ชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล]

    บทที่ 54 พี่ใหญ่ ข้าอยู่ที่นี่ (เปิดฟรีวันที่ 15 มกราคม 2569)

    ฉินเย่เหลือบมองซูเยียนหนิง พลางกล่าวเสียงเย็นชา “คุณหนูใหญ่ซูยังกล้ากล่าวหาข้าอีกหรือ”

    ซูเยียนหนิงสะอึกไปเล็กน้อย รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา

    เมื่อครู่เพราะโกรธจัด นางจึงกล่าววาจาไม่ยั้งคิดกับฉินเย่

    แม้ฉินเย่จะไม่มีตำแหน่งขุนนาง แต่ตระกูลฉินมีอำนาจมาก อีกทั้งเขายังสนิทกับฉู่จี้เฟิง นางไม่มีทางที่จะเป็นศัตรูกับเขาได้เลย

    นางรีบอ่อนข้อ โค้งกายกล่าวว่า “คุณชายฉินอย่าเข้าใจผิด ข้าเพียงแค่ได้ยินมาว่าน้องสาวข้ามาที่วัดร้างแห่งนี้…”

    “ข่าวลือระหว่างทางก็เชื่อถือได้หรือ” ฉินเย่กล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ แต่ในแววตากลับเต็มไปด้วยความดูถูก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เห็นซูเยียนหนิงอยู่ในสายตาเลย “อีกอย่าง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนผู้นี้เป็นคนจากหมู่บ้านเป่ยเหอ หรือว่าเจ้ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรก จึงมาดูเรื่องสนุกตั้งแต่เนิ่นๆ?”

    เพียงไม่กี่คำก็ทำให้ซูเยียนหนิงเริ่มร้อนรน นางรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง ได้แต่กล่าวว่า “ก็แค่มีคนบอกว่าน้องสาวข้าออกนอกเมืองกับชายอื่น ข้าจึงมาดูให้แน่ใจเท่านั้น

    “สำหรับคนผู้นี้…ข้าเคยเห็นภาพวาดในห้องของน้องรอง หน้าตาคล้ายกับเขามาก ข้าจึงกล้าคาดเดาเช่นนี้”

    เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ฝูงชนก็ส่งเสียงฮือฮา

    ซูเยียนหนิงเป็นคนตระกูลซู คำพูดของนางย่อมน่าเชื่อถือ ไม่คิดว่าซูอิ่นเย่ว์จะถึงขั้นเก็บภาพวาดของบุรุษผู้นี้ไว้ด้วย

    ฉู่จี้เฟิงมองนางด้วยสายตาเย็นชา “วันนี้เจ้าถึงกับมีสมองติดตัวมาด้วยหรือ”

    ซูเยียนหนิงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำประชดของเขา เพียงแต่คิดอยากให้ฉู่จี้เฟิงรังเกียจซูอิ่นเย่ว์ต่อไป จึงกล่าวว่า “ซื่อจื่อ แต่ก่อนข้าไม่กล้าพูด เพราะกลัวทำลายความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับน้องสาว แต่ตอนนี้…นางทำเรื่องอัปยศเช่นนี้ ข้าจำต้องบอกความจริง ซื่อจื่ออย่าได้ฝากหัวใจผิดคนอีกเลย!”

    คนอื่นฟังแล้วคิดว่าซูเยียนหนิงไม่ได้เข้าข้างญาติของตนเอง

    ฉินเย่กล่าวอีกว่า “พระชายาซื่อจื่อเป็นน้องสาวแท้ๆ ของเจ้า แต่เจ้ากลับกล่าวหานางเช่นนี้ ไม่รู้สึกผิดบ้างหรือ ชายผู้นี้เป็นโจรป่า มิใช่ชาวบ้านจากเป่ยเหอ ข้าย้ำอีกครั้ง พระชายาไม่ได้อยู่ที่นี่ พวกเจ้าอย่าหลงเชื่อคำลวง!”

    ซูเยียนหนิงเห็นฉินเย่ขวางประตูวัดร้างไว้ ก็ยิ่งแน่ใจว่าเขากำลังซ่อนซูอิ่นเย่ว์อยู่

    พวกนางเห็นกันกับตาว่าทั้งสองออกจากเมืองมาด้วยกัน ก่วงเหวินเทาอยู่ที่นี่ เช่นนั้นซูอิ่นเย่ว์จะไม่อยู่ได้อย่างไร

    ดังนั้นนางจึงกล่าวย้ำ “ไม่ต้องพูดถึงคนผู้นี้ คุณชายฉินกล้าปล่อยให้พวกเราเข้าไปค้นดูหรือไม่”

    ชาวบ้านหลายคนพากันสนับสนุน “ใช่แล้ว ให้พวกเราเข้าไปดู ไม่ใช่ให้คุณชายฉินตัดสินคนเดียว!”

    ฉินเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลีกทาง “ในเมื่อพวกเจ้าไม่เชื่อ ก็เข้าไปดูกันเอง”

    แม้วัดร้างจะไม่ใหญ่มาก แต่การให้ชาวบ้านสิบกว่าคนเข้าไปพร้อมกันก็ไม่ใช่ปัญหา

    ซูเยียนหนิงไม่ร้อนรน นางเรียกฉินมู่ให้ลงจากรถม้า แล้วชวนให้นางเข้าไปตรวจสอบด้วยกัน

    แต่ฉินมู่เห็นพฤติกรรมของซูเยียนหนิงมามากพอแล้ว จึงกล่าวว่า “ข้าเชื่อพี่ชายของข้า หากเจ้าจะดู ก็เข้าไปดูเองเถอะ”

    ซูเยียนหนิงกัดฟันทน สะกดกลั้นความโกรธ แล้วจัดชายกระโปรงของตนก่อนจะเดินเข้าไป

    วัดร้างมีพื้นที่คับแคบ เพิ่งผ่านการต่อสู้มา เลือดบนพื้นยังไม่แห้งดี ซูเยียนหนิงและพรรคพวกค้นหาทั่วทั้งวัด เกือบจะขุดลงไปสามฉื่อ [1] แต่ก็ยังไม่พบเงาของซูอิ่นเย่ว์

    ชาวบ้านบางคนเริ่มเบื่อหน่าย ไม่อยากดูอีก จึงพากันออกจากวัดร้าง

    “เป็นอย่างไร มีใครอยู่หรือไม่” ฉู่จี้เฟิงเห็นชาวบ้านออกมากันเป็นกลุ่มๆ จึงเอ่ยถาม

    ชาวบ้านต่างพากันกลั้นหายใจ รีบกล่าวขออภัย “ในวัดไม่มีใครอยู่เลย พระชายาซื่อจื่อไม่ได้อยู่ในนั้น พวกเราคิดผิดเอง ขอซื่อจื่อโปรดยกโทษให้!”

    ฉู่จี้เฟิงถามขึ้นมาทันทีว่า “ข้ายังหล่อเหลาอยู่หรือไม่”

    ฉางอู๋อิ่งที่ยืนกางร่มอยู่ข้างๆ กลอกตาแล้วกล่าวว่า “ซื่อจื่อ ท่านช่วยทำตัวให้จริงจังหน่อยเถิด”

    ชาวบ้านเหล่านั้นมองหน้ากันไปมา ก่อนจะรีบตอบเสียงดัง “ซื่อจื่อหล่อเหลาเป็นอย่างยิ่ง!”

    “เช่นนั้นก็กล่าวถูกแล้ว ภรรยาของข้าไม่ได้ตาบอด แล้วเหตุใดนางต้องคบชู้ด้วยเล่า” ฉู่จี้เฟิงกล่าว

    ชาวบ้านเพิ่งเข้าใจว่าเขาคิดแบบนี้ ต่างพากันเหงื่อตก

    หน้าตาของเขาหล่อเหลาย่อมเป็นเรื่องจริง ทว่ามือคู่นั้นของเขาตัดศีรษะคนไปไม่น้อย ถลกหนังมนุษย์ก็มาก!

    เช่นนี้ ต่อให้หล่อแค่เพียงใดก็ไร้ประโยชน์

    ขณะนั้นเอง ซูเยียนหนิงออกจากวัดร้างด้วยสีหน้าไม่พอใจ เห็นฉู่จี้เฟิงแย้มยิ้ม รอยยิ้มนั้นชวนให้เมืองล่มจม นางจึงบีบผ้าเช็ดหน้าของตนแน่น

    เหตุใดซูอิ่นเย่ว์ถึงไม่อยู่ในวัดร้าง!

    นางให้ก่วงเหวินเทาล่อซูอิ่นเย่ว์มาที่นี่ แล้วจ่ายเงินให้โจรป่ารออยู่ ทำไมถึงผิดแผนได้!

    อีกทั้งหลังจากได้พบฉู่จี้เฟิงหลายครั้ง นางเริ่มรู้สึกว่าข่าวลือนอกวังไม่น่าเชื่อเลย เขาชัดเจนว่าปกป้องซูอิ่นเย่ว์ ไม่ได้น่ากลัวสักนิด!

    “ซื่อจื่อ!” ซูเยียนหนิงกัดฟันกล่าว “แม้ว่าที่นี่จะหาซูอิ่นเย่ว์ไม่พบ แต่มีคนเห็นนางออกนอกเมืองไปกับรถม้าของจวนหลิงอ๋อง นางต้องทำเรื่องที่ทรยศต่อท่านเป็นแน่!”

