ผมไม่ได้กลับมาบ้านเณรอีกเลยั้แ่เรียนจบ นี่จึงเป็ครั้งแรกในรอบสิบห้าปีที่ได้มาเยือนผมลงจากรถ แหงนมองท้องฟ้าอันแจ่มกระจ่าง ฟังเสียงนกร้องอย่างสดใสบนต้นไม้ ก่อนจะมองดูอาคารเรียนด้วยความคิดถึงความทรงจำที่หลับใหลค่อย ๆ ตื่นขึ้น
มีการตัดและปลูกต้นไม้เพื่อปรับทัศนียภาพ อาคารเรียนถูกทาสีใหม่ ถึงแม้สวนหย่อมข้างสนามฟุตบอลจะถูกแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้างและโรงเก็บของถูกรื้อออกไป แต่บ้านเณรก็ยังคงเค้าโครงเดิมอยู่
ทว่าสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือบุคลากร มีคนหมุนเวียนเข้าออกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาล่าสุดคือตำแหน่งอธิการ ตอนนี้คุณพ่ออรรถพลเกษียณได้สามปีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ยังคงอยู่ที่นี่พักห้องเดิม และยังคงทำงานอื่น ๆ ช่วยเหลือสถาบัน ท่านเป็ผู้อุทิศตนเื่นี้หลายคนต่างรู้กันดี
ขณะเดินเข้าไปด้านใน ผมพยายามควบคุมไม่ให้สติแตกไปเสียก่อน ความคิดมากมายกำลังทำให้เส้นประสาทปวดตุบ นี่มันอะไรกันหนอจู่ ๆ ก็ได้รับสายจากคุณพ่ออรรถพลให้เข้ามาคุยเกี่ยวกับคิมหันต์ ซึ่งเป็สิ่งที่ตลอดระยะเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมาผมทำได้เพียงแค่ฝันถึง
เพราะั้แ่วันที่ธิดาพบผมร้องไห้ในตู้โทรศัพท์ นั่นเป็ครั้งสุดท้ายที่ผมติดต่อคุณพ่ออรรถพลเพื่อถามถึงคิมหันต์ผมใช้ความกล้าทั้งหมดในชีวิตทำสิ่งนั้น และเมื่อมันล้มเหลว ความมั่นใจและทุกอย่างในตัวผมก็ล้มพังเหมือนโดมิโนซึ่งนั่นทำให้ผมตระหนักว่าควรพึ่งพาความอดทนของตัวเอง หากผมเขียนจดหมายและโทรหาเขาบ่อยๆ สักวันหนึ่งผมจะได้ข่าวจากเขา
แต่ก็ไม่มีวันนั้น จนกระทั่งผ่านมาถึงวันนี้
คุณพ่อนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนข้างโรงอาหาร ท่านโบกมือและยิ้มให้เป็การทักทายหัวใจผมเริ่มเต้นแรงอีกครั้ง อาจเป็เพราะยินดีที่ได้พบบุคคลที่รักไม่ต่างจากบิดาและหวาดหวั่นที่จะได้สนทนาถึงคนรักที่หายเงียบไป
เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าบนโต๊ะมีกาน้ำชา แก้วชาสองใบและกล่องคุกกี้หน้าตาแปลกๆ เปิดทิ้งไว้ ดูเหมือนท่านเตรียมไว้ต้อนรับ หรือไม่ก็บอกเป็นัย ๆ ว่าเราอาจต้องคุยกันยาว
“รอนานไหมพ่อ” ผมถามหลังจากกล่าวสวัสดี
“ไม่หรอก พ่อก็เพิ่งมานั่งรอเมื่อตะกี้เอง”
