สามวันถัดมาตรงกับวันจันทร์สัปดาห์ถัดไปทหารสองร้อยกว่านายพากันยืนตากแดดกลางลานกว้าง เพื่อร่วมฝึกซ้อมวิชาต่อสู้ด้วยมือเปล่าได้ครูฝึกชื่อฟานตรงเหยี่ยวจากแคว้นเหลียวเป็ผู้ดูแล วันนี้จ่าสะอาดสวมเครื่องแบบสีกรมท่าเป็วันแรกเ้าตัวถือไม้เรียวเดินไปเดินมาท่ามกลางชายโฉด เพื่อดูแลควบคุมลูกศิษย์ผมยาวหน้าละอ่อนอย่างใกล้ชิด
“คุกเข่าตัวตรงพนมมือเสมอหน้าอกระลึกถึงพระคุณบิดามารดาแล้วก้มกราบสามครั้ง”
“ข้าสั่งให้นั่งคุกเข่าไม่ใช่ชันเข่า! เหยียดแขนไปข้างหลังสิวะไอ้ผักหนองน้ำ!”
อดีตครูฝึกนายสิบทำหน้าที่ได้ดีเกินคาดผลจากการไล่อัดคู่ต่อสู้จนแพ้ยับเยิน ทำให้ทหารทุกคนในค่ายเกิดความนิยมชมชอบการฝึกซ้อมครั้งแรกสุดเป็ไปอย่างราบรื่น บ่ายวันนี้จ่าสะอาดสอนวิธีไหว้ครูมวยไทย โดยได้นายกองเพ้งช่วยดูแลเป็กำลังเสริมและมีอาฟู่กับเพื่อนๆ ทหารรับใช้ยืนเชียร์ติดขอบสนาม
มนัสเหลียวมองลูกน้องระดับสูงทั้งสองรายพวกเขาเคยต่อสู้กันจนเืตกยางออกก็จริง แต่มืออาชีพทั้งคู่ไม่มีเื่บาดหมางเกิดขึ้นเห็นโจวซื่อไห่ตามหลังจ่าสะอาดก็พลันฉงน ปรกติพ่อคุณนั่งดูการฝึกซ้อมหน้าห้องทำงานวันนี้ถึงกลับเสด็จลงมาจากหอคอยงาช้าง เป็ไปได้ว่าเริ่มติดใจคนแก่ขี้เมาจอมเ้าชู้ฉะนั้นแล้วหมอนี่ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
มนัสก้าวเท้าจากมาสีหน้าเบิกบานเป้าหมายถัดไปคือหมู่เรือนนอนพลทหาร อันเป็เรือนไม้หน้าจั่วชั้นเดียวขนาดสูงใหญ่ ไม่มีหน้าต่างต้องเจาะช่องระบายให้แสงรอดผ่านมีระเบียงพร้อมราวกันตกสำหรับนั่งพักผ่อน แต่ละเรือนรองรับทหารได้สองร้อยนาย สร้างเรียงรายยาวติดกันตลอดสองฟากฝั่งนับด้วยสายตามีอยู่สิบเรือนสำหรับทหารทั้งหมด
แม่ทัพหนุ่มแอบเข้ามาในเรือนหลังหนึ่งภายในค่อนข้างโล่งมีตะเกียงแขวนไว้เหนือหัว ตั้งเตียงไม้สูงสองชั้นไว้สองฝั่งเว้นช่องทางเดินแต่ละเตียงมีผ้านวม หมอน และที่นอนพับเก็บได้ มีความเรียบง่ายเหมือนค่ายทหารไทยที่เชียงตุง
เรือนนอนส่วนใหญ่ค่อนข้างโล่งไร้ผู้อาศัยเพราะมีทหารประจำการเพียงสามร้อยกว่านาย ปัญหาเื่กำลังพลเริ่มดีขึ้นกว่าเดิม ั้แ่วันพรุ่งนี้ทหาราเ็จากสนามรบจะทยอยกลับเข้ามาประจำการอีกครั้ง ทหารยี่สิบสองนายาเ็หนักสูญเสียแขนขา ถูกปลดเป็พลเรือนได้เบี้ยำาญก้อนหนึ่งและนี่ก็คือปัญหาข้อถัดไปให้ต้องขบคิด
การสูญเสียแม่ทัพกับทหารประสบการณ์สูงทำให้ทหารหวางซื่อกลายร่างเป็สมันน้อย ไม่อาจเข้าร่วมทำศึกาป้องกันเขตแดนเขากับจ่าสะอาดรวมทั้งนายกองเพ้ง มีงานเยอะมากที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ
“แอบมาหลบอยู่นี่เอง”
ขณะที่มนัสเดินผ่านเรือนนอนทหารรับใช้ลูกน้องคนสนิทย่องเข้ามาคุยด้วยตามลำพัง จ่าสะอาดพาเ้านายมาเยี่ยมชมห้องนอนนายกองสร้างเป็ห้องเล็กๆ ฝั่งขวามือเรือนทหารรับใช้ แบ่งเป็สี่ห้องตามจำนวนนายกองทั้งสี่กองพัน
“นายกองเพ้งให้อยู่ห้องนี้ไปก่อน” เ้าของห้องรินน้ำชาสองจอกสำหรับสองคน
“ห้องนี้ไม่เลว” ผู้มาเยือนมองรอบตัวก่อนคุยด้วยใหม่ “จ่าสบายดีไหมข้า…เอ๊ย! ผมยุ่งมากเลยไม่มีเวลาช่วยดูแล”
“หมวดไม่ต้องห่วง…ที่นี่สบายกว่าเชียงตุงตั้งเยอะ ยกเว้นกลางคืนต้องไปนอนกับอาฟู่”
“ทำไมล่ะ”
“ถามได้…ผมกลัวผี”
เ้าของนามัฟานตรงเหยี่ยวทำหน้าเจื่อนเขาไม่เคยหวาดกลัวศัตรูหน้าไหนจากโลกทุกใบแต่เื่ลี้ลับเหนือธรรมชาติตัวเองไม่คิดสู้ คำพูดจ่าสะอาดทำให้มนัสอ้ำอึ้งตามอีกคนแม่ทัพหนุ่มชิงเปลี่ยนประเด็นมาเป็เื่อื่น
“ผมถามตรงๆเลยนะ จ่าเป็โรคเดียวกับผมทำไมไม่บอกหมอ”
“ถ้าผมบอกจะไม่มีใครดูแลหมวดอีกอย่างผมเป็แค่นิดหน่อย นึกว่าพรุ่งนี้มะรืนนี้คงหายขาด”
“คุณเลยซวยพร้อมผมไปด้วย”คู่สนทนาถอนหายใจแรงมาก “ตกลงคืนนั้น…เกิดอะไรขึ้นกับคุณ”
“คืนนั้น…” จ่าาุโถอนหายใจบ้าง “ั้แ่่บ่ายผมไม่มีแรงนอนพักอย่างเดียวพอดีนึกได้ว่าไม่มีใครดูแลหมวด จึงเดินมาที่กระท่อมแต่เป็ลมเสียก่อน คืนนั้นผมรอหมวดเกือบครึ่งชั่วโมงกำลังจะคลานออกมาดูดันเกิดอาการวูบ แล้วผมก็เข้ามาอยู่ในร่างขอทานข้างถนน เป็ไข้สูงนอนชักตาตั้งเกือบตายซ้อนตายโชคดีมีผู้หญิงสองคนให้ความช่วยเหลือ”
“ส่วนข้า…เอ๊ย! ผมโผล่ขึ้นมากลางงานศพกินไก่ต้มหมดตัวแล้วนอนหลับไปอีกสามวัน”
ระหว่างสนทนามีปัญหาเื่ใหม่โผล่ขึ้นมาคือสำนวนวิธีการพูดที่กำลังอีนุงตุงนัง มนัสเริ่มพูดและคิดคล้ายคลึงคนแคว้นเสียมแต่เขาต้องพูดและคิดแบบคนไทยกับลูกน้อง ส่งผลให้ตัวเองใช้คำพูดผิดบ้างถูกบ้าง ตรงข้ามกับจ่าสะอาดผู้ผ่านโลกมามากกว่าแกสามารถสลับไปสลับได้อย่างแคล่วคล่องนี่คือข้อแตกต่างระหว่างผู้ชายสองวัยสองประสบการณ์
“หมวดพอรู้ไหม…ทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่”คราวนี้จ่าาุโตั้งคำถามกลับ
“ผมไม่รู้จริงๆ” มนัสส่ายหัวทันควัน “บางทีอาจเป็คำสาปร้าย ตอนพวกเราอยู่ชายแดนมณฑลยูนนาน”
“ไปด้วยกันตั้งหลายคนน่าจะป่วยพร้อมกันหมดทั้งทีม”
“ไม่รู้สิ…อาจมีบางอย่างที่ทำแค่คุณกับผม”
มนัสพูดออกมาแล้วพาลคิดหนักแต่คิดไม่ออกเลยว่าทำอะไรผิดไป ในเมื่อตัวเองกับลูกน้องทำทุกอย่างเหมือนคนอื่นการได้กลับมามีชีวิตบนโลกใบใหม่ เป็เื่ลึกลับปาฏิหาริย์มากเกินไปไม่มีความรู้มากเพียงพอที่จะตอบคำถาม
“ช่างเถอะ…คิดไปก็ปวดหัว” จ่าาุโยอมตัดใจ “ไหนๆ ก็ได้เกิดใหม่แล้ว ก่อนตายผมจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า”
“คิดได้แบบนั้นก็ดีแต่คุณอย่าเพิ่งหาความสุขใส่ตัว ช่วยงานผมกับนายกองเพ้งให้เสร็จก่อน”
“ผมต้องช่วยหมวดอยู่แล้วแค่อยากดื่มเหล้าเหยาผิงสักครั้ง”
“เหล้าจีซูก็ดื่มได้อย่าเื่มาก”
ครั้นโดนเ้านายตัวเองแตะเบรกเสียงดังจ่าสะอาดหัวเราะหึๆ เป็การแก้เขิน ต่อมาเพียงครู่เดียวเ้าตัวเกิดจำความได้ว่าเย็นวันศุกร์ที่แล้วระหว่างอยู่ในตรอกโลกีย์ หมวดมนัสได้ทำบางอย่างที่น่าประหลาดใจ
“ทำไมเย็นนั้นหมวดรีบกลับบ้านนึกว่าจะไปโรงละครหงส์เหยี่ยนเสียอีก”
“ผมลืมไปว่าเป็วันศุกร์”
“ไหนหมวดบอกจะนอนค้างค่ายทหาร”
“วันเสาร์ผมต้องช่วยที่บ้านเก็บชาขอโทษทีไว้ครั้งหน้าแล้วกัน”
“เป็คนดีอีกแล้ว” ได้ยินคำแก้ตัวที่ฟังอย่างไรก็ไม่ขึ้น คนอายุมากกว่าแขวะใส่เล็กน้อย “ว่าแต่พูดก็พูดเถอะ…คุณหนูโรงละครนี่สวยสะบัดช่อผิวขาวทั้งตัวไม่มีไฝฝ้าขี้แมลงวัน เธอคือคุณหญิงดุจดาวใช่ไหมครับ”
คำถามข้อนี้ได้รับคำตอบโดยการผงกหัวเ้าของคำตอบทำหน้าเครียดเม้มปากแน่น จ่าสะอาดรู้จักคุณหญิงดุจดาวั้แ่อยู่เชียงตุงรู้ว่าหมวดมนัสพร่ำเพ้อถึงเธอตลอดเวลา พอได้เจอหน้ากันจริงๆ กลับใจไม่กล้าวิ่งหนีเข้าบ้านตัวเองแทนที่จะบุกประชิดตัวเมื่อพูดถึงเธอเขาควรยิ้มร่าเริงไม่ใช่ทำหน้าหงิก จำเป็ที่ตัวเองจะต้องกระตุ้นเตือนสักเล็กน้อย
“อย่าหาว่าผมวุ่นวายเื่ส่วนตัวเลยแค่อยากแนะนำในฐานะผู้มีประสบการณ์ หมวดเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ทหารหวางซื่อเท่ากับหนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นเสียม ตอนนี้คุณหญิงดุจดาวเป็นางละครเต้นกินรำกินไม่ได้สูงศักดิ์จนไม่อาจเอื้อมถึงแบบชาติก่อน ทำไมหมวดไม่ทำความฝันให้เป็ความจริงโอกาสลอยอยู่ตรงหน้าควรรีบคว้าไว้”
“ผมทำแบบนั้นไม่ได้ผมแต่งงานมีครอบครัวแล้ว” คู่สนทนาสีหน้าไม่สู้ดี
“หมวดแค่แต่งงานเป็พิธีไม่ใช่เหรอพ่อเธอยกเธอให้หมวดเพราะตำแหน่ง ไม่ได้รักกันชอบกันเสียหน่อย”
“มันก็จริง…เราไม่ได้รักกัน” แม่ทัพหนุ่มถอนหายใจเสียงดังขณะหันมาสบตาลูกน้องคนสนิท “แต่อยู่ดีๆให้ผมบอกเลิกหลินเส้าเฟย จ่าคิดว่าต่อไปเธอจะเป็ยังไง ที่นี่แคว้นเสียมนะจ่าไม่ใช่เมืองไทย”
“เป็ยังไงเหรอ?” ครูฝึกคนใหม่ครุ่นคิดอย่างหนัก “ผมว่าเธอคงลำบากพอตัวแต่อีกไม่นานจะลืมเื่นี้ไปเอง”
“มันไม่ง่ายอย่างที่พูดเธอเป็ผู้หญิงนะจ่า…ผู้หญิงตัวเล็กๆ พ่อแม่ตายหมด”
“ใช่…เธอเป็ผู้หญิง โดนผู้ชายบอกเลิกทั้งที่เพิ่งแต่งงาน คงถูกชาวบ้านนินทาในทางเสียหายแต่ดีกว่าได้อยู่กินกับคนไม่ได้รักกัน เธอจะได้รับโอกาสครั้งใหม่กับคนที่รักเธอเหมือนที่หมวดได้รับโอกาสกับคุณหญิงดุจดาว”
“โอกาสครั้งใหม่กับคนที่รักเธอ” ผู้เป็สามีพูดทบทวนแววตาเลื่อนลอย
“ใช่ครับ…โอกาสครั้งใหม่กับคนที่รักเธอ ฟังดูเหมือนหมวดเป็คนใจร้าย ทั้งที่ความจริงทำให้เธอมีความสุขเอาแบบนี้ดีไหมครับ หมวดบอกทุกคนว่าเป็ความผิดหมวด หมวดไม่ดีพอที่จะเป็สามีเธอทำแบบนี้อาจช่วยเธอได้ไม่มากก็น้อย”
“แต่หลินเส้าเฟยเคยแต่งงานผู้ชายคนไหนจะมาสนใจไยดี”
“หายากก็จริงแต่ผมว่าต้องมีสักคนคนที่รักเธอเป็ห่วงเธออย่างจริงจัง เขาจะไม่ใส่ใจอดีตของเธอเท่าปัจจุบัน”
คำตอบจากผู้มีประสบการณ์เื่รักๆใคร่ๆ ส่งผลให้มนัสเกิดอาการใบ้รับประทาน นั่งนิ่งเป็คอสะพานฟังลูกน้องพูดจาฉอดๆทว่าตัวเองกลับไม่รับรู้สิ่งใดเพิ่มเติม นอกเสียจากคำว่า ‘คนที่รักเธอเป็ห่วงเธออย่างจริงจัง’
“ผมต้องกลับไปทำงานต่อหมวดลองคิดดูอีกทีนะครับ”
ชายวัยกลางคนรีบขอตัวเดินจากไปปล่อยให้มนัสนั่งทำหน้าเครียดตามลำพัง เมื่อลูกน้องหายลับตาท่านแม่ทัพทิ้งตัวลงสู่พื้นนอนหงายหน้าจ้องเพดานใช้มือก่ายหน้าผากพร้อมกับคิดถึงเื่ราวเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา
สาวงามที่แม่นางจางลี่เรียกว่าคุณหนูเธอชื่อเหม่ยจูเป็นางละครผู้มีชื่อเสียง ทุกคนในแคว้นยกย่องให้เธอเป็ผู้หญิงที่สวยที่สุดมีหน้าตาเหมือนคุณหญิงดุจดาวทุกกระเบียดนิ้วเหมือนเสียจนตัวเองตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก
หลินเส้าเฟยอาจเหมือนการะเกดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่แตกต่างกันคือยายส้มเขียวหวานผิวสองสี ชอบหาเื่วุ่นวายมาให้ไม่มีเกรงใจดวงตาสุกสกาวมองไปยังอนาคตอย่างเดียว แต่หลินเส้าเฟยผิวขาวมากแม้แต่ในร่มผ้า ค่อนข้างเงียบขรึมจนไม่อาจคาดเดานิสัยสายตาจ้องมองมาที่เขาตลอดเวลา ไม่ใช่การมองเพื่อจ้องจับผิด…แต่มองเพื่ออะไรไม่ทราบเหมือนกัน
ส่วนเหม่ยจูเหมือนคุณหญิงดุจเดือนเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ผิวขาวเนียนละเอียดเหมือนกัน ผมยาวเท่ากันสีน้ำตาลเข้มเหมือนกันทรวดทรงองค์เอวส่วนเว้าส่วนโค้งเหมือนกัน ลักษณะท่าเดินเหมือนกัน แม้แต่น้ำเสียงก็ยังเหมือนกันเหมือนกันราวกับได้ยินเสียงโทรศัพท์ และสิ่งที่เหมือนกันมากที่สุดก็คือ ในแววตาแอบซ่อนความเศร้าไว้อย่างเงียบเชียบ
คุณหญิงดุจดาวเป็ลูกสาวหลวงเก่งกาจมโนกิจพ่อเธอกลับมาจากยุโรปทำงานตำแหน่งใหญ่โต และได้แต่งงานกับลูกสาวเ้านายระดับสูง เป็บุคคลผู้มีอนาคตไกลคนหนึ่งของประเทศถ้าไม่บังเอิญเกิดการเปลี่ยนแปลงในปี 2475 ทหารกับปัญญาชนกลุ่มหนึ่งเข้ามาเป็ผู้ปกครองส่วนบุคคลผู้มีเชื้อเ้าหมดอำนาจวาสนาบารมี
หลวงเก่งกาจมโนกิจกลายเป็คนว่างงานคุณหญิงดุจดาวไม่ได้ไปเรียนนอกอย่างเคยตั้งใจ ครอบครัวเธอไม่ใหญ่โตเหมือนเดิมอีกต่อไปแต่ยังมีหน้าตาและศักดิ์ศรีในแวดวงระดับสูง ตรงกันข้ามกับครอบครัวยายการะเกดพ่อและพี่ชายได้เลื่อนยศสูงขึ้นตามลำดับ ครอบครัวเขาได้รับความช่วยเหลือต่างๆ นานาแม่จึงขอหมั้นหมายการะเกดมาเป็ลูกสะใภ้
คุณหญิงดุจดาวในชาติก่อนสูงส่งเหลือเกินสามีเธอต้องเป็คนรวยหรือมีอำนาจล้นฟ้า คุณหญิงดุจดาวในชาตินี้ยังงดงามเหมือนเดิมบังเอิญโชคร้ายสถานะเธอเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงหน้ามือหลังมือจนตัวเองยังไม่อยากเชื่อ
เช้าตรู่วันนี้แอบสอบถามอาฟู่กับเพื่อนๆได้ความว่าเหม่ยจูไม่มีทั้งพ่อและแม่ พักอาศัยอยู่กับญาติชื่อแม่นางจางลี่สมัยก่อนเคยเปิดร้านขายยาในตัวเมือง ต่อมาเมื่อเหม่ยจูอายุครบสิบแปดปี จึงได้ริเริ่มเปิดโรงละครใช้ตัวเองเป็ตัวชูโรงผู้หญิงที่สวยที่สุดในแคว้นถือกำเนิดในวันนั้นตลอดสามปีเต็มไม่มีใครโค่นเธอลงจากตำแหน่ง
นี่คือข้อมูลที่ได้จากการปะติดปะต่อข้อมูลคุณหญิงดุจดาวแห่งแคว้นเสียม มนัสทั้งดีใจและตื่นเต้นอย่างออกนอกหน้า สบตากันเขาต้องพยายามระงับสติอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่านะโโลดเต้นไปมากลางถนน เมื่อมีโอกาสพูดคุยกับเธอคนนี้เข้าจริงๆก็พาลปากสั่นขาสั่นได้แต่ถามว่าเ้าสบายดีหรือ ทำให้ฝ่ายสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา
ระหว่างพูดคุยเหม่ยจูมีความเป็กันเองคล้ายว่าเธอเคยรู้จักและค่อนข้างสนิทสนม กับท่านแม่ทัพกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เท่ากับว่าเธอสนิทสนมเขาด้วยเช่นกันการสานสัมพันธ์ให้มากกว่าเดิมไม่ใช่เื่ยาก เขาในตอนนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าปฏิเสธเขาในตอนนี้สามารถวิ่งไล่ตามความฝัน และเขาในตอนนี้ทำบางอย่างผิดพลาดไป
“ไอ้นัด…มึงมันเลวมึงมันชั่ว!”