    คำพูดของนางล้วนเป็นการใส่ร้ายซูอิ่นเย่ว์ ทำให้ฉินมู่รู้สึกขยะแขยง

    ฉินมู่รีบวิ่งไปตะโกนว่า “พี่ซู รีบลงมาเถอะ ข้าทนดูนางกล่าวหาท่านไม่ไหวแล้ว!”

    พี่ซู?

    ทุกคนหันไปมอง ที่นั่นคือรถม้าของตระกูลฉิน มือข้างหนึ่งที่เรียวงามเปิดม่านขึ้น ใบหน้าของซูอิ่นเย่ว์ก็ปรากฏสู่สายตาผู้คน

    ซูเยียนหนิงตกใจจนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “เจ้ามาอยู่บนรถม้าตระกูลฉินได้อย่างไร!”

    “เช่นนั้นพี่ใหญ่คิดว่าข้าควรอยู่ในวัดร้าง ถูกโจรป่าทำร้ายอย่างนั้นหรือ” ซูอิ่นเย่ว์ลงจากรถม้า แผ่นหลังของนางตั้งตรงราวกับลำไผ่หยก

    สายลมพัดผ่าน ปอยผมข้างขมับพลิ้วไหว ทำให้นางยิ่งดูสง่างาม

    ฉินมู่กล่าวว่า “พี่ซูนั่งรถม้าจวนหลิงอ๋องออกจากเมือง แต่พอถึงกลางทางพวกเราก็นั่งรถม้าคันเดียวกันแล้ว เราไม่เคยมาที่นี่เลย”

    ใบหน้าของซูเยียนหนิงซีดเผือด

    นางสงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่าทำไมรอบๆ วัดร้างถึงไม่มีรถม้าของจวนหลิงอ๋อง เพียงแต่ตอนนั้นคิดไม่ทัน ตอนนี้รู้ตัวก็สายเกินไป

    สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดคือ ซูอิ่นเย่ว์กลับซ่อนตัวอยู่ในรถม้าของฉินมู่มาตลอด นางยังคิดไปเองว่าตัวเองสามารถผูกมิตรกับฉินมู่ได้เสียอีก!

    หลิงอ๋องที่เงียบมานานกลับหัวเราะเย็นชา กล่าวว่า “อย่างนั้นหรือ คนของข้ามองเห็นกับตาว่ารถม้าของจวนหลิงอ๋องมาที่วัดร้าง และยังเห็นซูอิ่นเย่ว์ลงจากรถม้าอีกด้วย หรือเจ้าจะบอกว่าคนของข้าพูดโกหก”

    คนผู้นั้นย่อมเป็นคนที่ฉู่จิ้งเสียนส่งมา

    หลิงอ๋องไม่ได้ช่วยซูเยียนหนิง เขาเพียงต้องการกำจัดซูอิ่นเย่ว์ เพื่อระบายโทสะของตนเอง

    ฉินมู่ขมวดคิ้ว 

    เขาไม่กล่าวสักคำจะได้หรือไม่

    หลิงอ๋องกล่าวต่อว่า “ตราบใดที่พวกโจรป่ากลุ่มนี้ถูกนำตัวกลับไปสอบสวน เราก็จะรู้ว่าซูอิ่นเย่ว์เคยอยู่ที่นี่หรือไม่ คุณหนูฉิน เจ้ายังเด็กนัก อย่าให้ใครใช้ประโยชน์จากเจ้า”

    ใครจะรู้ว่าเมื่อจางต้าหู่ได้ยินเช่นนี้ กลับรีบส่ายศีรษะตะโกนว่า “พวกเราแค่รวมตัวกันเพื่อเตรียมปล้นหมู่บ้านใกล้เคียง ไม่เคยเห็นนางมาก่อน!”

    โจรป่าคนอื่นก็พากันเห็นด้วย

    หลิงอ๋องตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตวาดว่า “ฉินเย่ให้สิ่งใดพวกเจ้ากันแน่!”

    “ท่านพ่อ” ฉู่จี้เฟิงเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก ดวงตาเย็นชากวาดมองไป ทำให้หลิงอ๋องถึงกับเงียบเสียงทันที “ตาของคนผู้นี้คงมองไม่ค่อยดีนัก เก็บไว้ก็คงไร้ประโยชน์”

    พูดจบ เขาสะบัดแส้ฟาดไปพันรอบคอของคนนำทาง

    คำร้องขอความเมตตายังไม่ทันเปล่งออกมา ฉู่จี้เฟิงก็กระชากแส้สุดแรงจนศีรษะของชายคนนั้นหลุดออกจากร่าง เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดเปรอะไปทั่วพื้น!

     

    เชิงอรรถขุดลงไปสามฉื่อ เป็นสำนวนจีน หมายถึง ค้นหาอย่างละเอียด

    คล้ายกับเรื่องชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน