*สืบสู้ผี ภาค 2 , 13 กุญแจเปิดนรก*
EP 1 ทะเลทรายต่างภพ
ทะเลทราย... ทะเลทรายร้อนระอุ! นี่คือชายขอบชายแดนของความแห้งแล้งร้อนแรงที่อยู่ภายนอกห้องใต้ดิน ไกลออกไปลิบๆข้างหน้านั่น คือแนวูเาสูงที่ในส่วน้านั้นถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกจนไม่อาจจะมองเห็นส่วนที่เป็ยอดเขาได้อย่างชัดเจน นี่เป็ภูมิประเทศที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับส่วนที่มีความแห้งแล้งกันดารอันแสนสาหัสในรอบบริเวณที่พวกเรากำลังยืนมองอยู่ตรงจุดนี้
ผมเหลียวกลับไปมองด้านหน้าประตูของห้องใต้ดินที่อยู่ด้านหลังพวกเราอย่างอัศจรรย์ใจ ก็เพราะก่อนที่พวกเราจะออกจากห้องใต้ดินมายืนเหงื่อตกด้วยความรุ่มร้อนกันอยู่ตรงนี้ ผมก็คิดไว้ก่อนหน้านี้ว่าพวกเราก็คงจะออกมาเจอโถงทางเดินใต้ดิน่สั้นๆเหมือนกับตอนแรกที่เราเข้ามา แต่นี่กลับกลายเป็ว่า นอกจากไม่มีโถงทางเดินใต้ดินให้เราได้เห็นแล้ว แถมยังไม่มีเส้นทางใดๆที่จะนำทางให้เรากลับไปยังห้องเก็บของที่อยู่ในบ้านแฝดได้เลย พูดง่ายๆได้ว่า ตอนนี้พวกเราเหมือนหลุดออกมาอยู่อีกมิติหนึ่งที่ไม่ใช่โลกเดิมของเราอีกต่อไปแล้ว
ด้านนอกของห้องใต้ดินที่พวกเรากำลังยืนเหลียวหน้าเหลียวหลังดูบรรยากาศและภูมิประเทศรอบตัวในขณะนี้ มันกลับเต็มไปด้วยเนินสันทรายจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนที่ทอดตัวยาวสยายออกไปรอบๆตัวเรา และเมื่อหันกลับไปมองด้านหลัง ผมก็มองเห็นแค่ทางออกของประตูห้องใต้ดินที่โผล่พ้นออกมาจากเนินสันทรายลูกใหญ่ลูกหนึ่งที่ดูราวกับว่า มันได้โอบอุ้มหรือกลบฝังห้องใต้ดินไว้จนเหลือเพียงช่องประตูทางเข้าห้องที่ได้โผล่พ้นสันทรายออกมาเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ที่เหลือจากนั้นก็ไม่มีอะไรอื่นๆอยู่รอบๆอีกนอกจากทรายและทรายร้อนๆเท่านั้น แปลกนะ ห้องใต้ดินที่แต่เดิมได้ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ล่างของบ้านแฝด บัดนี้มันกลับเป็เหมือนไทม์แมชชีนหรือยานอวกาศที่ได้นำพวกเราเคลื่อนที่มายังสถานที่อันพิลึกกึกกือแห่งนี้โดยที่พวกเราไม่รู้ตัว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันดูราวกับความฝัน จนผมยังต้องใช้เล็บหยิกตัวเองอยู่อีกหลายครั้งเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป แต่แล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะตื่นจากฝันร้ายนี้ไปได้อย่างไร?
"ห้องใต้ดินไม่ได้พาเรามาที่นี่หรอกนะ..." พี่เมฆพูดออกมาเหมือนจะเดาความคิดของผมได้ในระดับหนึ่ง
"ครับ เมื่อกี้ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ" ผมหันไปเลิกคิ้วมองพี่เมฆเป็เชิงถาม "แล้วตกลงห้องใต้ดินมันมาอยู่ตรงทะเลทรายนี้ได้อย่างไรครับพี่เมฆ?"
"น่าจะป็นเพราะกุญแจนั่นแหล่ะคะพี่กิต " ไอริณกลับชิงตอบขึ้นมาซะก่อน "ใช่ไม๊คะพี่เมฆ?"
พี่เมฆพยักหน้าช้าๆ "ถูกแล้วหนูไอริณ เมื่อพวกเราได้หลุดมาอยู่ในอีกสถานที่แบบนี้แล้ว พี่ก็มั่นใจว่า เ้ากุญแจดอกที่กุสุมาได้มาเก็บไว้นั้น มีคุณสมบัติพิเศษที่จะสามารถไขประตูให้เปิดไปสู่สถานที่อื่นๆหรือโลกอื่นๆได้อย่างแน่นอน เพราะเื่พวกนี้พี่ก็เคยได้ยินตำนานในอดีตได้เคยกล่าวถึงมาบ้างแล้วล่ะ"
พอพี่เมฆบอกอย่างนี้ จันที่กำลังยืนอ่อนระโหยโรยแรงเพราะยังไม่หายจากอาการตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็รีบถลาเข้ามาที่พี่เมฆทันที
"เพราะกุญแจนั่นเหรอครับพี่เมฆ งั้นถ้าเราได้กุญแจนั่นมา เราก็สามารถจะไขประตูกลับบ้านของเราได้ใช่ไหมครับ? ถ้างั้นเราก็รีบไปตามยัยแมวประหลาดนั่นกันเถอะครับ?" จันพูดรัวๆออกมาด้วยความตื่นเต้น
พี่เมฆมองหน้าจันยิ้มๆ "ฉันเข้าใจความรู้สึกของจันนะ และก็ไม่มีใครอยากจะมาตกอยู่ในโลกประหลาดที่เราไม่คุ้นเคยอย่างนี้อยู่นานๆหรอก แต่ว่า..."
แล้วพี่เมฆก็หันมามองผมกับไอริณ "แต่ว่าดูแล้วเ้าดอกกุญแจดอกนั้นอาจจะต้องใช้ไขกับประตูพิเศษที่ทำมาสำหรับกุญแจนั้นโดยเฉพาะก็ได้"
"เหรอครับ...." ผมค่อนข้างตะลึงไปอีก "นี่หมายความว่ายังจะมีความยุ่งยากตามมาอีกถ้าเราเพียงแค่ได้กุญแจดอกนั้นมาอย่างเดียวงั้นสิครับ คือเราต้องเอาไปไขกับประตูที่ทำมาคู่กันด้วยอย่างงั้นเหรอครับพี่เมฆ ?"
ก่อนพี่เมฆจะตอบ เขาหันไปมองสิงห์ในร่างของนุชที่ยืนแยกห่างจากพวกเราไปหน่อยหนึ่ง สายตาของสิงห์นั้นกำลังเหม่อมองไปที่ทิวเขาไกลๆที่ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกที่ส่วน้าจนแทบมองไม่เห็นยอดูเานั้นว่าอยู่สูงขึ้นไปอีกเท่าไร
"เื่ของกุญแจทั้ง 13 ดอกที่พี่เคยได้ยินตำนานมาอย่างลางๆนั้น ถ้าจำไม่ผิด แต่ล่ะดอกก็ล้วนจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของตัวเอง แต่ดอกที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ จะมีคุณสมบัติพิเศษและเงื่อนไขการใช้อย่างที่ว่ามาหรือเปล่าพี่ก็ไม่แน่ใจ ที่จริงเื่พวกนี้คนที่น่าจะอธิบายได้ดีที่สุดก็น่าจะเป็สิงห์ล่ะนะ"
"ที่จริง ตำนานพวกนี้นั้น..." ไอริณเอ่ยขึ้น "ริณก็เคยได้ยินพี่สาวของริณเล่าให้ฟังอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะเื่ของดอกกุญแจที่ใช้เปิดไปสู่สถานที่ต่างๆที่อยู่ห่างไกลหรืออยู่ต่างที่กัน และเท่าที่ริณจำได้ พี่สาวริณได้เล่าว่า มีดอกกุญแจอยู่สองแบบที่มีคุณสมบัติคล้ายๆกัน แบบแรกคือแบบที่กุสุมาได้เป็ผู้เก็บไว้กับตัวอย่างที่เราได้เห็น ซึ่งคุณสมบัติของมันก็คือการใช้เปิดไปสู่สถานที่ต่างๆที่ต้องเป็ต่างมิติหรือต่างภพเท่านั้น