ผมนั่งลงบนม้านั่งตัวข้าง ๆ จากนั้นก็มองใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นแม้เมื่อวานเราจะเจอกันที่งานบวชของชลเทพ หากแต่ก็ได้คุยกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คุณพ่อตั้งต้นรินชาใส่แก้วและส่งให้ผม
“เป็ไง คิดถึงที่นี่ไหม”
“คิดถึงครับ ไม่ได้กลับมาตั้งนาน” ผมกล่าวพลางมองรอบ ๆ
“แล้วทำไมไม่มาล่ะ พวกพ่อก็คิดเอ็งเหมือนกัน”
“งานยุ่งน่ะครับ ไม่ค่อยมีเวลา”
ขณะจิบชากันเงียบ ๆ ผมคิดอย่างใจร้อนว่าเมื่อไหร่เราจะเริ่มคุยเื่คิมหันต์สักทีคุณพ่อเลื่อนถาดคุกกี้ให้ผม ดวงตาคู่นั้นจ้องมองอย่างอ่อนโยน
“กินสักหน่อยสิ”
“ไม่ล่ะครับ ผมไม่หิว”
“กินเถอะ คิมมันอุตส่าห์ส่งมาให้”
ผมเกือบทำแก้วหลุดมือ คุณพ่อหยิบคุกกี้ชิ้นหนึ่งและยื่นให้ ผมจ้องคุกกี้วงกลมตรงหน้าก่อนจะยื่นมือออกไปรับ
“เดือนที่แล้วพ่อได้รับพัสดุกล่องหนึ่ง ตอนแรกนึกว่าส่งผิดเพราะพ่อไม่คุ้นชื่อที่อยู่ผู้ส่งแต่ที่อยู่ผู้รับจ่าเป็ชื่อพ่อจริง ๆ พ่อไม่รู้จะเอายังไงก็เลยเก็บเอาไว้ก่อนแล้วก็ผ่านมาจนถึงเมื่อวาน มีคนรับซองเอกสารและเอามาวางในห้องพ่อ เขาวางไว้บนกล่องพัสดุนั่นพ่อก็เลยนึกขึ้นได้ว่าจะทำยังไงดี
“สุดท้ายพ่อก็ตัดสินใจแกะเปิด ข้างในมีคุกกี้หนึ่งกล่อง พอเปิดกล่องคุกกี้ก็เจอจดหมายสองฉบับฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองถึงพ่อ ส่วนอีกฉบับสำหรับเอ็ง พ่ออ่านจดหมายที่เขียนถึงตัวเองก็เลยได้รู้ว่าของนี่มาจากเ้าคิมถึงแม้มันจะพิลึกอยู่สักหน่อยก็เถอะ แต่พ่อก็ดีใจที่เขาติดต่อมา พ่อไม่ได้ข่าวคราวจากเขานานมากแล้ว”
คุณพ่อดูเศร้าขณะพูดถึงคิมหันต์ สีหน้าของท่านไม่ต่างอะไรจากผมตอนนี้
“พ่อไม่ได้คุยกับคิมเลยเหรอครับ”
“อืม พ่อได้คุยแต่กับพ่อแม่ของเขา ซึ่งก็นาน ๆ ที”
“ทำไมล่ะครับ ผมนึกว่าพ่อติดต่อกับฝั่งโน้นอยู่ตลอด”
คุณพ่อไม่พูดอะไร เพียงแค่ส่ายหน้าและจิบชา ผมจึงพยายามคิดตาม บางทีอาจมีเหตุผลที่ซับซ้อนมากกว่าที่คาดคิด
“แล้วพวกเขายังใช้เบอร์บ้านเดิมที่อยู่เดิมอยู่ไหมครับ ผมติดต่อคิมไม่ได้เลย”ผมถามต่ออย่างไม่รีรอ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือให้คุณพ่อดูข้อมูลในนั้น
“พวกนั้นย้ายบ้านหนหนึ่งตอนที่พ่อเ้าคิมย้ายที่ทำงาน” คุณพ่อมุ่นคิ้วและมองหน้าผม“เอ็งไม่รู้เื่นี้เลยเหรอ”
“ครับ ผมไม่รู้ ผะ...ผมไม่ได้ติดต่อกับคิมมาหลายปีแล้ว”
