เพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตนอยู่ริมถนนที่ผู้คนพลุกพล่าน มีบริกรร้านอาหารมองพวกเขาราวกับมองพวกบ้านนอกเข้ากรุงส่งเสียงโวยวายตื่นตาตื่นใจที่ได้เห็นพระราชวังอันสวยงาม
ทั้งสามหาห้องพักเพื่อเก็บสัมภาระและตกลงแผนการ ซึ่งแผนการนั้นไม่มีอะไรมากนอกจากรอเวลากลางคืนและลอบเข้าวังโดยใช้อุปกรณ์สุดวิเศษของลูนาร์ มันคือมีดคู่เงา เป็นอาวุธที่ลูนาร์สร้างขึ้นสำหรับนักฆ่าผู้ซึ่งต้องลอบเร้นเข้าสังหารศัตรู มันมีความพิเศษตรงที่ผู้ใช้จะเลือนรางไปกับความมืดเป็นที่ยากสังเกต ก่อนจะลอบออกมาในเช้าวันรุ่งขึ้นโดยการปะปนกับคนรับใช้
“มันไม่ถึงกับทำให้ล่องหนจนฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นเรา ดังนั้นถ้าไปยืนกลางแสงสว่างโต้งๆ ก็ถูกเห็นได้อยู่ดี ระวังไว้ด้วย” ลูนาร์เตือนหลังจากมอบมีดด้ามหนึ่งให้ฮาจา ก่อนจะมองมีดอีกด้ามสลับกับมองหน้าชายหนุ่มอีกคน
“แล้วข้าล่ะ” ชายหนุ่มอีกคนผู้นั้นร้องประท้วง
“ถือกับฮาจาก็แล้วกัน”
“อะ...เอ่อ ถือกับข้าจะดีเหรอคะ คือว่าข้าเป็นคนซุ่มซ่าม ถ้าถือสองคนจะเป็นอันตราย ข้าอาจสะดุดล้มมีดแทงท้องท่านเอ็ดวาน...”
ฮาจาทำหน้าหลอน ในขณะผู้ที่จะถูกมีดแทงท้องนึกภาพตามแล้วส่ายศีรษะรัว เขารู้ดีว่าความซุ่มซ่ามของนักบวชสาวผู้นี้อยู่ในระดับไหน
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ข้อสรุปแล้ว”
คืนนั้นทั้งสามลอบเข้าพระราชวังโดยการปีนข้ามกำแพงในจุดที่มีแสงสว่างน้อย ความสูงของกำแพงไม่ได้เป็นปัญหาต่อเอ็ดวานและลูนาร์ในร่างชายหนุ่มแม้ทุลักทุเลเล็กน้อยตรงที่ต้องอุ้มฮาจาข้ามกำแพงโดยที่มือของทั้งสองคนต้องจับมีด ซึ่งเป็นไปตามคาด ไม่มีทหารคนใดสังเกตเห็นผู้บุกรุกทั้งสามหรือความผิดปกติเล็กน้อยนี้เลย
แสงสว่างบนทางเดินและทหารยามที่เดินตรวจตราอยู่ตลอดไม่ได้เป็นปัญหามากนักในเมื่อพื้นที่เงามืดภายในปราสาทมีมากกว่า ที่ทุกคนควรต้องระวังน่าจะเป็นมีดที่ฮาจาถืออยู่
“ฮาจา เจ้าเดินนำไปตามทิศที่สัมผัสไอมืดได้ พวกเราจะเดินตามเจ้าเองไม่ต้องกังวล” เอ็ดวานกระซิบบอกกึ่งออกคำสั่ง ตอนนี้เขาเองก็มองไม่ค่อยเห็นผู้ที่ถือมีดพรางกายคนอื่นเช่นกัน
ชายหนุ่มต้องระวังอย่างยิ่งยวดในการไม่ให้ก้าวเท้าเหยียบผู้ที่ถือมีดด้วยกัน น่าแปลกที่เขาและลูนาร์เข้าขากันได้อย่างน่าประหลาด ยามเขาก้าวเดิน อีกฝ่ายก็ก้าวตามอย่างเป็นจังหวะ เขาสัมผัสได้เพียงลมไหววูบ ร่างอันรางเลือน เสียงฝีเท้าและลมหายใจอันแผ่วเบาจากคนข้างกายเท่านั้น
และในขณะที่เขากำลังเหม่ออยู่นั้น
“สิบนาฬิกา!” เสียงกระซิบเข้มดังจากด้านข้างก่อนที่เขาจะถูกดึงให้หมอบลงกับพื้นหลังเงาเสาต้นหนึ่ง