นอกจากการเป็หนึ่งในสิบสามกุญแจที่เมื่อนำมารวมกันจะถึงขั้นเปิดประตูมิตินรกได้ ส่วนแบบที่สองนั้นจะใช้เปิดไปยังสถานที่ที่อยู่ในมิติหรือในภพเดียวกันเป็หลัก แต่สำหรับกุญแจแบบที่สองนี้ แม้แต่พี่สาวของริณเองก็ยังไม่รู้เลยว่า ใครที่เป็ผู้อยู่ในยุคปัจจุบัน แต่ก็ไม่แน่นักว่า กุสุมาเองอาจจะเป็ผู้ที่ได้เก็บหรือกุญแจแบบที่สองนี้ไว้กับตัว โดยที่ยังไม่ได้นำออกมาให้ใครเห็นก็ได้ สำหรับเื่ประตูที่ใช้คู่กับกุญแจทั้งสองแบบ ริณจำได้คลับคล้ายคลับคราว่า มีมากกว่าหนึ่งประตูหรือมากกว่าหนึ่งสถานที่ ที่ดอกกุญแจทั้งสองแบบนั้นจะสามารถไขออกไปได้นะคะ..."(้
พอไอริณเล่าถึงตรงนี้ ผมก็อดจะทึ่งขึ้นมาไม่ได้ "งั้น... งั้นถ้าเราได้กุญแจมาจากกุสุมา เราก็ไม่จำเป็ต้องห่วงว่า จะต้องเอามาใช้กับประตูห้องใต้ดินนี้ได้ที่เดียวสินะ ?"
"ใช่แล้วน้องกิตติ " พี่เมฆพยักหน้า "ถ้าหากว่าตำนานที่หนูไอริณได้ยินมานี้เป็เื่จริงและถูกต้องล่ะนะ แต่ถ้าไม่มีประตูอื่นๆให้ไขได้ เราก็อาจจะต้องเอากุญแจดอกที่กุสุมาเก็บไว้มาไขที่นี่ ซึ่งตอนนั้นเราจะยังหาประตูนี้เจอหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะอีกไม่นานทรายรอบๆบริเวณนี้ก็คงจะกลบหน้าประตูนี้ไปจนหมดล่ะ"
"ถ้าเหตุการณ์บังคับให้เราต้องกลับมาที่จุดนี้จริงๆ เราก็จะช่วยกันหาหน้าประตูทางเข้านี้ให้เจอกันจนได้ล่ะค่ะ ริณค่อนข้างมั่นใจว่าเราจะหากันเจอนะคะพี่เมฆ" ไอริณบอก
"งั้นพวกเราก็รีบออกเดินทางไปตามหากุสุมากันเถอะครับ ผม..." ผมพูดไม่ทันจบคำก็รู้สึกเหมือนจะหน้ามืดขึ้นมาปุปปับ แล้วไอริณก็รีบเข้ามาประคองต้นแขนของผมไว้
"พี่กิตเป็อะไรคะ... ดูสีหน้าซีดๆนะคะเนี่ย?"
ผมสบัดหัวไปมาสองสามครั้ง "น้องริณ อากาศที่นี่ร้อนมากๆ และอย่าลืมว่าพวกเรายังไม่ได้กินอะไรกันเลยมาตั้งหลายชั่วโมงแล้วนะ เมื่อกี้พี่รู้สึกหน้ามืดๆเหมือนจะเป็ลมขึ้นมาล่ะ"
แล้วสิงห์ก็เดินเข้ามาหาพวกเรา มือหนึ่งเขาจับข้อมือผมไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งเขาชี้ไปที่ทิวเขาที่อยู่ลิบๆนั่น ปากของเขาก็พูดอะไรออกมาใดยไร้สุ้มเสียงเหมือนเดิม
"เขาพูดว่าอย่างไรเหรอ?" ผมหันไปถามไอริณกับพี่เมฆ
"เขาบอกให้พวกเรารีบเดินทางไปที่ทิวเขาข้างหน้านั่น " พี่เมฆตอบ "เขาว่าที่นั่นหาอาหารได้ และอากาศเย็นกว่าตรงนี้มาก"
"เหรอคะพี่เมฆ งั้นเราก็ออกเดินทางไปที่นั่นก่อนเถอะค่ะ เพราะริณก็เริ่มหิวเหมือนกันล่ะค่ะ"
ขณะที่ผมเริ่มก้าวตามไอริณและสิงห์ที่ออกเดินนำหน้าไป พี่เมฆก็พูดมาอีกว่า "อีกอย่างหนึ่งนะ ที่สิงห์เขาบอกมาเมื่อกี้..."