ผมกัดคุกกี้ เคี้ยวมันช้า ๆ ราวกับคาดว่าจะได้ลิ้มรสชาติบางอย่างที่โหยหาคุณพ่ออรรถพลยังคงมองผมอยู่ แต่สายตานั้นเปลี่ยนไป ดูเหมือนกำลังสงสาร
“ทำไมล่ะ” ท่านถาม น้ำเสียงแฝงเจตนาบางอย่างที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังถูกสอบสวน
“ไม่รู้ครับ จู่ ๆ เขาก็เงียบหายไป ผมติดต่อเขาไม่ได้อีกเลย” ผมหลุบสายตามองต่ำ“แต่ว่า...พ่อรู้ใช่ไหมว่าเขาสบายดี”
ผมชำเลืองมองคุณพ่อ ท่านยังคงมองด้วยสายตาสงสาร แล้วจึงยิ้มบาง ๆ
“พ่อหวังว่าเขาคงสบายดี”
จากนั้นท่านก็ล้วงเอาจดหมายออกจากกระเป๋ากางเกงและยื่นให้ผม มันถูกปิดผนึก
“ลองอ่านดูสิ”
ผมรับจดหมายมา มันถูกจ่าหน้าซองด้วยลายมือหวัด ๆ ที่ผมจำได้ไม่เคยลืม ตอนแรกผมลังเลที่จะเปิดอ่านต่อหน้าคุณพ่ออรรถพลแต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ผมคิดว่าบางทีอาจถึงเวลาที่ควรจะเลิกหลบซ่อนเสียที
ถึง นิรันดร์
สบายดีไหม หวังว่านายคงสบายดีนะ
รันที่รัก ฉันอยากเจอนายเหลือเกิน อยากอธิบายให้รับรู้ แต่มันยากที่จะเล่าทุกอย่างได้หมดผ่านทางจดหมายเพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นช่างเหมือนฝันร้าย มันเลวร้ายมาก แต่เพราะนาย ฉันก็เลยยังคงมีความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ขอโทษที่ขาดการติดต่อ นายคงโกรธ ผิดหวังและเสียใจมาก ทว่าฉันเองก็ทรมานไม่แพ้กันทั้งร่างกายและจิตใจ แต่กระนั้น จงรู้ไว้เถิดว่าไม่เคยเลยสักวันที่จะไม่คิดถึง ทุกสิ่งที่ทำด้วยกันยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอ
เวลาทุกวันผ่านไปอย่างยากทุกข์ระทมกว่าจะมีโอกาสได้เขียนจดหมายอีกครั้งก็ล่วงเลยมาสิบกว่าปีหวังว่ามันคงไม่สายเกินไปที่จะติดต่อกับนายและทุก ๆ คน ขอได้โปรดอย่าลืมกัน ฉันไม่เหลือใครแล้วนอกจากนายเพราะนายคือทั้งหมดที่ฉันมี
หากอ่านมาถึงตรงนี้และยังคงจำกันได้ ช่วยกรุณาติดต่อกลับมาที่ที่อยู่ที่แนบมาด้านหลังฉันจะเฝ้ารอคอยนายนะรัน หวังอย่างสุดหัวใจว่านายจะติดต่อกลับมา
ด้วยรักและคิดถึง
ผมพลิกกระดาษไปด้านหลัง จากนั้นก็เงยหน้ามองคุณพ่ออรรถพลซึ่งกำลังส่งมอบรอยยิ้มอ่อนโยน
“อยากคุยอะไรกับพ่อไหม”
ผมตัวสั่น และก่อนที่จะเอื้อนเอ่ยคำใด น้ำตาก็ไหลพรั่งพรูหยดใส่แผ่นกระดาษ ผมเริ่มร้องไห้จนตัวโยนไม่รู้ตัวเลยว่าทรุดลงไปกองอยู่บนพื้น จนกระทั่งคุณพ่ออรรถพลพยุงผมขึ้นและสวมกอด
“ผะ...ผมคิดถึง...ขะ...เขาเหลือเกิน ผม...”
“ไม่เป็ไรนะลูก อย่าร้องไห้เลย”
แม้จะดูใมาก แต่ท่านก็กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น มันทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน แม้ความเมตตาของคุณพ่อจะทำให้ผมแทบััได้ถึงพระเ้าทว่ามีเพียงแค่เขาเท่านั้นที่ผมปรารถนาให้คอยซับน้ำตา ณ ตอนนี้
เสียงใบไม้พลิ้วไหว หมู่นกยังคงร้องต่อไป ขณะผมกำลังเล่าทุกอย่างให้คุณพ่ออรรถพลฟังอยู่ในสวนหย่อมทั้งความลับ ความรัก และความหวังถูกเล่าผ่านน้ำเสียงสะอึกสะอื้น หลังจากผมหยุด คุณพ่อก็เผยให้ทราบว่าคิมหันต์ได้อธิบายความสัมพันธ์ของเราไว้ในจดหมายและนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ท่านตัดสินใจชวนผมเข้ามาพูดคุย
ตลอดเวลาที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น ผมซ่อนความละอายบนสีหน้าด้วยการมองไปทางอื่นสองสามครั้งที่แอบเหลือบมามองอีกฝ่าย ซึ่งก็ต้องแปลกใจเพราะคุณพ่อไม่ได้มีท่าทางเปลี่ยนไปเลยท่านยังคงมองดูผมด้วยสายตาแบบเดิม คือเมตตาและสงสาร
“ผมขอโทษ”
“เอ็งขอโทษทำไม”
“ผมแค่อยากขอโทษสำหรับทุก ๆ อย่างและอะไรที่เคยปิดบังพ่อ”
ชาถูกรินใส่แก้วและยื่นส่งมาให้ ผมรับไปดื่มพร้อมกับรอฟังสิ่งที่คุณพ่อจะพูดด้วยใจลุ้นระทึก
“อย่าเลยเอ็งไม่มีอะไรต้องขอโทษพ่อทั้งนั้นเื่พวกนั้นมันเป็เื่ระหว่างเอ็งกับเ้าคิม พ่อเป็คนนอก” คุณพ่อกล่าวอย่างอ่อนโยน“แล้วจะเอายังไงต่อ”
“อะไรเหรอครับ”
“คิดจะทำยังไงต่อจากนี้”
ผมส่ายหัว ผมเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป แน่นอนว่าความ้าที่จะติดต่อคิมหันต์ยังมีอยู่ท้วมท้นแต่ในใจก็กลัวว่าหากเราได้พบกันอีกครั้ง ความรู้สึกทั้งหมดที่เคยมีอาจไม่เหมือนเมื่อตอนอายุสิบหกเราอาจกลายเป็คนแปลกหน้าแก่กันและกันไปแล้วก็ได้
“ยังไม่รู้เลยครับ ผมอาจไม่ทำอะไรเลยก็ได้ ผมกลัว...”
คุณพ่อวางแก้วลงบนโต๊ะ
“ฟังพ่อนะรัน ถึงพ่อจะเป็พระ ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับเื่หัวใจต่อใครๆ แต่อย่างหนึ่งที่อยากจะบอกไว้คือถ้าเอ็งจะหยุดความรู้สึกดีๆ เพียงเพราะความกลัว นั่นอาจทำให้เอ็งเสียใจไปจนวันตายเลยก็ได้นะ” คุณพ่อยิ้มบางๆ “ไม่มีความกลัวในความรักความรักที่สมบูรณ์ย่อมขจัดความกลัวเพราะความกลัวคือความคาดหมายว่าจะถูกลงโทษ ความรักของผู้มีความกลัวจึงยังไม่สมบูรณ์ 1 ยอห์น บทที่ 4ข้อที่ 19”
ผมอึ้งไปพักหนึ่งพลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งได้ยิน นี่หมายความว่าอย่างไร ท่านเห็นชอบต่อความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคิมหันต์อย่างนั้นหรือ
“มะ...หมายความว่าไงครับพ่อเห็นด้วยงั้นเหรอครับ” ผมถามอย่างละล่ำละลัก
“มันก็มีบางเื่ที่พ่อไม่เห็นด้วยนะและใช่ เื่ที่เอ็งกับคิมแอบคบกันพ่อก็ไม่ได้บอกว่าเห็นดีเห็นงามนักหรอก”ท่านว่า “แต่นั่นก็ไม่ใช่กิจการอะไรของพ่อที่จะเข้าไปตัดสิน หรือบอกว่าสิ่งไหนผิดถูกพ่อไม่ใช่ผู้พิพากษา แต่ถ้ามีอะไรอยากให้ช่วยก็บอกได้”
ผมจิบชาและใช้ความคิดก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“พ่อครับ ผมจะตกนรกไหมที่เกิดมาเป็แบบนี้”
“มันไม่เกี่ยวกับการที่เอ็งเกิดมาเป็แบบนี้แล้วจะต้องตกนรกพระไม่ได้มองแค่นั้น แต่พระองค์มองลึกลงไปในนี้ต่างหาก” คุณพ่อชี้ที่หัวใจของผม “ตัวตนไม่อาจด้อยค่าจิตใจการกระทำเท่านั้นที่เป็ตัวลิขิตชีวิตของเรา”
ผมพยักหน้าแต่ก็ยังไม่หมดความสงสัยที่ค้างคาใจ
“แล้วพ่อคิดว่าพระองค์สร้างให้ผมเป็แบบนี้ไหม”
“พ่อไม่รู้หรอกลูกแต่พ่อเชื่อว่าพระเ้ารักเราทุกคน” ท่านเอื้อมมือมาจับแขนผม “รันเอ๊ยเอ็งจะเป็อะไรมันไม่สำคัญหรอก ขอแค่เอ็งเป็ตัวเองที่มีความสุข ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่นก็พอแล้ว”
ประโยคนั้นทำให้รู้สึกดีขึ้นคำพูดของคุณพ่อหนุนใจผมได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้
“ถ้างั้นพ่อรังเกียจผมไหมที่เป็แบบนี้”
ท่านดูไม่ค่อยชอบใจที่ได้ยินคำถามนั้นเห็นได้จากคิ้วสีเทาที่ขมวดเข้าหากัน
“เอ็งยังไม่รู้จักพ่อเหรอเคยเห็นพ่อเลือกปฏิบัติไหม”
“ไม่เคยครับ”
คุณพ่ออรรถพลยิ้ม
“ถ้างั้นก็เลิกกังวลได้แล้วพ่อยังรักเอ็งเหมือนเดิม”
ผมยิ้มกว้างและต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกลั้นน้ำตาเอาไว้ ก่อนจะมองไปยังวัดน้อยที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
เป็แบบนี้ไปได้อย่างไรหนอที่ผ่านมาผมกลัวว่าหากสารภาพเื่นี้แก่คุณพ่ออรรถพลชีวิตของผมคงจบสิ้นภายในบัดดล และความคิดนี้เองที่ทำให้ผมเก็บความลับมาได้เกือบยี่สิบปี
แต่พอมาวันนี้ในวันที่อากาศแจ่มใส แทนที่ผมจะได้ใช้ชีวิตเสแสร้งเหมือนทุกอย่างเป็ปกติภายใต้ท้องฟ้าอันปลอดโปร่งผมกลับเร่งรีบมาที่นี่เพราะจะเป็จะตายที่จะได้รู้ข่าวเกี่ยวกับเขา ทว่าความเหงาและโดดเดี่ยวที่สะสมมานานทำให้ผมเหนื่อยที่จะเก็บซ่อนมันไว้อีกต่อไปดังนั้นทุกอย่างจึงเหมือนเขื่อนที่ถูกเปิดออก ความจริงทั้งหมดหลั่งไหลประดุจสายน้ำที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้นคุณพ่อใช้มือตักน้ำขึ้นมาโดยไม่สนว่าจะสกปรกหรือขุ่น พิจารณามัน ก่อนจะดื่มกินโดยไม่รังเกียจเดียดฉันท์
ซึ่งเหตุการณ์คงไม่ออกมาเป็เช่นนี้หากคนรอบข้างไม่เปิดใจและผมคงถูกประณามสาปแช่งไปจนวันตาย แต่ผมนั้นช่างโชคดีเหลือเกิน
ผ่านไปสักพักผมจึงเอ่ยขึ้น
“ผมควรทำยังไงดี”
“แล้วเอ็งอยากทำอะไรล่ะ”
ผมหันกลับมามองคุณพ่ออรรถพล
“ผม...ผมอยากเจอคิม”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาเขาสิ”
“ผมไปได้เหรอ”ผมเลิกคิ้ว
“ได้สิ คิดว่าพ่อห้ามอย่างนั้นเหรอถ้าได้เจอกันอย่าก็ลืมบอกเ้าคิมล่ะว่าพ่อคิดถึง”
ผมยิ้ม หัวใจพองโตด้วยความเบิกบานก่อนจะพับเก็บจดหมายใส่กระเป๋ากางเกง
เย็นวันนั้นผมกับปราการชวนกันไปทานอาหารที่ร้านข้างนอก ระหว่างนั่งรอพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟ ผมคิดไม่ตกว่าควรเล่าเื่ที่ไปพบคุณพ่ออรรถพลให้ปราการฟังดีไหมเพราะถ้าจะมีใครที่สมควรได้รู้ ปราการเองก็เป็หนึ่งในบรรดาคนเ่าั้
“การ” ผมเรียกเขา
“ว่าไง” เขาพูดยังคงจ้องมองโทรศัพท์
“คือกู...คือแบบว่า”
“อะไร”เขาเงยหน้ามามอง
ผมเริ่มประหม่า
“วันนี้ที่กูไปหาพ่อพลกูได้ข่าวเกี่ยวกับคิมหันต์ด้วย”
“ไอ้คิมน่ะเหรอจริงดิ! มันเป็ไงมั้งว้ะ”ปราการวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ
“กูก็ไม่รู้ว่ะรู้แค่ว่ายังอยู่ที่อิตาลี” ผมบอก “นั่นแหละ กูอยากจะ...เอ่อ กู...”