ทหารสองนายเดินมาจากทางแยกด้านซ้ายและมุ่งตรงมาทางเขา บริเวณนั้นแม้มีเงาจากเสาต้นใหญ่แต่มันก็มากพอแค่ให้ชายร่างสูงแบบเขาขดตัวซ่อนได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
“ข้าจะย้อนกลับไปซ่อนที่ทางแยกเมื่อครูนี้” เอ็ดวานกระซิบบอก แต่ลูนาร์รีบดึงมือห้ามไว้ก่อนดึงร่างเขามาเบียดชิด
เสียงชุดเกราะกับฝีเท้าสองคู่เดินมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเอ็ดวานไม่ได้ยินเสียงนั้นเลยในเมื่อลมหายใจคนตรงหน้ากำลังรดต้นคอเขาอยู่ ร่างกายของเขาเกร็งค้าง เสียงเต้นตุบเป็นจังหวะดังจนหัวของเขามึนตื้อ เขารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อทหารยามเดินผ่านไปแล้วและลูนาร์ดึงเขาให้ลุกขึ้นมุ่งหน้าต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
...เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า...
เอ็ดวานถามตัวเอง ในใจเต็มไปด้วยความสับสน ถ้าอีกฝ่ายเห็นใบหน้าของเขายามนี้คงคิดว่าเขาเป็นไข้แน่แท้
...หรือว่าข้าคิดกับลูนาร์...
ชายหนุ่มสลัดความคิดพิลึกพิลั่นนี้ทิ้งทันที มันจะเป็นไปได้อย่างไร อีกฝ่ายเป็นชายเช่นกัน อีกทั้งเพิ่งพบกันได้ไม่นาน เขาเองก็ยังมีความชื่นชอบสตรีเพศ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
เอ็ดวานย้ำกับตัวเองหลายครั้งกระทั่งสบายใจจึงตั้งสมาธิกลับสู่สถานการณ์ปัจจุบันตอนนี้ฮาจานำพวกเขามายังลานกว้างที่ใช้ฝึกซ้อมอาวุธของพวกเชื้อพระวงศ์ กลางลานกว้างนั้นปรากฏร่างเพรียวสูงของอิสตรีในชุดนอนพริ้วบาง ผมยาวสลวยกลับพริ้วในสายลมที่สงบนิ่งราวกับเส้นผมนั้นเคลื่อนไหวด้วยตัวของมันเอง
“ผ...ผี...ผี” ฮาจาเห็นร่างนั้นก็ร้องเสียงติดอ่าง
“กลัวอะไรเล่า เจ้าก็เคยเห็นซอมบี้หน้าตาน่าเกลียดมาตั้งมากมายแล้วมิใช่รึ” เอ็ดวานกระซิบว่า
“มันต่างกันนะคะ” นักบวชสาวพึมพำเสียงเบา
“ชู่ว!” เสียงพูดคุยของทั้งสองทำให้ลูนาร์ต้องส่งเสียงปรามให้เงียบ พวกเธอซ่อนตัวอยู่หลังระเบียงทางเดินที่มีกำแพงสูงเพียงเอวใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวเท่านั้น และสัมผัสแห่งความมืดที่ฮาจารู้สึกก็มาจากร่างนั้นนั่นเอง
เสียงบริกรรมคาถาดังมาจากหญิงปริศนาผู้นั้น มันคล้ายบทเพลงขับกล่อมชวนหลับใหลที่ดังแผ่วเบาตามสายลมและลูบไล้ผ่านใบหน้า
“ระวังนะคะ นี่มันคาถานอนหลับ” ฮาจาร้องเตือน
“ก็ว่าทำไมรู้สึกวูบ” เอ็ดวานตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ
“คิดว่าเป็นผู้หญิงมาร้องเพลงซึ้งตอนดึกเฉยๆ เสียอีก”
