เมื่อได้ยินว่าจะคุมตัวลูกชายของเย่เซิงเข้ามา หลานอวี้และพรรคพวกก็เริ่มรู้สึกตึงเครียด
นับั้แ่ถูกจับกุมเมื่อวานจนถึงบัดนี้ พวกเขาล้วนถูกคุมขังแยกกัน
หลังจากถูกจับก็ไม่เคยได้พบหน้าลูกชายของเย่เซิงอีกเลย แม้แต่จูอวิ่นเถิงเองก็ไม่เคยพบ แน่นอนว่าย่อมไม่มีการนัดแนะคำให้การใด ๆ ทั้งสิ้น
ข้ออ้างเื่การ 'แย่งชิงความชอบ' ที่เพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่ กำลังจะเกิดช่องโหว่ก็คราวนี้
แต่ก็หมดหนทาง ในเมื่อคำพูดหลุดออกจากปากไปแล้ว ก็ไม่อาจกลืนน้ำลายตัวเองได้
หลานอวี้รู้สึกร้อนรนไร้ความมั่นใจ ได้แต่ลอบคิดในใจว่าจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี
พวกเขาไม่มีใครกล้าหันไปมองจูอวิ่นเถิงเลยสักคน การไต่สวนในวันนี้ อันที่จริงจูอวิ่นเถิงก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามาช่วยอะไรได้มากนัก
จูอวิ่นเถิงรับหน้าที่เพียงแค่จับกุมตัวเท่านั้น เขารู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับสถานการณ์ของหลานอวี้และพรรคพวกน้อยมาก
ต่อให้อยากช่วยก็ช่วยไม่ได้ ด่านแรกนี้จึงต้องพึ่งพากำลังของหลานอวี้เพียงลำพัง
ทว่าการที่ก้าวขึ้นมาเป็เหลียงกั๋วกงได้ หลานอวี้ย่อมไม่ใช่คนโง่เขลา เขาอาจจะดูวู่วามและหุนหันพลันแล่นไปบ้าง แต่ไม่ใช่คนไร้สมองอย่างแน่นอน
ดูจากการแสดงออกเมื่อครู่นี้ก็เห็นได้ชัด
จะเอาตัวรอดได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับหลานอวี้แล้ว ต้องก้าวผ่านอุปสรรคขั้นตอนนี้ไปให้ได้เสียก่อนค่อยว่ากัน
ในขณะเดียวกัน คนอื่น ๆ กลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา รอจนกว่าลูกชายของเย่เซิงถูกคุมตัวเข้ามา พวกเขาทำไปเพื่อแย่งชิงความชอบจริงหรือไม่ เพียงแค่เอ่ยปากถามก็รู้ดำรู้แดงแล้ว
บรรดาขุนนางบุ๋นต่างเตรียมพร้อมที่จะโต้กลับหลานอวี้ และกดหัวพวกขุนนางบู๊เหล่านี้ให้จมดิน
การงัดข้อกันระหว่างฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ถือเป็เื่ปกติวิสัย
ยิ่งไปกว่านั้น เื้ัเื่นี้ยังมีการแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบบัลลังก์แอบแฝงอยู่อีกด้วย
จูอวิ่นเหวินเชื่อฟังคำสั่งสอนของนางหลี่ว์อย่างเคร่งครัด วันนี้เขาไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่ครึ่งคำ ทำเพียงแค่นั่งชมงิ้วฉากนี้ ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็หน้าที่ของหวงจื่อเฉิงและพรรคพวกจัดการ
ขอเพียงไม่เอ่ยปาก หากเดี๋ยวเกิดเื่ผิดพลาดประการใด ย่อมไม่ใช่ความผิดของเขา แต่เป็ความผิดของหวงจื่อเฉิงและพวกพ้องต่างหาก
คนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรรับพระราชโองการจากจูหยวนจาง แล้วรีบออกไปคุมตัว 'เย่หยางเต๋อ' ลูกชายของเย่เซิงเข้ามาทันที
“ฝ่าา!” มีขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมาทูลถาม “หากลูกชายของเย่เซิงกับพวกของหลานอวี้นัดแนะคำให้การกันไว้ก่อนแล้ว จะทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”
จูหยวนจางเห็นด้วยว่ามีเหตุผล จึงถามว่า “เป็ไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะลักลอบนัดแนะคำให้การกัน?”