"สิงห์เขาบอกอีกว่า นอกจากพวกเราจะหาอาหารได้แล้ว แต่ก็ต้องระวังอันตรายที่มีอยู่รอบด้านเลยทีเดียว ขอให้พวกเราจงระวังตัวกันให้หนักเมื่อเดินทางไปถึงที่นั่นกันแล้ว เพราะอย่าลืมว่าในดินแดนแถบนี้หรือมิตินี้ มันก็ไม่ต่างจากโลกต่างดาวที่อาจมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นสำหรับชาวโลกเช่นพวกเราที่เพิ่งเคยพลัดหลงเข้ามาครั้งแรกนะ"
คำหลังของพี่เมฆช่างฟังดูน่ากลัวประหลาดๆ แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นใดให้เราเลือกทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงต้องออกเดินทางไปทีู่เาลูกนั้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง และถ้าโชคเป็ของเราแล้ว ไม่แน่นัก เราอาจจะได้พบเจอกับกุสุมา พร้อมกับกุญแจดอกนั้นด้วยก็ได้...!
ราวห้าชั่วโมงผ่านไป โดยที่เราแทบจะไม่ได้หยุดพักการเดินทาง แต่ก็มีการพักหลบแดดอันร้อนแรงอยู่หลังสันทรายลูกใหญ่อยู่สองสามครั้ง่สั้นๆ แล้วเราก็บรรลุถึงเชิงเขาของทิวเขาขนาดใหญ่ในที่สุด ถึงตอนนี้พวกเราทั้งหมดต่างแทบจะล้มลงทั้งยืน เพราะต่างคนต่างก็เหนื่อยอ่อนระโหยโรยแรงไปตามๆกัน อีกทั้งชุดที่พวกเราสวมใส่กันก็ไม่ใช่ชุดที่จะใช้เดินทางฝ่าความทุรกันดารของทะเลทรายได้ดี ดังนั้นพวกเราจึงรู้สึกเหนื่อยอ่อนยิ่งกว่าเหนื่อยอ่อนกันถ้วนหน้า และถ้าไม่ใช่เป็เพราะความหิวโหยที่ได้เข้ามาโจมตีที่ส่วนกลางของลำตัวผมมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ผมคงจะนอนสลบลงไปตรงนี้โดยไม่คิดที่จะเคลื่อนไหวไปไหนอีกเลย
แต่สำหรับสิงห์ในร่างของหญิงสาวที่ชื่อนุชนั้น ช่างดูน่าประหลาดนัก ทั้งๆที่เขาดูจะเหนื่อยอ่อนไปไม่น้อยกว่าคนอื่นๆ แต่เขากลับนั่งพักอยู่ไม่กี่นาทีก็ลุกขึ้นมาอย่างมั่นคงและดูมีเรี่ยวมีแรงเหมือนเดิม จากนั้นเขาก็ชี้ขึ้นไปบนเนินเขาที่อยู่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง พร้อมกับพูดอะไรออกมาอีก
"เขาพูดว่าไงครับพี่เมฆ?" ผมเอ่ยถาม
"เ้าสิงห์นี่มันไม่ใช่ธรรมดา นี่ขนาดมันอยู่ในร่างผู้หญิง แต่กลับมีกำลังของจิติญญาอันแรงกล้าเข้มแข็ง" พี่เมฆกลับเอ่ยชมสิงห์ก่อนจะตอบผม "เอ่อ สิงห์บอกว่า เลยบนเนินนั่นขึ้นไปอีกหน่อย น่าจะมีต้นผลไม้อยู่.."
ไอริณที่กำลังนั่งพิงโขดหินอยู่รีบลุกเข้ามาที่ผมทันที "ไปค่ะพี่กิต ถ้าตรงนั้นพอมีผลไม้ป่าอยู่ เราก็จะต้องรีบไปเอามากินให้หายหิวกันก่อนนะคะ"
ผมค่อยๆขยับร่างกายอันเหนื่อยล้าลุกขึ้นตามไอริณที่กำลังไต่เนินเขาตามสิงห์ขึ้นไปโดยมีพี่เมฆตามผมมาไม่ห่าง แต่... แต่จันหายไปไหนกันล่ะนี่?
ผมเลื่อนสายตาลงไปข้างล่างเนินเขาที่อยู่ต่ำลงไป กลับมองเห็นจันยังนอนแผ่หราแน่นิ่งอยู่ที่เดิมนับจากตอนแรกที่เขาได้ล้มตัวลงนอนไปบนพื้นหญ้าตรงนั้น
"จัน...?!!" ผมะโเรียกลงไป ทุกคนข้างบนเลยหันกลับไปมอง แต่จันก็ยังนอนแน่นิ่งอยู่เหมือนเดิม ผมเลยหยิบก้อนหินก้อนเล็กๆปาไปที่ร่างของเขาทันที "ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะจัน ฉันรู้ว่าจันไม่เป็อะไรถึงตายหรอก ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้ แล้วรีบตามขึ้นมาทางนี้เร็วๆเลย !"
แล้วจันก็ค่อยๆขยับแขนยกขึ้น "ผม... ผมไม่อยากไปไหนอีกแล้วล่ะพี่กิต ผมอยากจะตื่นจากฝันร้ายนี่สักที ผมอยากจะนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาพบหน้าเมียจ๋าของผมแล้วล่ะ.."
ผมไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วพี่เมฆก็พูดขึ้นว่า "เออ... นอนต่อไปเถ๊อะว๊ะ แถวๆนี้น่าจะมีเสือชุกชุมด้วย ถ้าเสือคาบแกไปจะมาว่ากันไม่ได้นะโว๊ย?!"
คำพูดของพี่เมฆได้ผล จันถึงกับดีดตัวผลุงขึ้นมาทันที "โฮๆๆแม่จ๋า แถวๆนี้ดันมีเสือซะอีก จะขอนอนหลับสักหน่อยยังไม่ได้เลยแม่จ๋า" จบคำของเขาแล้ว เขาก็รีบลุกขึ้นแล้วเริ่มไต่เนินเขาตามพวกเราขึ้นมาอย่างไม่ชักช้า
"บรู๊วววววววว!" ทันใดนั้นเสียงหอนอันน่าขนลุกของสัตว์บางอย่างก็ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วจันก็ถึงกับสะดุ้งทำให้เกิดการเสียหลัก ร่างกายเลยไหลตกลงไปที่ปลายเนินข้างล่างทันที
"โอ๊ยตายแล้วแม่จ๋าๆ!" เขาอุทานออกมาได้สองคำแล้วร่างเขาก็ไปหยุดนิ่งอยู่ที่ปลายเนินนั้น
"จัน...?!" ผมเรียกเขาด้วยความเป็ห่วง "เป็อะไรไปหรือเปล่า รีบใต่ตามขึ้นมาเร็วๆ?!"
"บรู๊ววววววววววว!" เสียงหอนอันน่าขนลุกกลับดังขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ดูเหมือนมันจะดังอยู่ไม่ไกลนัก จันนั้นถึงกับสะดุ้งขึ้นจนสุดตัว แล้วเขาก็พยายามสอดส่ายสายตาไปรอบๆ ราวกับว่าเขาจะเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างที่ย่างกลายเข้ามาอยู่ในระยะใกล้ๆ
"พ... พี่... กิต " เสียงจันสั่นสะท้านขึ้นมา "ผ.... ผม... ผมเห็นอะไรอยู่ ท... ทางนั้น...?"
ผมรีบมองไปทางทิศที่สายตาของจันมองออกไป นั่นคือทิศที่เยื้องออกไปทางขวาอันปกคลุมไปด้วยกลุ่มต้นไม้ที่ไม่สูงเท่าไรนัก แม้จะขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นก็ตาม แต่ผมก็ยังมองไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติใดๆในทางทิศนั้นเลยในขณะนี้
แล้วลูกหินลูกหนึ่งก็ตกกระทบกับพื้นๆใกล้ๆกับตัวผม ผมรีบหันขึ้นไปมองบนเนินที่อยู่สูงขึ้นไป เห็นสิงห์รีบโบกไม้โบกมืออย่างเร่งร้อนเพื่อให้ผมขึ้นไปเร็วๆ นี่มันราวกับว่าที่ข้างล่างนั่นมันจะต้องมีสัตว์ร้ายหรืออะไรบางอย่างที่มันน่ากลัวมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆนั้นแน่ๆ
"ไม่... เราต้องให้จันตามขึ้นมาก่อน!" ผมะโขึ้นไปโดยที่ไม่ไต่ขึ้นไปให้สูงกว่าเดิมอีก
"จัน...! รีบขึ้นมาสิ! จะให้ฉันลงไปหิ้วจันขึ้นมาหรือยังไงกันล่ะนี่?!" ผมเรียกลงไปอีกครั้ง แล้วไอริณก็เรียกลงไปอีกเสียง แต่จันนั้นยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม อาการกิริยาของเขาในตอนนี้นั้นมันดูราวกับว่าเขากำลังตกอยู่ในอำนาจสะกดของอะไรบางอย่าง
"จันนนนน....!" แล้วเสียงเรียกอันกึกก้องทรงพลังอย่างหนึ่งก็ดังออกไป และเสียงนี้ก็คือเสียงของพี่เมฆนี่เอง
และมันก็ได้ผลอย่างประหลาด หรือว่าเสียงของพี่เมฆนั้นจะแฝงไปด้วยเวทมนต์ผมก็ไม่แน่ใจ แต่จันนั้นรีบหันขวับขึ้นมาทางพวกเราทันที แล้วก็ดูหมือนเขาจะรู้สึกตัวหลุดจากการสะกดของอำนาจลึกลับบางอย่างทันทีเช่นกัน เขาทำท่าล่อกแล่กเหลียวไปเหลียวมาอยู่ชั่ววูบ แล้วก็รีบไต่ขึ้นมาบนเนินอย่างรวดเร็ว และมันก็เร็วซะยิ่งกว่าพวกเราที่ปีนขึ้นมาก่อนหน้านี้ซะอีก!
ครู่ต่อมาเมื่อจันไต่เนินขึ้นมาจนถึงผมและพี่เมฆแล้ว เราก็รีบไต่ต่อขึ้นไปจนไปถึงจุดที่สิงห์กับไอริณรออยู่ก่อนแล้ว และจังหวะนี้เองที่สิ่งลึกลับเ้าของเสียงที่น่ากลัวก็ได้เยื้องย่างออกมาจากดงไม้ข้างล่างให้เราได้เห็นตัวของมันอย่างชัดเจน!
คุณพระ...! ผมแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเองเลย เ้าสิ่งที่มันยืนสี่ขาอยู่ข้างล่างนี้มันตัวใหญ่ราวกับหมาั์! และถ้ามันปีนเนินเขาหรือะโไต่ขึ้นมาตรงที่พวกเราเกาะกลุ่มกันอยู่แล้ว มันก็คงจะใช้เวลาเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น...!
เ้าอสูรสี่ขาที่ดูราวกับหมาป่าขนาดมหึมาหรือหมาั์นี้ แหงนหน้ามองพวกเราพร้อมกับพ่นลมหายใจอันหนักหน่วงรุนแรงออกมาดังฟื่ดฟ่าด จนแม้แต่เศษหินก้อนเล็กๆบนเนินเขาข้างล่างนั้น ต่างก็ปลิวกระเด็นกระดอนหายไปตามลมหายใจของมัน !
แล้วดวงตาที่แดงฉานทั้งคู่ของเ้าหมาั์ ก็เพ่งมองขึ้นมาที่พวกเราอย่างข่มขวัญ!
ให้ตายสิ...! ถ้าผมใจเสาะกว่านี้อีกนิดเดียว ผมอาจจะใจนล้มกลิ้งลงไปเป็เหยื่อของมันโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้... และ และนี่มันจะกระโจนขึ้นมาจนถึงข้างบนนี้ด้วยหรือเปล่ากันล่ะนี่? เพราะถ้ามันกระโจนขึ้นมาที่พวกเราในตอนนี้แล้ว พวกเราทั้งหมดก็คงจะจบสิ้นกันทันที...?!!