ดูเหมือนว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่นักเพราะเวทมนตร์หลับใหลนี้ไม่อาจส่งผลแก่ผู้ที่มีพลังแกร่งกล้าได้ แต่มันส่งผลเป็นวงกว้าง พวกทหารและคนอื่นในวังน่าจะกำลังตกอยู่ในห้วงนิทราลึก
หลังจากบทเพลงแห่งห้วงนิทราจบลง พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาเย็นเยียบจากสตรีในชุดนอนผู้นั้น
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น เผยตัวออกมาเสีย” เสียงแหลมตวาดกร้าว พลังแห่งความมืดพวยพุ่งทั่วบริเวณอย่างไม่มีการปิดบัง แสงสีทองแผ่กระจายห่อหุ้มร่างนั้นไว้ก่อนที่จะขยายออกแล้วแปรสภาพเป็นรูปร่างสัตว์สี่เท้า หางยาวปัดซ้ายขวา โครงร่างส่วนที่น่าจะเป็นศีรษะมีนัยน์ตาสีแดงเรียวยาวสองคู่จ้องเขม็งมาทางพวกเขา
“ปีศาจจิ้งจอก” ฮาจาเกือบจะร้องออกมาด้วยความตกใจ
แต่ไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอกธรรมดา ขนสีทองสะท้อนแสงเป็นเงาและหางทั้งห้าโบกสะบัดไปมาราวกับอสรพิษที่ชูคอขึ้นขู่ ทำให้รู้ว่านั่นเป็นปีศาจระดับสูง
ปีศาจจิ้งจอกสีทองฉวยโอกาสขณะที่ทั้งสามยังตั้งตัวไม่ติดกระโจนเข้าใส่ ลูนาร์ที่ไหวตัวได้ทันผลักฮาจาและเอ็ดวานออกไปพ้นวิถีในขณะที่ตัวเองถูกกระแทกเข้าเต็มรักจนกระเด็นไปไกล
“ลูนาร์!” ทั้งฮาจาและเอ็ดวานต่างประสานเสียงเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงจะได้รับบาดเจ็บ แต่ลูนาร์ที่ถูกกระแทกไปไกลกลับตีลังกาและกลับมายืนด้วยปลายเท้าอย่างแผ่วเบาในสภาพไร้รอยขีดข่วน
แม้แต่ปีศาจจิ้งจอกสีทองตนนั้นก็ยังประหลาดใจ เธอมั่นใจว่าโจมตีถูกชายหนุ่มหน้าสวยคนนั้นอย่างเต็มเหนี่ยว แถมยังแรงเสียจนกระเด็นไปหลายสิบช่วงตัว เธอไม่รู้เลยว่าลูนาร์เป็นฝ่ายกระโดดถอยหลังไปเองเพื่อลดแรงกระแทกนั้น
เอ็ดวานไม่รอให้ปีศาจจิ้งจอกลงมืออีก เขาพุ่งเข้าใส่พร้อมกับดาบใหม่ที่ยืดออก ปีศาจจิ้งจอกตั้งใจจะสวนกลับในทีแรกแต่เพราะดาบที่ทำให้ระยะโจมตีผิดเพี้ยนจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นตั้งรับแทน
“ไอซ์สแลช”
เอ็ดวานร่ายเวทมนตร์น้ำแข็งปกคลุมดาบก่อนโจมตีอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ฝ่ายปีศาจเลือกที่จะหลบแทนที่จะตั้งรับแบบเดิม แต่ช้าไปเสียแล้วเพราะในจังหวะเดียวกับที่มันหลบก็มีใครอีกคนเข้าประชิดจากด้านหลัง เป็นลูนาร์ที่เห็นโอกาสเหวี่ยงกำปั้นซึ่งสวมสนับมือกระแทกเข้าที่สีข้างของปีศาจอย่างจัง
ปีศาจจิ้งจอกร้องเสียงหลง ทั้งแรงกระแทกที่รุนแรงราวกับอมนุษย์และความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงเข้ามาในร่างยามที่สนับมือเวทสัมผัสร่างมันทำให้ปีศาจสาวเจ็บปวดจนเกือบจะเผลอคืนร่างมนุษย์