ผู้บัญชาการเจี่ยงหวนรีบทูลตอบ “นับั้แ่เข้าจับกุมเมื่อวานจนถึงบัดนี้ เย่หยางเต๋อ เหลียงกั๋วกง และพรรคพวก ล้วนถูกคุมขังแยกกัน พวกเขาไม่เคยพบหน้ากันเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เพียงคำว่า 'คุมขังแยกกัน' ก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้แล้ว
พวกเขาเฝ้ารอต่อไป รอจนกว่าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจะคุมตัวคนเข้ามา
ตอนนี้จางโจวและพรรคพวกต่างรู้สึกเสียใจจนแทบคลั่ง รู้อยู่แก่ใจว่าตนกำลังจะพาหลานอวี้ไปตายเสียแล้ว
แม้ภายนอกหลานอวี้จะยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นเอาไว้ได้บ้าง ทว่าภายในใจกลับร้อนรนกระวนกระวายขั้นสุด
“เย่หยางเต๋อมาถึงแล้ว!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงะโขานรับมาจากด้านนอก
จากนั้น องครักษ์เสื้อแพรก็คุมตัวเย่หยางเต๋อที่ถูกสวมขื่อคาเดินเข้ามาด้านใน
เขารีบคุกเข่าลงถวายบังคมจูหยวนจางทันที ก่อนจะเหลือบมองไปยังหลานอวี้และพรรคพวก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตระหนกใ
“เย่หยางเต๋อ!”
จานฮุยในฐานะผู้ไต่สวนหลักชิงเปิดฉากถามเสียงดัง “เ้ารีบเล่ามาให้ละเอียดสิว่า หลานอวี้ช่วยชีวิตเ้าไว้อย่างไร หากเล่ามาตามความจริงอย่างชัดเจน อาจจะช่วยให้เ้าเจ็บตัวน้อยลงได้บ้าง!”
เย่หยางเต๋อมองไปทางจูหยวนจาง ก่อนจะหันไปมองหลานอวี้อีกครั้ง
เขาขบกรามแน่นเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ช่วยชีวิตข้าอะไรกัน? พวกหลานอวี้ไม่เคยช่วยข้าเลยสักครั้ง แล้วก็จางโจวไอ้คนใจทรามผู้นั้น ถุย!...เ้าหมอนั่นน่ะหรือจะช่วยข้า? หึหึ...”
พวกหลานอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับชะงักงัน
จูอวิ่นเถิงเองก็ประหลาดใจระคนยินดี ทว่าสีหน้ายังคงต้องปั้นหน้าเรียบเฉย พลางคิดในใจว่า ‘จะบังเอิญเกินไปหน่อยไหม?’
อันที่จริงเย่หยางเต๋อก็อยากจะช่วยชีวิตหลานอวี้เช่นกัน แต่พอพูดจบก็พลันตระหนักได้ว่าตนเหมือนจะพูดอะไรผิดไป
จึงรีบกลับคำว่า “ใช่แล้ว เป็จางโจวที่ช่วยข้า ช่วยหลานอวี้รักษาชีวิตข้า พวกเขาล้วนเป็ฏที่หลงเหลืออยู่ กระหม่อมยอมรับสารภาพ กระหม่อมขอชี้ตัวพวกเขา ฝ่าา รีบปะาพวกเขาเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
‘เ้าหมอนี่ ก็ไม่ได้โง่นักนี่นา!’ จูอวิ่นเถิงคิดในใจ ถือว่าด่านนี้ผ่านไปได้แล้ว
ไม่ใช่หลานอวี้ที่ก้าวข้ามมาได้ด้วยตนเอง แต่เป็เย่หยางเต๋อที่เสนอตัวช่วยเหลือหลานอวี้ให้ผ่านพ้นมาได้ คำให้การที่ขัดแย้งกันเองหน้าหลังเช่นนี้ ทำเอาทุกคนถึงกับงุนงงไปตาม ๆ กัน
"ฝ่าา เื่นี้..." จานฮุยเริ่มทำตัวไม่ถูก ได้แต่หันไปมองจูหยวนจางเพื่อรอรับสั่ง
“เดี๋ยวเ้าก็บอกว่าช่วย เดี๋ยวก็บอกว่าไม่ได้ช่วย”
กลิ่นอายแห่งบารมีจักรพรรดิแผ่ซ่านออกมาจากตัวจูหยวนจาง ทรงตรัสด้วยเสียงเ็า "ตกลงว่าได้ช่วยหรือไม่?!"
แรงกดดันจากประโยคนี้ ทำเอาแม้แต่หวงจื่อเฉิงและพวกขุนนางยังรู้สึกหายใจติดขัด
ดวงตาของจูอวิ่นเถิงทอประกายขึ้น ที่แท้นี่คือสง่าราศีของเ้าชีวิต ช่างน่าเกรงขามและดุดันยิ่งนัก
ตาเฒ่าจูปลดปล่อยออร่าออกมาเต็มพิกัด จนคนแทบจะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
“ช่วย... ไม่... ไม่ได้ช่วยพ่ะย่ะค่ะ” เย่หยางเต๋อก้มหน้าลงด้วยความตื่นตระหนก
เขารู้สึกหวาดกลัวเป็อย่างยิ่ง ก่อนจะรีบพูดต่อไปว่า “จางโจวไม่ได้ช่วยชีวิตกระหม่อม เขา... เขาคิดจะปิดบังเหลียงกั๋วกง แล้วเอาตัวกระหม่อมไปมอบให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรเพื่อรับความดีความชอบพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ
อันที่จริงเขาโกหกคำโต ภายในใจนั้นไร้ซึ่งความมั่นใจใด ๆ แต่นี่เป็เพียงหนทางเดียวเท่าที่เขาคิดออก เพื่อจะช่วยหลานอวี้ จึงตัดสินใจยอมแลกทุกอย่าง อย่างไรเสียสุดท้ายตนก็ต้องตายอยู่ดี
ที่สำคัญ คำพูดของเขาดันตรงกับข้ออ้างของกลุ่มหลานอวี้ได้อย่างแเี
เพราะมันเป็หนทางเดียวที่จะหลุดจากความผิดได้ พวกเขาจึงคิดเหมือนกันหมด
ตราบใดที่ไม่ใช่ 'การช่วยเหลือฏ' โทษก็ไม่ถึงตาย
ฝ่ายหลานอวี้เองก็ประหลาดใจกับคำพูดนี้เช่นกัน
“เจี่ยงหวน” จูหยวนจางถาม “เ้าแน่ใจนะ ว่าพวกเขาไม่มีทางลักลอบนัดแนะคำให้การกันได้?”
เจี่ยงหวนยืนยันหนักแน่น “เป็ไปไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”
“เสด็จปู่!” จูอวิ่นเถิงเอ่ยขึ้น “ดูเหมือนว่าการรวบรวมข่าวกรองของหน่วยองครักษ์เสื้อแพร จะยังมีข้อบกพร่องอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ”
เจี่ยงหวนรีบประสานมือทูล “เป็ความผิดของกระหม่อมเอง ขอฝ่าาโปรดลงอาญาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นเื่นี้ก็ให้แล้วกันไปได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ในเมื่อเหลียงกั๋วกงไม่ได้มีเจตนาช่วยเหลือคนอยู่แล้ว” จูอวิ่นเถิงตั้งคำถาม
"ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!"
หวงจื่อเฉิงทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงพูดขัดขึ้นว่า "หากเหลียงกั๋วกงบริสุทธิ์ใจแต่แรก เหตุใดจึงยอมตามพระนัดดาสามกลับมาแต่โดยดี? เขาควรชี้แจงเหตุผลและขอทำฎีกาถวายฝ่าา ไม่ใช่ยอมให้นำตัวไปขังทั้งที่ไม่ได้ขัดขืนใด ๆ เช่นนี้"
“กระหม่อมเห็นด้วย!”
“กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ เื่นี้ไม่มีทางเรียบง่ายเพียงนี้แน่”
“กระหม่อมขอให้ตรวจสอบอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ!”
...
บรรดาขุนนางคนอื่น ๆ เมื่อเห็นหวงจื่อเฉิงเป็ผู้นำตั้งข้อกังขา ก็พากันส่งเสียงสนับสนุนกันอย่างเซ็งแซ่
จูอวิ่นเหวินเห็นคนเ่าั้ออกโรงช่วยหวงจื่อเฉิง ซึ่งก็เท่ากับเป็การช่วยเหลือตนเอง จึงรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็อย่างยิ่ง
สมแล้วที่บรรดาขุนนางบุ๋นในราชสำนักยังคงยืนหยัดสนับสนุนเขาอย่างเหนียวแน่น
“นั่นก็เป็เพราะ...เขาคือพระนัดดาสาม เป็โอรสสายตรงลำดับที่สองของอดีตองค์รัชทายาท และเป็หลานของไคผิงอ๋อง อย่าว่าแต่จะให้จับกุมข้าเลย ต่อให้เมื่อวานนี้เขายื่นกระบี่ให้เล่มหนึ่งแล้วสั่งให้ข้าปลิดชีพตัวเองในตอนนั้น ข้าหลานอวี้ก็จะเชือดคอตัวเองอย่างไม่ลังเล หากพระนัดดาสาม้าจับตัวข้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ข้าก็จะขอน้อมรับแต่โดยดี…นี่คือความเชื่อมั่น และคือความจงรักภักดีที่ข้าหลานอวี้มีต่อพระนัดดาสาม”
น้ำเสียงของหลานอวี้ไม่ได้ดังกึกก้อง แต่กลับหนักแน่นและจริงจัง ทุกถ้อยคำดังกังวานไปทั่วทั้งโถงไต่สวน
นี่คือการชี้แจงเจตจำนงของเขาในยามนี้ เพื่อแสดงออกว่าเขายอมสวามิภักดิ์ต่อจูอวิ่นเถิงอย่างเต็มตัว
จูหยวนจางรับฟัง พลางหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย
“ไม่ว่าอวิ่นเถิงจะสั่งให้เ้าทำสิ่งใด เ้าก็เต็มใจทำกระนั้นหรือ? แม้จะเป็ความผิดโทษปะา และทำแล้วต้องตายในทันที เ้าก็ไม่กลัวใช่หรือไม่?”
“ทูลฝ่าา เป็เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ!” หลานอวี้ตอบ
จูหยวนจางกล่าว “อวิ่นเถิง เ้าลองสั่งอะไรเขาดูสักอย่างสิ ให้ข้าได้เห็นหน่อยว่าหลานอวี้ผู้นี้จงรักภักดีอย่างที่ว่ามาจริงหรือไม่”
จูอวิ่นเถิงไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาตวาดสั่งการ “ทหาร! ปลดพันธนาการมือเท้าของหลานอวี้ แล้วนำกระบี่มาให้เขาหนึ่งเล่ม”
หน่วยองครักษ์เสื้อแพรปฏิบัติตามคำสั่งในทันที กระบี่เล่มหนึ่งถูกส่งมาอยู่ตรงหน้าหลานอวี้
“สังหารจูอวิ่นเหวินเสีย” จูอวิ่นเถิงออกคำสั่งอย่างตรงไปตรงมา
ผู้คนในที่นั้น “???”
จูอวิ่นเหวิน “???”
สังหารมารดาเ้าสิ เ้าคนบ้านี่!
เื่นี้มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?!
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้สติ หลานอวี้ก็คว้ากระบี่ขึ้นมาอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วสาวเท้าก้าวยาว ๆ ตรงดิ่งไปหาจูอวิ่นเหวินทันที
เมื่อเห็นหลานอวี้เอาจริงต่อหน้าต่อตาจูหยวนจางเช่นนี้ จูอวิ่นเหวินถึงกับขาสั่นพั่บ ๆ คิดจะวิ่งหนีก็ขยับไม่ออก ทำได้เพียงแหกปากร้องลั่นด้วยความกลัวว่า “เสด็จปู่ ช่วยหลานด้วย!”