28 : ทำบุญทำทาน
การทำบุญครั้งใหญ่ของโรงเรียนนิรารักษ์ ใครว่าเป็การนิมนต์พระสงฆ์มาเฉยๆละก็คิดผิดถนัด ทุกปีที่มีการทำบุญ ทางโรงเรียนจะจัดแยกสายชั้นแต่ละระดับไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น สถานเด็กกำพร้า สถานเด็กพิการ บ้านพักคนชรา เป็ต้น เพื่อนำเงินและข้าวของเครื่องใช้ไปบริจาค
ของแต่ละอย่างที่ถูกนำมาบริจาคล้วนแล้วแต่ใหม่เหมือนเพิ่งซื้อมาด้วยซ้ำ เงินที่บริจาคก็พากันออกทีคนละไม่ต่ำกว่าหลักแสน และพอเห็นคนอื่นให้มากกว่าตัวเอง ก็จะไปขอพ่อขอแม่ให้เพิ่มเงินให้เยอะขึ้นไปอีก อีกฝ่ายพอเห็นทางนี้เพิ่มก็เอาตามบ้างไม่ให้น้อยหน้าไปกว่ากัน จนกลายเป็การแข่งขันกันไปโดยปริยาย จากที่ควรจะทำบุญด้วยจิตกุศลก็กลายเป็อกุศลไป
แต่...สมัยนี้คงไม่ใครคิดถึงตรงจุดๆ นี้กันซะแล้ว
ระดับชั้นม.4 ถูกเลือกให้ไปที่สถานเด็กกำพร้า จึงไปพร้อมกับของเล่นมากมาย ทั้งตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ เครื่องเกมที่ทันสมัยเหมือนเพิ่งแกะกล่อง และเชฟทำอาหารมีชื่อซึ่งถูกใครสักคนจ้างมาทำอาหารดีๆ ให้แก่เด็กยากไร้
เมื่อเหล่าลูกผู้ดีมีเงินต้องออกทัวร์นอกสถานที่ ทางโรงเรียนจึงอนุญาตให้พาคนรับใช้ส่วนตัวหรือบอดี้การ์ดไปได้ไม่ว่ากันเพื่อความปลอดภัย
“เวลาจะไปทีก็แสนจะยุ่งยาก จะไปทำไมก็ไม่รู้” เล็ทที่นั่งอยู่เบาะหลังบ่นพึมพำ แต่ก็ดังพอจนคนข้างตัวได้ยินด้วย
“หึๆๆ ก็มันเป็วิธีการสร้างนิสัยแข่งกันเกทับอีกฝ่ายให้กับพวกเด็กนักเรียนไงล่ะ” เด็กสาวที่ปอยผมด้านหน้าเป็สีม่วงยิ้มหยัน
“คุณหนูริส น้ำผลไม้เย็นๆ หน่อยไหมครับ” ผู้ชายที่นั่งข้างคนขับหันมาถาม ชุดสูทเข้มเหมาะที่จะใส่ในเวลาทำงาน เขาเป็ทั้งบอดี้การ์ดและคนรับใช้ของเล็ท ส่วนริสนั้นไม่ได้พามาด้วย เนื่องจากว่าครอบครัวของทั้งสองนั้นค่อนข้างรู้จักกันดีในระดับหนึ่ง ทำให้ริสได้รับอนุญาตไม่ต้องเอาคนส่วนตัวมาก็ได้ แต่อยู่ในการดูแลของคนของเล็ทแทน เป็การประหยัดพลังงานช่วยลดโลกร้อนอย่างไรอย่างนั้น
“ขอบคุณนะ กำลังหิวน้ำพอดี” ริสยิ้มรับแก้วน้ำนั้นมาจิบดื่มอย่างสบายอารมณ์
เล็ทแอบถอนหายใจเงียบๆ ขณะมองริสดื่มน้ำ นั่นมันคนของเขาแท้ๆ แต่กลับไปดูแลแต่ริสอยู่ได้ ไม่เห็นจะถามอะไรเขาสักคำว่าอยากกินอะไรไหม ชิ! กลับไปต้องจับลดเงินเดือนให้เข็ด
คงไม่ต้องพูดถึงว่าเด็กๆ ที่พวกเขาไปหาจะตื่นเต้นดีใจกันขนาดไหนกับของที่ได้รับ เหมือนวันนี้เป็วันคริสต์มาสสำหรับพวกเด็กๆเลยทีเดียว ที่มีของขวัญกองเป็พะเนินรอให้คนเข้าไปแกะอยู่
จากนั้นก็เป็การมอบเงินให้สถานเลี้ยงเด็กแห่งนี้อย่างเป็ทางการ ก่อนจะถึงเวลาอาหารกลางวันที่มีกุ๊กฝีมือดีมาทำให้ ดังนั้นตอนนี้ทุกคนจึงอยู่กันที่โรงอาหารใหญ่...
แต่ก็มีบางคนเหมือนกัน ที่หลบออกมาอยู่ข้างนอกด้วยเหตุผลส่วนตัว
“อยู่รวมกับคนหมู่มากขนาดนั้นมีสิทธิ์เห็นสีดำ-แดงง่ายจะตายไป” เล็ทบ่นถึงข้อเสียเพียงอย่างเดียวของการมีพลังนี้
หนุ่มหัวเกรียนหันมองรอบตัวไม่พบใคร ทั้งๆ ที่เมื่อกี้ยังมีคนคอยตามติดอยู่เลย ทั้งริส ทั้งคนรับใช้ หายไปหมด
ความจริงเขาไม่จำเป็ต้องมีคนมาคอยตามดูแลความปลอดภัยให้ก็ได้ ในเมื่อเขามีพลังนี้อยู่แล้วยังต้องพึ่งคนพวกนั้นทำไม เพียงแต่เขาไม่ได้บอกเื่นี้กับพ่อแม่หรือคนอื่น เพราะหากพูดไป...มีหวังได้ถูกจับส่งโรงพยาบาลโรคจิต
ต่อให้นั่นเป็เื่จริง ต่อให้คนพูดเป็ลูกของตัวเองก็เถอะ พวกผู้ใหญ่ก็ไม่มีทางเชื่ออยู่แล้ว และที่สำคัญกว่านั้น แม้แต่จะหาเวลาคุยด้วยยังยากเลย แค่มีเวลาพบหน้ากันตอนเช้าหลังตื่นนอนกับตอนก่อนนอน นั่นก็ถือว่าเป็เื่น่าอัศจรรย์แล้ว
“.................”
ขณะที่กำลังเดินเพลินๆ อยู่นั่นเอง จู่ๆ เล็ทก็หยุดเดินเมื่อได้ยินเสียงร้องได้ดังแว่วมา พอลองเงี่ยหูฟังก็พบว่ามันดังมาจากทางด้านหน้าตรงเลี้ยวมุมตึกนี้เอง ยิ่งเข้าไปใกล้ยิ่งได้ยินเสียงอื่นที่เป็ของผู้หญิงอยู่ด้วย
เขาชะโงกหน้าออกไปดูตรงหัวมุมเพื่อแอบดูว่าเป็ใคร แล้วต้องเห็นว่ามีเด็กน้อยคนหนึ่งที่เป็เ้าของเสียงร้องไห้เกาะอยู่บนต้นไม้แน่น
ที่ใต้ต้นไม้นั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งผมสั้นประบ่าอยู่ในชุดนักเรียนโรงเรียนนิรารักษ์ ที่เล็ทคิดว่ามันค่อนข้างรัดรูปอีกฝ่ายเกินไปหน่อย และกระโปรงก็สั้นกว่าที่กฎตั้งไว้พอดู
ภาพลักษณ์ของเธอบ่งบอกว่าเป็คนเปรี้ยวไม่น้อย แต่เสียงที่ได้ยินนั้นกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนมากทีเดียว จนสามารถทำให้เด็กที่กลัวอยู่อุ่นใจขึ้น
“ปล่อยมือเถอะจ้ะ เดี๋ยวพี่ช่วยหนูเอง”
ถึงจะรู้ว่ามีคนช่วยรับ แต่สัญชาตญาณกลัวเจ็บของเด็กน้อยก็ยังมากกว่าอยู่ดี
เล็ทไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ยืนกล่อมเด็กนั่นมานานเท่าไหร่แล้ว แต่น้ำเสียงนั้นไม่มีท่าทีหงุดหงิดโมโหแต่อย่างใด เหมือนเธอเข้าใจความรู้สึกของเด็กน้อยดี
“อย่ากลัวไปเลยนะ พี่ไม่ให้หนูเป็อะไรไปแน่ พี่สัญญา” เธอยังคอยกล่อมต่อจนเด็กที่อยู่บนต้นไม้เริ่มวางใจ และค่อยๆ ปล่อยมือที่เกาะกิ่งไม้ออก
เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นที่เกิดแรงบางอย่างขึ้น ยกเด็กขึ้นสูงก่อนค่อยๆหย่อนตัวลงพื้นอย่างนิ่มนวล... เด็กมีท่าทีตื่นตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พอรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้เพราะพี่สาวตรงหน้าที่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน เขาก็ไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป
“สัญญากับพี่นะว่าจะไม่เอาเื่นี้ไปบอกใคร” เธอเอามือจุ๊ปาก
“ครับ!” เด็กน้อยรับคำมั่น แล้วรีบวิ่งไปทางโรงอาหารกลางเพื่อไปหาเพื่อน
ทั้งสองคนไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ตกอยู่ในสายตาใครบางคนอยู่ และใครบางคนที่ว่านั่นก็กำลังอ้าปากค้าง อึ้งรับประทานไปเรียบร้อยแล้ว
เฮ้ย! นั่นมัน...
เล็ทไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น หรือว่าผู้หญิงคนนั้นก็จะเป็ผู้ใช้พลังจากธรรมชาติ!? ในใจนึกอยากเอาเื่นี้ไปบอกริส คุณเธอก็โผล่มาได้จังหวะพอดีเป๊ะ แบบที่เขาคิดว่าจะเป๊ะมากไปไหม
“เล็ท! มาอยู่นี่เอง” ริสเข้ามาจากทางด้านหลัง เรียกชื่อเขาดังลั่น
“นั่นใคร!” สาวเ้าส่งเสียงทักมาไม่พอ ยังตวัดมือตามมาด้วย จนเกิดลมพัดอย่างแรง ทำให้ทั้งเล็ทและริสถึงกับกระเด็นลอยไปกระแทกพื้นอย่างจัง ก่อนจะย่างก้าวเข้ามาหาด้วยสีหน้าเรียบเย็นแต่แฝงไปด้วยความน่ากลัว ผิดจากเมื่อครู่นี้ลิบลับ
ริสหันมามองหน้าเล็ทเหมือนอยากจะถาม แต่ก็ถูกผู้หญิงอีกคนขัดไว้ก่อน
“เด็กโรงเรียนเดียวกันงั้นเหรอ” ขณะนี้เล็ทไม่เห็นความอ่อนโยนจากผู้หญิงคนนี้เลยสักนิดเดียว หากเมื่อเห็นสายตาที่ราวกับจะฆ่าพวกเขาได้อย่างไม่ลังเล ก็ต้องพบว่าตาคู่นั้นเป็สีเขียว!?
“ฮึ! ช่วยไม่ได้นะ คิดซะว่าพวกนายเกิดมาโชคร้ายละกัน” เธอว่าพลางตวัดมือมาอีกรอบ เกิดเป็เสี้ยวลมคมกริบตรงไปยังสองคนนั้น
เล็ทอยากจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ แต่ก็ถูกสาวข้างตัวดึงคอเสื้อเหวี่ยงหลบจากบริเวณนั้นเสียก่อน จนไม่มีโอกาสได้พูดอีก
เมื่อมีเวลาได้ตั้งตัวอีกครั้ง เล็ทที่พยายามจะบอกให้เด็กสาวตาสีเขียวคนนี้ได้เข้าใจว่าพวกเขาเป็พวกเดียวกันเป็อันต้องชะงัก เมื่อถูกรังสีความร้อนจากคนข้างตัวแผ่ซ่านออกมา จนเหมือนกองไฟขนาดย่อมก็ไม่ปาน
“นี่เธอคิดว่ากำลังพูดอยู่กับใครไม่ทราบ” ริสฉีกยิ้ม เหมือนมีใครไปจุดะเิเข้า เพราะจู่ๆไฟก็ลุกท่วมตัวอย่างไม่ต้องพึ่งเชื้อเพลิงหรือไม้ขีดสักแท่ง และนั่นทำให้เด็กสาวอีกคนมองอย่างประหลาดใจ และพร้อมกันนั้นก็ยิ้มยินดีที่ได้พบคนที่เหมือนกับตัวเอง
“เธอก็เป็พวกเดียวกับฉันงั้นเหรอ” เธอร้อง แต่คำพูดนั้นถูกริสกลบหมด
“ใครมันคิดจะฆ่าฉัน มันต้องตายก่อน!” ริสพุ่งเข้าหาอย่างไม่คิดจะฟัง
“ริสอย่า!!” เล็ทห้ามพร้อมเอาน้ำสาดใส่ตัวเพื่อนสนิทจนเกิดเสียงฉ่าพร้อมควันพุ่ง ไฟที่ดับลงเหลือไว้เพียงร่างบางที่เปียกโชกไปทั้งตัว เ้าหล่อนชะงักไปได้แค่ครู่เดียวเท่านั้นก่อนจะหันมาทางเขาอย่างจะกินเืกินเนื้อ
“นายทำบ้าอะไรของนาย ไอ้เตี้ยเกรียนเล็ท! ไม่เห็นรึไงว่ายัยนี่คิดจะฆ่าเรา”
หางคิ้วคนถูกด่ากระตุก เมื่ออีกฝ่ายด่าเตี้ยยังไม่พอ ยังพ่วงเกรียนตามมาด้วย แน่นอนว่าเขาไม่พอใจหรอกที่โดนเอาข้อด้อยมาด่าแบบนี้ แต่ตอนนี้จำเป็ต้องเลือกจัดการสิ่งสำคัญก่อน
“แล้วเธอไม่เห็นรึไง ว่าเธอคนนี้ไม่ได้คิดจะฆ่าพวกเดียวกัน” เล็ทชี้ไปทางผู้หญิงคนนั้นให้ริสมองดูอีกครั้ง ว่าตอนนี้อีกฝ่ายไม่ได้มีทีท่าจะสู้ด้วยแต่อย่างใด พอริสเห็นจริงอย่างว่าก็ถึงกับสบถออกมา และกอดอกหันหน้าไปทางอื่น
“นี่ มีแค่พวกเธอเองงั้นเหรอที่มีพลังน่ะ มีคนอื่นอีกมั้ย” เด็กสาวตาสีเขียวถามอย่างตื่นเต้น
“ถ้ามีก็เห็นแล้วสิ” ริสเหน็บแนม จนเล็ทแทบอยากจะพนมมือกราบให้คุณเธอรู้จักสงบปากสงบคำบ้างทีเถอะ
แต่อีกฝ่ายก็พอเข้าใจ “เมื่อกี้ขอโทษด้วยละกันที่เกือบจะพลั้งฆ่าพวกเธอไป ฉันชื่อ ซีล อยู่ห้องสี่”
“ฉันชื่อเล็ท ส่วนยัยนี่...ริส พวกเราอยู่ห้องสาม” เล็ทเป็คนกล่าวแนะนำ ริสที่ไม่พอใจกับการถูกเรียกว่า ‘ยัยนี่’ จึงหาทางเหน็บอีกฝ่าย
“เชอะ! ทำกระแดะใส่คอนแทร็กเลนส์สีล่ะสิ”
“เปล่าหรอก ป๊าฉันเป็คนต่างชาตินะ” คนเป็ลูกครึ่งกล่าวยิ้มๆ “ฉันภูมิใจในสิ่งที่ฉันเป็ ไม่ได้อยากไปทำเพิ่มเสริมเติมแต่งเหมือนคนอื่นหรอก”
คนที่ไปย้อมปอยผมด้านหน้าเป็สีม่วงได้ยินแล้วถึงกับวีนแตก
“นี่เธอว่าฉันเหรอ!”
“เปล่า” ซีลคลี่ยิ้มน้อยๆเหมือนตอนผู้ดีเข้างานสังคม “ฉันก็แค่พูดออกมาลอยๆ ไม่ได้จงใจจะด่าใครสักหน่อย แต่ถ้าเธอเป็งั้นจริง จะปฏิเสธหรือยอมรับ มันก็เื่ของเธออยู่แล้วนี่”
ริสได้ยินแล้วูเาไฟในตัวแทบจะะเิออกมา แต่เล็ทกลับสะใจ
ซีลพูดนิ่งๆ ไม่ด่าด้วยคำหยาบคาย แต่ฟังแล้วเจ็บจิ๊ดซะยิ่งกว่าด่าตรงๆ ว่า แรด เสียอีก ส่วนคนถูกด่าทางอ้อมก็ได้แต่กัดฟันเจ็บใจ หาคำโต้กลับไม่ได้
จะปฏิเสธ...หลักฐานก็มีอยู่บนหัวอยู่ทนโท่ แต่จะให้ยอมรับก็ใช่ที่
ต่อจากนี้จะเป็ไงต่อไป คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนัก แต่ที่แน่ๆคือ...ตอนนี้เขาได้เพื่อนและผู้ต่อกรด้านฝีปากกับริสเพิ่มมาหนึ่งคนแล้ว
...หึๆ...หึๆๆ...ฮ่าๆๆ......
ดูสิๆ ทุกอย่างกลายเป็สีแดงไปหมดเลย เหมือนโลกกำลังถูกย้อมไปด้วยสีแดงสดอย่างนั้นแหละ
ใครคนหนึ่งพูดเอาไว้อย่างนั้นในขณะที่มือทั้งสองข้างเปื้อนไปด้วยเืของเด็กผู้ชายที่เรียนอยู่ห้องเดียวกัน พวกเขาล้มไปกองอยู่กับพื้น ล้อมรอบเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังก้มหน้ามองดูมือสีแดงฉานของตนพร้อมกับหัวเราะออกมา
นั่นเป็เสียงหัวเราะแรกที่ทุกคนได้ยินจากเด็กหญิงคนนี้...ซึ่งปกตินิ่งเงียบตลอดมา
เด็กผู้หญิงอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์นี้เช่นกัน ขดตัวอยู่ใต้โต๊ะมองภาพเบื้องหน้า ดวงตาสะท้อนภาพเพื่อนผู้ชายที่ล้มนอนอยู่บนพื้น เธอตัวสั่น...แต่หาได้สั่นเพราะกลัวเด็กสาวคนนั้นไม่
เด็กหญิงที่ปกติจะมีสีหน้าเ็า บัดนี้กำลังแย้มยิ้มกว้างรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยจากบางอย่าง...อย่างไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ก่อ
ถูกแล้วล่ะ... เด็กสาวที่อยู่ใต้โต๊ะดูจะเห็นดีด้วย คนพวกนี้สมควรถูกลงโทษแบบนี้แล้ว ในเมื่อพวกเขาชอบมาแกล้งเธออยู่เป็ประจำจนมันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยเลยสักคนเดียว มีเพียงคนนั้นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กล้ายื่นมือเข้ามา
...วาล...เธอช่วยฉันไว้