บทที่ 10 วางแผนขึ้นรถไฟฟรี
ตอนอยู่บ้าน สวี่ิเยว่ได้ตกลงกับพ่อแม่เื่ข้ออ้างไว้แล้ว
ถ้ามีคนในหมู่บ้านถามถึงตัวเธอ ก็ให้บอกว่าเธอเป็หวัดยังไม่หาย ถ้าถามถึงพี่ชายของเธอ ก็ให้บอกว่าไปช่วยงานที่บ้านคุณลุง
ตอนนี้ครอบครัวเดิมของจางชุนฮวาเหลือพี่ชายเพียงคนเดียว หลายปีมานี้จางชุนฮวาก็ได้รับความช่วยเหลือจากพี่ชายจางชุนหลายไม่น้อย
น่าเสียดายที่จางชุนหลาย และภรรยาหม่าฉุ่ยฟาง ก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร ส่วนใหญ่แล้วมีแต่ใจไม่มีกำลัง ได้แต่มองน้องสาวลำบากด้วยความกังวลใจ
พูดถึงครอบครัวจาง พวกเขาก็ใช้ชีวิตไม่ง่ายเลย จางชุนหลายมีลูกชายคนเล็กตอนแก่ ปัจจุบันอายุแค่แปดขวบ ยังทำการเกษตรไม่ได้
ลูกสาวสามคน คนโตชื่อจางเฟิ่งจือแต่งงานไปไกลมาก ปีหนึ่งแทบจะไม่ได้กลับบ้าน
ลูกสาวคนที่สอง จางเฟิ่งเฟิน ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ แต่งงานกับกู้เสวียเหวิน ซึ่งเป็ปัญญาชนในหมู่บ้าน กู้เสวียเหวินเป็คนไม่เอาไหน ทำงานนอกบ้านก็ไม่เป็ อาศัยครอบครัวจางเลี้ยงดู
ลูกสาวคนเล็ก จางเฟิ่งตี้ อายุสิบห้าปี เป็เด็กสาวที่ขยันและกล้าหาญ แต่ด้วยอายุยังน้อย ก็เป็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
ในชนบท แรงงานเปรียบเสมือนเงิน ครอบครัวจางมีแต่ผู้หญิง แม้ว่าจางชุนหลายจะขยันขันแข็งแค่ไหน ในหนึ่งปีครอบครัวก็แทบไม่เหลือเงิน
เดินมาไม่ไกลเท่าไหร่นัก สองพี่น้องก็มาถึงสถานีรถไฟ สถานีรถไฟอำเภอคังจินไม่ใหญ่โตนัก สร้างขึ้นั้แ่สมัยที่พวกญี่ปุ่นเข้ามายึดครองภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนใน่แรก ๆ
บังเอิญว่าตอนนี้หน้าช่องขายตั๋วยังไม่มีคน สวี่ิเยว่จึงเดินตรงเข้าไปสอบถามถึงรถไฟไปเมืองปิน
รถไฟมีวันเว้นวัน ออกเวลาสามทุ่ม ถึงเช้าตรู่ของอีกวัน ราคาตั๋ว 5 หยวน
ยุคนี้เงิน 5 หยวนไม่ใช่น้อย ๆ สวี่ิเยว่รู้สึกเสียดายเงินอยู่บ้าง เธอคำนวณว่าถ้าไปเมืองปินกับพี่ชาย ค่ารถไฟไปกลับก็ปาเข้าไป 20 หยวนแล้ว
ตอนนี้ตระกูลสวี่จำเป็ต้องใช้เงินเยอะมาก แค่ฟังที่เสิ่นอีเซิงพูดเมื่อครู่ ก็รู้แล้วว่าโรคของสวีฟู่กุ้ยต้องรักษาระยะยาว ค่ารักษาย่อมไม่น้อยแน่ ๆ
หลังจากสอบถามเกี่ยวกับเที่ยวรถไฟเสร็จแล้ว พี่น้องทั้งสองก็นั่งรออยู่ในห้องโถงของสถานีรถไฟจนกระทั่งฟ้ามืด
วุ่นวายมาทั้ง่เช้า ทำให้สวี่ิเยว่เหนื่อยมาก ตอนนี้ในที่สุดก็ได้พักผ่อนแล้ว เธอเริ่มคิดคำนวณว่าจะหาเงินอย่างไรต่อไป
ธุรกิจเห็ดและเห็ดหูหนูนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลอย่างมาก ไม่สามารถทำได้ในระยะยาว
ตอนนี้ยังไม่อนุญาตให้มีการซื้อขายส่วนตัว ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็มีความเสี่ยงอยู่มาก
วันนี้ได้พบกับคุณยายจางและคุณยายเถียน ซึ่งทั้งคู่เป็คนที่มีความคิดดี เป็ลูกค้าที่้าซื้อจริง ๆ แต่หากทำไปนาน ๆ ก็ยากที่จะรับประกันว่าจะไม่เจอคนที่มีเจตนาไม่ดี
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ต้องรีบคว้าเงินก้อนแรกมาให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าของตระกูลสวี่ทีหลัง
หลังจากพักผ่อนเต็มที่แล้ว สวี่ิเยว่ก็เริ่มเดินเล่นไปทั่วห้องโถงผู้โดยสาร สถานีรถไฟอำเภอคังจินมีผู้โดยสารไม่มากนัก ห้องโถงจึงแทบไม่มีคนเลย
อย่างไรก็ตาม มีรถไฟขนส่งสินค้าวิ่งผ่านอำเภอคังจินอยู่บ่อยครั้ง ไม่นานก็มีรถไฟแล่นผ่านมาขบวนหนึ่ง
ลุงวัยกลางคนที่ทำหน้าที่ตรวจตั๋วเพิ่งตรวจตั๋วเสร็จ กำลังจะไปพักผ่อน เหลือบไปเห็นพี่น้องตระกูลสวี่
โอกาสมาถึงแล้ว สวี่ิเยว่จึงถือโอกาสเข้าไปทักทาย "คุณลุงคะ เหนื่อยหน่อยนะคะ ฉันนับถือคนที่ทำงานหนัก ทุ่มเท เสียสละ ทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนอย่างลุงจริง ๆ ค่ะ"
คุณลุงถูกชมจนยิ้มแก้มปริ รีบแย้งว่า “ผมแค่ทำหน้าที่ ไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย”
แท้จริงแล้ว พนักงานตรวจตั๋วอย่างลุงแอบสังเกตพี่น้องคู่นี้มานานแล้ว จึงถือโอกาสเอ่ยถาม “ว่าแต่ เธอสองคนจะนั่งรถไฟเที่ยวเย็นนี้เหรอ?”
“ไม่ใช่ค่ะ ญาติพวกเราอยู่ที่เมืองปิน ให้พวกเรามาหา่ว่างงาน พวกเราสองคนพี่น้องเลยถือโอกาสเข้าเมืองมาดูเที่ยวรถไฟวันนี้ค่ะ”
คุณลุงเป็คนช่างพูดคุย ระหว่างสนทนา สวี่ิเยว่ก็ทราบว่าคุณลุงชื่อหลินเว่ยกั๋ว เป็นายสถานีรถไฟ วันนี้แค่มาช่วยงาน
สวี่ิเยว่ถือโอกาสนี้ถามหลินเว่ยกั๋วถึงจุดหมายปลายทางของรถไฟบรรทุกสินค้าที่ผ่านอำเภอคังจิน
หลินเว่ยกั๋วไม่ได้คิดอะไรมาก เล่าให้สวี่ิเยว่ฟังว่ารถไฟออกกี่โมง ไปที่ไหนบ้าง
เื่นี้ยิ่งทำให้สวี่ิเยว่เกิดความคิดกล้าบ้าบิ่นขึ้นมา นั่นคือการเกาะรถไฟไปเมืองปิน สวี่ิเยว่เคยเห็นการเกาะรถไฟในโทรทัศน์มาก่อนเมื่อชาติที่แล้ว
ทั้งสองคุยกันอีกพักหนึ่ง หลินเว่ยกั๋วก็เลิกงาน สวี่ิเยว่เห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว จึงคิดจะไปดูทางรถไฟ
"พี่ ไปกับฉัน" สวี่ิเยว่เรียกสวี่เซี่ยงหยาง
เมื่อออกมาจากสถานีรถไฟ เดินตรงไปไม่ไกลก็เลี้ยวเข้าไปในตรอกแคบ ๆ เดินไปอีกไม่ไกลก็ถึงทางรถไฟ
ไม่นานนักรถไฟบรรทุกไม้ก็แล่นเข้ามา รถไฟแล่นช้ามาก และเริ่มชะลอความเร็วเมื่อใกล้ถึงสถานี
ขณะที่รถไฟแล่นผ่านไป สวี่ิเยว่ก็ลองวิ่งตามรถไฟไป
สวี่เซี่ยงหยางเห็นสวี่ิเยว่วิ่ง เขาก็วิ่งตามโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งรถไฟใกล้ถึงสถานี ความเร็วก็ยิ่งช้าลง สวี่ิเยว่พบว่าความเร็วของเธอสามารถวิ่งตามรถไฟได้ทัน
เมื่อรถไฟเข้าสถานี สวี่ิเยว่ก็หยุดวิ่ง หันกลับมาพูดอย่างตื่นเต้นว่า "พี่ เราแอบขึ้นรถไฟไปเมืองปินได้นะ แบบนี้เราจะประหยัดเงินได้ตั้ง 20 หยวน"
“อะไรนะ เกาะรถไฟไปเนี่ยนะ” สวี่เซี่ยงหยางไม่ค่อยเข้าใจความหมายในคำพูดของสวี่ิเยว่เท่าไหร่นัก
“พวกเราก็อาศัยเกาะรถไฟบรรทุกสินค้าไปเมืองปินยังไงล่ะ เมื่อครู่ฉันลองดูแล้ว รถไฟขนส่งทุกขบวนจะต้องชะลอความเร็วก่อนเข้าสถานี พวกเราสามารถวิ่งตามรถไฟทันแน่นอน รถไฟจะลดความเร็วตรงจุดนี้ พวกเราก็อาศัยจังหวะที่รถไฟชะลอ ปีนขึ้นตู้สินค้า”
สวี่เซี่ยงหยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เด็กต่างจังหวัดปีนป่ายต้นไม้ขึ้นเขาอยู่เป็ประจำ การเกาะรถไฟจึงไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไร
แต่สวี่เซี่ยงหยางก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้ น้องสาวยังเด็กอยู่แบบนี้จะทนลำบากไหวเหรอ
“ิเยว่ หรือว่าพี่เกาะรถไฟไปเมืองปินคนเดียวดีกว่า เธอยังเด็กอยู่เลย อย่าลำบากไปเลย การเกาะรถไฟมันทรมานมากนะ”
“พี่ไม่ต้องห่วงหรอก แม้พี่จะไปเมืองปินคนเดียว ฉันก็ไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่ ครั้งนี้พวกเราไปเมืองปินแล้วก็อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป ฉันว่าจะเอาเห็ดหูหนูกับเห็ดอื่น ๆ ไปลองขายที่นั่นดูด้วย”
“เมืองของพวกเรามันเล็กนิดเดียว ถ้าขายในเมืองนาน ๆ เข้า เดี๋ยวก็ถูกจับได้ แถมยังตามหาพวกเราจนเจออีก”
“เมืองปินน่ะต่างออกไป ตัวเมืองใหญ่ แถมคนก็เยอะ ตลาดก็กว้างกว่า ยังไงซะพวกเราก็เป็คนต่างถิ่น เจออะไรไม่ชอบมาพากลก็วิ่งหนีได้”
ตอนนี้สวี่เซี่ยงหยางเชื่อมั่นในคำพูดของสวี่ิเยว่อย่างมาก
ฟ้าเริ่มมืด พี่น้องทั้งสองจึงรีบกลับบ้าน
ยิ่งเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ท้องฟ้ายิ่งมืดลง ถึงขนาดที่ว่ายื่นมือออกไปก็มองไม่เห็นนิ้ว สวี่ิเยว่คาดคะเนว่าตอนนี้น่าจะราว ๆ สองทุ่ม
พอตกกลางคืน ่เวลาแห่งความบันเทิงในชนบทก็ดูเหมือนจะหยุดลง ชาวบ้านต่างก็ไม่คิดจะจุดตะเกียง อีกทั้งพอฟ้ามืดก็พักผ่อนกันแต่หัวค่ำ รอจนฟ้าสางก็ค่อยลงไปทำงานที่ทุ่งนา
ผ่านมาหลายวัน สวี่ิเยว่ก็ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับการออกจากบ้านโดยที่ไม่รู้เวลาเอาเสียเลย
บ้านตระกูลสวี่มีนาฬิกาปลุกเรือนเล็ก ๆ อยู่เรือนหนึ่ง เป็ของที่ลุงรองซื้อเอาไว้ั้แ่สมัยก่อน
สวี่ิเยว่วางแผนว่าจะขยันทำมาหากิน หาเงินซื้อนาฬิกาสักเรือน แม้จะเป็ของมือสองก็ไม่ว่า ขอแค่ดูเวลาได้ก็พอ
เมื่อนึกถึงสวี่อวี้เฟิง สวี่ิเยว่ก็ยิ่งไม่เข้าใจ เหตุผลที่สวี่อวี้เฟิงต้องตายก็ควรจะถือว่าเป็วีรชน กองทัพน่าจะอนุมัติเงินช่วยเหลือให้ ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ครอบครัวของเขากลับไม่เคยได้รับเงินส่วนนี้เลย หรือว่าเ้าของร่างเดิมไม่รู้เื่นี้
สวี่ิเยว่วางแผนว่าจะกลับบ้านไปถามสวี่อวี้เฉิงดู