หงซิ่วเห็นว่าค่ำมากแล้ว จึงหันไปกล่าวกับเขา “อากาศเย็นมากแล้ว ท่านอ๋องควรพักผ่อนได้แล้วเพคะ”
ิซีเหอปรายตามองนางแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ยอมให้เ้าเป็หม้ายเร็วนักหรอก” พูดจบก็ไอออกมา หงซิ่วเลยต้องลุกไปรินน้ำร้อนส่งให้อีกครั้ง ในใจพลางคิดไปว่า หากิซีเหอเป็น้องชายของนางจริงๆ คงได้จับมาตีกันบ้าง สุดท้ายนางก็ต้องเรียกฉวีกงกงมาพาเขากลับเข้าตำหนัก
คืนนี้เป็คืนแรกนับั้แ่ที่เสวียนซู่ชิงมาอยู่ในร่างของหงซิ่วแล้วไม่ฝัน เช้ามาจึงมีหน้าตาสดใส หลังจากแต่งตัวเสร็จ สาวใช้จากตำหนักไท่หยางก็มาเชิญนางไปรับมื้อเช้าพร้อมจวิ้นอ๋องที่ห้องโถงกลาง
ิซีเหอตักข้าวต้มกินไปได้ไม่กี่คำ ก็มีเหตุต้องวางช้อนลง เพราะเหอสวีอีมาคุกเข่าร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างโต๊ะ หงซิ่วจำต้องวางช้อนตามเขาเช่นกัน
“ฮือๆ ท่านอ๋องเพคะ เป็อย่างไรบ้างเพคะ เมื่อวานหม่อมฉันมาขอเข้าเยี่ยม แต่พวกองครักษ์ไม่ให้หม่อมฉันเข้าไป”
ฉวีกงกงที่ยืนด้านข้างโกรธจนหางคิ้วชี้ขึ้น กล่าวอย่างอดทนอดกลั้น “คุณหนูเหอ ท่านจะร้องห่มร้องไห้ไปเพื่ออันใด ไม่เห็นหรือว่าท่านอ๋องกำลังทานมื้อเช้าอยู่”
สวีอีได้ยินอย่างนั้นก็ยิ่งแผดเสียงร้องดังยิ่งขึ้นไปอีก
จวิ้นอ๋องมองเหอสวีอี พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่มีทีท่าโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย กล่าวกับนางว่า “อีเอ๋อ ลุกขึ้นก่อน มีอันใดค่อยๆ พูด เห็นเ้าร้องไห้เยี่ยงนี้ เปิ่นหวางปวดใจยิ่ง”
หงซิ่วฟังแล้วคิ้วกระตุกไปหลายที หันไปมองเหอสวีอีที่กำลังถูกซุ่นหยิงประคองขึ้น นางยิ้มหวานหยด ยืนเช็ดน้ำตาด้วยท่าทางน่าสงสาร ส่วนจวิ้นอ๋องนั้น แม้ว่าคำพูดจะอ่อนโยนปานนั้น ทว่าการกระทำกลับเฉยชายิ่ง ไม่เอ่ยชวนเหอสวีอีนั่งร่วมโต๊ะ ทั้งยังไม่ลุกจากเก้าอี้ ดูอย่างไรก็ประหลาด นี่นางพลาดอะไรไปหรือไม่ หงซิ่วคิด
ิซีเหอกล่าวต่อไปอีกว่า “เ้ากลับไปที่เรือนก่อน อีกครู่หนึ่ง เปิ่นหวางจะตามไป”
รอยยิ้มของสวีอีเจื่อนลง เหลือบมองไปทางโต๊ะอาหาร ก่อนจะมองเลยไปยังหงซิ่ว แต่ไม่กล้าโวยวาย จึงได้แต่รับคำหมุนตัวออกจากห้องโถง
หงซิ่วเรียกสาวใช้ให้เปลี่ยนข้าวต้มชามใหม่ จากนั้นก็นั่งทานกันเงียบๆ กระทั่งมื้อเช้าจบลง วันนี้จวิ้นอ๋องไม่ได้ออกไปทำงาน เลยชวนนางไปนั่งเล่นบนสะพานเชื่อม หลังจากที่สาวใช้ชงชาเตรียมของว่างเรียบร้อย ก็พากันล่าถอยออกไป ิซีเหอถึงได้เอ่ยขึ้น “เหอสวีอีก็ไม่ต่างจากเ้า นางมาที่นี่เพื่อทำลายข้า”
หงซิ่วฟังแล้วใยิ่ง เผลอมองจ้องเขาโดยไม่รู้ตัว ิซีเหอไม่ได้หันมามองนาง เขากล่าวต่อไปอีกว่า “เมื่อปีก่อน เหอสวีอีถือหยกพกที่ข้าเคยมอบให้หมอเหอไว้ มาอ้างตัวว่าเป็บุตรสาวของหมอเหอ ข้าเห็นนางครั้งแรกก็รู้แล้วว่ามิใช่ แต่จำต้องรับไว้ เพราะไม่เช่นนั้นผู้บงการเื้ัย่อมต้องหาทางส่งคนอื่นเข้ามาอีก และยิ่งต้องคอยเอาใจนางต่อหน้าผู้คน แต่นางยังดีกว่าเ้า เพราะนางเพียงสร้างเื่ขายหน้าให้ข้าเสื่อมเสีย มิได้วางยาพิษข้า”
หงซิ่วคิดไปถึงความทรงจำเก่าก่อน อันที่จริงเื่เกี่ยวกับิซีเหอ ไม่ว่าจะเป็โส่วหงซิ่วหรือเสวียนซู่ชิงนับว่ารู้น้อยมาก นางถึงจดจำได้เพียงข่าวลือที่คนภายนอกลือกัน ที่แท้ทุกเื่ล้วนมีเบื้องลึกเื้ัซับซ้อนเช่นนี้
เห็นนางเงียบไปนาน ิซีเหอก็เอ่ยถาม “ใมากหรือ?”
หงซิ่วพยักหน้า ตอบไปตามจริง “ตอนแรกหม่อมฉันคิดว่าเหอสวีอีเป็คนรักของท่านอ๋องเพคะ พอมารู้อย่างนี้เลยในิดหน่อย”
ิซีเหอส่ายหน้า มุมปากเหยียดขึ้นเล็กน้อย กล่าวว่า “เ้าคงคิดว่าข้าโง่งมมากเลยสิท่า”
หงซิ่วต้องยอมรับว่าก่อนหน้านั้น นางคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่จะตอบรับไปตรงๆ คงไม่เหมาะ จึงกล่าวว่า “หลอกหม่อมฉันได้ ก็เท่ากับหลอกผู้อื่นได้ด้วย นั่นเป็เื่ดีมิใช่หรือเพคะ ยังเป็จวิ้นอ๋องผู้โง่งมดีกว่า ชีวิตจะได้อยู่รอดปลอดภัย”
ิซีเหอหันมายิ้มให้นางพลางเอ่ยว่า “เ้ากล่าวได้ถูกต้อง เป็อ๋องโง่งมลุ่มหลงสตรีต่ำช้าย่อมดีกว่า เห็นทีว่าข้าคงต้องทำตัวลุ่มหลงเ้าบ้างแล้วกระมัง”
หงซิ่วพยักหน้า กล่าวอย่างจริงจังว่า “นั่นนับเป็แผนที่ดีเพคะ”
ิซีเหอยิ้มเล็กน้อย หันกลับไปมองอาคารบ้านเรือนในเป่ยจิงไม่ได้กล่าวอันใดอีก
นางพูดคุยปรึกษากับเขาอีกหลายเื่ กระทั่งเห็นเขาหน้าซีดลง จึงเรียกฉวีกงกงมาพาเขาไปพัก ส่วนตัวเองนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เดิม รอฟังข่าวจากโส่วเย่าหนาน
ในท้องพระโรงวันนี้ เื่สาสน์ขอกำลังทหารไปปราบพวกอุยกูร์ถูกยกขึ้นมาเป็ประเด็นอีกครั้ง หลังจากขุนนางทั้งหลายถกเถียงกันอยู่ครึ่งค่อนวัน ที่สุดก็ได้ข้อสรุป ฮ่องเต้แต่งตั้งแม่ทัพโส่วให้เป็ผู้นำทัพไปปราบอูยกูร์ สั่งให้เคลื่อนทัพภายในสามวัน
ข่าวนี้มาถึงหงซิ่วพร้อมของมีค่าที่ถูกคนตระกูลโส่วขโมยไป รวมแล้วมีถึงสามหีบใหญ่ เมื่อจบเื่ของโส่วเย่าหนาน หงซิ่วก็เตรียมแผนขั้นต่อไป
อันที่จริงโส่วหงซิ่วมีท่านตาเป็ถึงท่านป๋อ แต่เพราะนางทำตัวเสื่อมเสียกอปรกับถูกฮูหยินรองเจาและคนในตระกูลใส่ร้ายทำให้ห่างเหินกับบ้านเดิมของมารดา ตอนนี้คงได้เวลาที่นางจะต้องไปเยือนจวนป๋อเสียที เมื่อคิดวางแผนรอบคอบดีแล้ว ก็หันไปบอกซุ่นจั้ง “ส่งเทียบไปจวนติ้งป๋อ ว่าข้าจะไปเยี่ยมเยือนในวันพรุ่งนี้ ยามห้าย”
“เพคะ” ซุ่นจั้งรับคำหมุนตัวออกไป
วันนี้ในวังยังส่งหมอหลวงมาตรวจอาการของจวิ้นอ๋องเช่นเคย ั้แ่ที่นางได้รู้เื่ของเหอสวีอี หงซิ่วไม่คิดไว้ใจผู้ใดอีก โดยเฉพาะหมอหลวงจากในวัง ตอนที่หมอกำลังตรวจ นางจึงเข้าไปนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ
รัศมีกดดันที่แผ่ออกจากร่างของหงซิ่ว ทำให้หมอหลวงที่มาเหงื่อกาฬแตกพลั่ก มือไม้สั่นหยิบจับอันใดไม่ถูก กระทั่งเผลอทำถ้วยยาหล่นแตก
ิซีเหอเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แต่ไม่ได้กล่าวอันใด
เห็นหมอหลวงกำลังจะก้มลงเก็บ หงซิ่วก็ส่งสัญญาณให้ซุ่นจั้งเข้าไปช่วยเก็บพลางกล่าวว่า “ท่านหมอ ปล่อยให้บ่าวไพร่ทำจะดีกว่า”
หมอหลวงทำท่าจะปฏิเสธ ครั้นเห็นสายตาของพระชายา ก็ต้องจำใจยอม ทว่ายังคอยมองเศษกระเบื้องบนพื้นอย่างกังวล
หงซิ่วยิ้มเย็นในใจ เป็อย่างที่คาด มีคนลงมือกับจวิ้นอ๋องแล้วจริงๆ ซุ่นจั้งอยู่วังหลังมานานย่อมเข้าใจเื่นี้เป็อย่างดี นางเก็บยาที่ตกค้างอยู่ในเศษกระเบื้องมอบให้หัวกงกงนำไปให้หมอตู้ตรวจ ก่อนจะกลับมายืนเื้ัหงซิ่วดังเดิม
ครั้นพอเห็นหมอหลวงทำท่าจะไปต้มยาใหม่ หงซิ่วก็กล่าวขึ้นว่า “ท่านหมออย่าลำบากเลย เขียนเทียบให้สาวใช้ไปจัดการเถิด จวนอ๋องพอจะมีสาวใช้ที่รู้เื่ต้มยาสมุนไพรอยู่บ้าง ท่านวางใจได้”
เจิงจั้น รู้สึกเหมือนว่าตนเองกำลังยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ของเสวียนฮองเฮาก็ไม่ปาน แข้งขาสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ รีบยกมือคารวะตอบรับเสียงเบาราวกับยุง “ดะ..ได้ พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะเขียนเทียบให้เดี๋ยวนี้” พูดจบก็รีบเดินผละไป ร้อนรนถึงขั้นสะดุดธรณีประตู
หงซิ่วไม่มองเขาแม้แต่น้อย พยักหน้าให้ซุ่นจั้งตามไป
ฉวีกงกงถอนหายใจออกมาเบาๆ นางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะดึงสายตากลับมามองิซีเหอ ทั้งคู่สบตากัน ในห้องพลันเกิดความเงียบ ไม่มีผู้ใดคิดจะเอ่ยวาจา รอจนกระทั่งหมอหลวงกลับมาอีกครั้ง
หงซิ่วถามถึงอาการของจวิ้นอ๋อง เขาตอบมาสองสามประโยค จากนั้นก็รีบลากลับ หลังจากที่หมอหลวงจากไป นางถึงได้เอ่ยปาก “เมื่อวานท่านอ๋องได้ดื่มยาที่หมอหลวงจัดให้หรือไม่เพคะ”
ิซีเหอส่ายหน้า กล่าวว่า “ข้ามิเคยไว้ใจผู้ใด ยิ่งไม่มีทางดื่มยาส่งเดช”
ได้ยินอย่างนั้นหงซิ่วถึงได้วางใจ นั่งมองเขาอยู่พักหนึ่ง เห็นว่าเขายังมีท่าทางอ่อนเพลียอยู่มากเลยยังไม่อยากชวนเขาพูดคุยตอนนี้ รอจนกระทั่งหมอตู้มาถึง