“อะไรของมึง อ้ำๆ อึ้ง ๆ อยู่ได้”
ผมละล่ำละลัก ใจสั่นจนแทบะเิมันไม่ง่ายเลยที่เอ่ยประโยคที่อยู่ในหัวออกมา ผมบีบมือที่วางบนหน้าตักจนแน่น ปราการมองด้วยสีหน้าคาดหวัง
“กูว่าจะไปเที่ยวอิตาลีมึงช่วยจองโรงแรมให้หน่อยได้มั้ย”
หมอนั่นเลิกคิ้ว
“จะไปหาไอ้คิมเหรอ”
ผมชะงักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
“ถ้ามีเวลาก็จะลองแวะไปหา”
“แล้วมึงจะไป่ไหน”ปราการถาม
“ยังไม่รู้เลย กูต้องยื่นวีซ่าก่อน”
“งั้นค่อยส่งข้อความมาบอกละกัน”
จังหวะนั้นเองอาหารที่สั่งก็ถูกนำมาเสิร์ฟด้วยความหิวเราจึงตั้งหน้าตั้งตารับประทาน ต่างคนต่างเงียบจนกลายเป็ว่าสุดท้ายผมก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เขาฟัง
วันต่อมาผมตื่นแต่เช้าเพื่อขับรถไปส่งปราการที่สถานีขนส่งเป็อีกครั้งที่ผมกับเขาต้องกล่าวอำลากัน ความรู้สึกโหวงเหวงเข้าแทรกซึมขณะมองปราการขึ้นไปนั่งบนรถบัสเขาโบกมือให้ผมผ่านกระจกหน้าต่าง ผมโบกตอบพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็หันหลังและเดินกลับไปที่รถของตัวเอง
ผมกลับไปที่โรงแรมอาบน้ำแต่งตัว สำรวจตรวจตราสัมภาระเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะดูนาฬิกาในโทรศัพท์มือถือจากนั้นก็ดึงจดหมายของคิมหันต์จากกระเป๋ากางเกงออกมาอ่านอีกครั้ง อ่านจบแล้วก็วนกลับไปอ่านอีกรอบหัวใจเต้นระส่ำในทรวงอก
สายตาผมจดจ่ออยู่ที่เบอร์โทรศัพท์ซึ่งกำกับใต้ที่อยู่ของคิมหันต์มือขวากำโทรศัพท์มือถือเอาไว้แน่น อยากโทรหาเขาเหลือเกิน ทว่าตอนนี้ที่อิตาลีเป็เวลาประมาณเกือบตีสามฉะนั้นผมทำอะไรไม่ได้นอกจากท่องคำว่าอดทน ขณะหิ้วกระเป๋าเป้ลงไปเช็คเอ้าท์ที่ชั้นล่าง
จากนั้นสิบห้านาทีผมก็เข้ามานั่งในรถยนต์และขับออกสู่ท้องถนนมุ่งหน้าสู่ไร่ศรีราพันธ์ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร