล้ายกับเจ้าตัวนั้นในป่ากวางอูฐ เพียงแต่อ่อนแอกว่ามากนัก คงจะระดับต่ำกว่ามัน”
โม่จ้านเอ่ยพึมพำกับตนเอง มิได้สนใจสายตาตกตะลึงของเจียนั่วที่อยู่ด้านข้างแม้แต่น้อย
ผู้ที่อยู่ข้างกายมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งยิ่งนัก แข็งแกร่งเสียจนทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว เดิมทีควรจะรู้สึกยินดี ทว่ามิรู้เพราะเหตุใดเจียนั่วมักรู้สึกจิตใจกระสับกระส่ายอยู่เสมอ
อิจฉา? ตั้งแต่เด็กจนโต เคยพบเจอกับผู้โดดเด่นมามากมายทั้งยังมีผู้ที่รู้สึกชื่นชม กระนั้นความรู้สึกอิจฉาคล้ายจะไม่เคยแตกหน่ออ่อนในใจของตนมาก่อน ด้วยเพราะตนเชื่อมั่นว่าไม่มีทางด้อยกว่าพวกเขา การจะล้ำหน้าพวกเขาเป็นเพียงเรื่องไม่ช้าก็เร็ว ทว่าพรสวรรค์ด้านพลังเวทของโม่เจ๋อเอ่อร์มิอาจใช้เพียงคำว่า ‘ไม่ธรรมดา’ อธิบายแล้ว นับได้ว่าอยู่ในระดับแปลกประหลาด
ภายในหัวของเจียนั่วมีหนึ่งความคิดน่ากลัวผุดขึ้นมา ก่อนจะถูกตนปฏิเสธทันที หากเป็นเช่นนั้นจริง อีกฝ่ายมีความจำเป็นใดต้องทุ่มเทเหน็ดเหนื่อยกายใจถึงเพียงนี้
เจียนั่วส่ายหน้าขณะมองโม่จ้านล้วงหยิบอาวุธออกมาเตรียมลงมือ ตามด้วยยกหอกยาวขึ้นมารวมสมาธิเพ่งเล็งตรงหน้าอย่างแม่นยำ
“เห๋ เหตุใดจึงหนีไปเสียแล้ว? ตาม!”
โม่จ้านออกแรงยันเท้าฉับพลันพลางวิ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เจียนั่วกับลาถีเท่อตามติดอยู่ด้านหลัง เก๋อจือวาดวงเวทย์ฝืนเร่งไล่ตามคนทั้งสาม
“ทิศทางมิถูกต้อง มิได้หันหลังให้พวกเรา” เจียนั่ววิ่งพร้อมทั้งเอ่ยกับโม่จ้าน “อาจยังมีผู้อื่นไล่ตามมันอีก”
หลังจากไล่ตามสิบกว่านาที โม่จ้านที่วิ่งไวที่สุดขึ้นไปบนเนินแห่งหนึ่ง ในที่สุดพลันเห็นสถานการณ์ด้านหน้าอย่างชัดเจน คนกลุ่มเล็กกำลังล้อมกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งสูงประมาณครึ่งตัวคน ผู้ที่ถือดาบใหญ่ฟันไปข้างหน้าอย่างกะทันหันคือผู้ที่เมาจนเข้าผิดห้องอย่างหลู่เต๋อ
พอทีเถิด เหตุใดจึงเป็นพวกเขาอีกแล้ว…
โม่จ้านลอบบริภาษหนึ่งประโยค หันกลับไปโบกมือบอกพวกเจียนั่วทั้งสามคนว่าไม่ต้องการแล้ว ทว่าคนทั้งสองยังคงพุ่งมาทางโม่จ้านราวกับมองไม่เห็นอย่างไรอย่างนั้น
“โม่เจ๋อเอ่อร์หลบไป! มีกวางกลุ่มหนึ่งกำลังไล่ตามพวกเรา!”
เสียงร้องตะโกนของเก๋อจือดังมาตามสายลม ไม่รอให้โม่จ้านได้สติรู้ตัว ห่างออกไปมิไกลนักปรากฏฝุ่นควันฟุ้งตลบอบอวลขึ้นมา สัตว์ปีศาจร่างกวางกลุ่มหนึ่งวิ่งห้อตะบึงมาแต่ไกล เป็นภาพที่โม่จ้านเคยพบเห็นเพียงในสารคดีเท่านั้น
ด้วยเวลากระชั้นชิด โม่จ้านกับเจียนั่วหนีขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ก่อนแล้ว ลาถีเท่อเลือกคว้าต้นไม้ที่ค่อนข้างเตี้ย ออกแรงดึงคทาเวทเพื่อดึงเก๋อจือที่หอบหายใจหนักขึ้นมาด้วยกัน
กลุ่มกวางที่ขนาดตัวน้อยใหญ่มิเท่ากันทั้งต่างสีสันส่งเสียงคำรามแล้วผ่านไป ภายในนั้นยังมีสัตว์ป่าชนิดอื่นปะปนบางตา โม่จ้านจดจ้องกลุ่มกวางที่วิ่งขวักไขว่ ครั้นสัมผัสแรงสั่นสะเทือนใต้เท้าพลันเปี่ยมด้วยความเข้าใจแล้วว่าสิ่งใดคือสิบปากว่ามิเท่าตาเห็น ไม่ว่าจอทีวีจะใหญ่มากเพียงใด ก็ยังไม่น่าตกตะลึงเท่าได้ประสบพบเจอด้วยตนเอง
“น่าแปลก กระแสสัตว์ป่าเช่นนี้ควรจะเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ เหตุใดจึงยังมีในฤดูร้อน” ลาถีเท่อเอ่ยพึมพำเสียงเบา
“อาจเป็นเพราะพวกมันอยู่ต่อไปมิได้ จึงได้ย้ายถิ่นฐาน?” เก๋อจือเสนอความคิดเห็นของตน
“ซีนั่วมิได้ล้อมป่าเอาไว้แล้วงั้นหรือ? คงมิได้มีสัตว์ด้านนอกเข้ามาครองถิ่นกระมัง…”
ลาถีเท่อเอ่ยไปได้ครึ่งทางกลับเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว หากมีสัตว์ปีศาจระดับสูงดึงดันจะบุกเข้ามา รั้วเหล่านั้นคงขวางมิได้สักนิด
“สัตว์ปีศาจระดับสูงฉลาดถึงเพียงนั้น จะเข้ามาในสถานที่วุ่นวายเช่นนี้ด้วยเหตุใดกัน” เก๋อจือมองกลุ่มกวางที่วิ่งไกลออกไป ความสงสัยภายในใจพลันทวียิ่งขึ้นกว่าเดิม
โม่จ้านค่อยๆ ปีนลงจากต้นไม้ มองกลุ่มกวางที่ห่างออกไปพลางทอดถอนหายใจ “คิดจะล่ากวาง ยังเกือบจะโดนกวางล่าแทนเสียด้วยซ้ำ”
ลาถีเท่อตบบ่าโม่จ้านก่อนจะไล่ตามไปราวกับสายควัน “พวกเราตามอยู่ด้านหลังของพวกมัน ขบวนใหญ่ถึงเพียงนั้นจะต้องมีพวกพลัดจากฝูงและบาดเจ็บเป็นแน่”
“ยังจะวิ่งอีกหรือ?” เก๋อจือทำสีหน้าขมขื่นราวกับกินยาผิดก่อนยกคทาขึ้นอย่างจนปัญญา
โม่จ้านที่รักษาระยะห่างจากด้านหลังกลุ่มกวางเพิ่งจะวิ่งผ่านเนิน ทว่าสิ่งที่ปรากฏในสายตากลับกลายเป็น ‘กระโจม’
“นั่นอันใด?!”
“ในกลุ่มนั้นมีจอมเวทระดับสูงธาตุดิน” เจียนั่วเห็นจนชินตาจึงมิได้รู้สึกแปลก ปรายตามองเพียงครู่พลันมุ่งไปข้างหน้าอย่างจดจ่อต่อไป “บังคับธาตุดินให้กลายเป็นยอดเขาครอบคนเอาไว้ด้านใน ให้พวกกลุ่มกวางวิ่งผ่านไปจากด้านบน”
“เข้าใจแล้ว หากไม่แข็งแรงมากพอคงถูกเหยียบสิ้น” โม่จ้านหน้าเจื่อน คงเป็นการป้องกันทางอากาศในฉบับพลังเวทกระมัง
เจียนั่วพยักหน้า ทันใดนั้นสายตาที่จดจ่ออยู่ด้านหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน ร้องคำรามพลางทะยานขึ้นสูงก่อนจะแทงหอกออกไปอย่างแรง หอกปกคลุมด้วยไอเย็นกรีดผ่านอากาศ แทงตรงไปยังกวางหุ้มเกราะน้ำแข็งที่หลุดจากขบวนตัวหนึ่ง
ครั้นเห็นว่าหนึ่งการโจมตีจะปลิดชีวิต ใต้เท้าของกวางอูฐพลันปรากฏหนามแหลมออกมา ทว่าเจ้ากวางผู้น่าสงสารกลับถูกแทงท้องทะลุเครื่องในอย่างฉับพลัน หนึ่งลมหายใจมอดดับลงเสียแล้ว
“พวกเจ้า…” โม่จ้านชะงักฝีเท้า หลู่เต๋อที่ใบหน้าฉายแววกรุ่นโกรธเดินมาทางตน
“โอ้ว นี่มิใช่คนของเจ้าเก๋อจืองั้นหรือ นึกมิถึงว่าจะมายังป่าไร้นามแห่งนี้”
อันใดคือคนของเก๋อจือ? ข้ามิอยากไปแย่งชิงกับลาถีเท่อ
สติสัมปชัญญะบอกโม่จ้านว่าการไล่ตามกลุ่มกวางพวกนั้นต่อไปจึงจะเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องที่สุด เนื้อของกวางตัวนี้เปื้อนโคลนจนมิอาจกินได้อีก ทว่าอีกฝ่ายกลับเข้ามาขวางคราแล้วคราเล่า โม่จ้านถึงกับระงับเพลิงโทสะเอาไว้มิไหว
“เหตุใดจึงเป็นกลุ่มลาโง่ที่สมองตื้นเขินแข้งขาวิวัฒนาการจนยืนได้อีกแล้วเล่า?” เก๋อจือที่หยุดอยู่กลางอากาศเห็นหลู่เต๋อพลันเผยสีหน้านิ่งขรึม
“โยนข้าลงบนพื้นกลางดึก ทำให้ข้าต้องเป็นไข้ เจ้าจงใจหาเรื่องใช่หรือไม่?” ดวงตาวัวของหลู่เต๋อจดจ้องโม่จ้าน
โม่จ้านเบนสายตาออกไปมองฝั่งตรงข้ามปราดหนึ่ง ลุงใหญ่ไว้หนวดเครากับเคอเอินมองตนด้วยสีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด ด้านข้างยังมีบุรุษสวมเสื้อคลุมยาวสีกากียืนทำหน้าคล้ายกำลังชมการแสดง
“ผู้ใดหาเรื่อง? คอไม่แข็งก็ไม่ต้องดื่ม ดื่มสุราเมามายแล้ววิ่งไปลิงโลดที่ห้องผู้อื่น เจ้ากล้าที่จะขายหน้ากว่าเดิมหรือไม่?”
ครั้นเผชิญหน้ากับกิลด์ทหารรับจ้างที่นับว่ามีความแค้นเก่า เก๋อจือพลันเปลี่ยนเป็นบุรุษฝีปากคมกริบทันใด
โม่จ้านพยักหน้าด้วยความพอใจ ด่าได้ดี
“โม่เจ๋อเอ่อร์ใจดีไม่ถือสาหาความคนโง่ หากทำให้เขาโมโหขึ้นมาจริงๆ ตากลมจนเป็นไข้ยังนับว่าเบานัก ครั้งต่อไปจงรอก้นฉีกกลับไปเถิด!”
สีหน้าของโม่จ้านพังทลายอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว เหตุใดจึงโยนมาใส่หัวข้า? แล้วก้นฉีกคืออันใด? เก๋อจืออย่างน้อยเจ้าก็เป็นชนชั้นสูง วาจาหยาบโลนเช่นนี้เจ้าไปเรียนมาจากที่ใด?