ผู้เป็แม่ทัพบ่นเบาๆขณะตีอกชกหัว ในแววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง ขณะคิดถึงเื่ราวของเหม่ยจูอยู่นั้นคำพูดจ่าสะอาดแทรกเข้ามาในสมอง จ่าาุโแนะนำให้บอกเลิกหลินเส้าเฟย เพื่อมาแต่งงานกับเหม่ยจูในภายหลังพร้อมยกเหตุผลมากมายประกอบคำพูด ทั้งเื่แต่งงานกันตามพิธีโบราณเื่เป็ผัวเมียกันทั้งที่ไม่ได้รักกัน รวมทั้งเื่ที่ทำให้เขาเ็ปหัวใจนี่คือเื่จริงที่ตัวเองกลับมองข้ามไป เื่ที่ตัวเองไม่เคยใส่ใจแม้แต่นิดเดียว
คำแนะนำของจ่าสะอาดค่อนข้างดีโชคร้ายที่เขาไม่สามารถทำตาม เพราะหลินเส้าเฟยคือภรรยาที่แท้จริง
มนัสนึกย้อนกลับไปยังคืนส่งตัวเข้าหอหลังจากตัวเองกล่อมเ้าสาวเข้านอนสำเร็จ ปรากฏว่าเธอเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายไม่เลิกผ่านไปหนึ่งชั่วโมงหลินเส้าเฟยยังร้องไม่หยุด เขาตัดสินใจลุกขึ้นมาปลอบโยนเธอปรากฏว่าแม่คุณโวยวายเสียงดังกว่าเดิม พูดทำนองว่าตัวเองโดนดูถูกเหยียดหยาม ต่อไปนี้ไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ไหนแล้วพาลทุบตีด้วยสองมือวุ่นวายไปหมด
เ้าบ่าวตัดสินใจโอบกอดเ้าสาวพร้อมกับข่มขู่ถ้ายังไม่หยุดพ่อจะจูบให้เข็ด แต่เ้าสาวกลับไม่เข้าใจรวมทั้งเมาหนักเธอท้าเหยงๆ แน่จริงทำเลยอย่าเก่งแต่ปาก ในที่สุดคนเมาสองคนจึงได้จูบกันนี่คือความผิดพลาดครั้งแรกในดินแดนเสียม
เมื่อได้ััริมฝีปากสาวสวยน่ารักอารมณ์ชายหนุ่มกระเจิดกระเจิงไม่เหลือชิ้นดี เหตุการณ์ต่อจากนี้เขาจำได้เพียงเลือนรางรู้แค่เพียงตื่นขึ้นมารุ่งเช้าอีกวัน ตัวเองร่างกายเปลือยเปล่าหลินเส้าเฟยร่างกายเปลือยเปล่า เราสองคนนอนก่ายกันอย่างแนบสนิท บนเตียงนอนสุดยับเยินราวกับเกิดาโลกผู้ก่อให้เกิดาสะดุ้งใพลัดจากตกเตียง
เพราะเกิดเสียงดังทำให้หลินเส้าเฟยตื่นเมื่อสองเราสบตากันท่ามกลางแดดแรก เขาได้กระทำความผิดพลาดเป็ครั้งที่สอง โดยการะโขึ้นมาจูบผู้เป็ภรรยาแล้วเริ่มปฏิบัติการส่งตัวเข้าหอร่วมกันครั้งใหม่ โดยครั้งนี้เขาตั้งใจทำอย่างจริงจังและจริงใจเราสองคนเติมความสุขให้แก่กันสองครั้งสองครา กระทั่งหมดเรี่ยวแรงนอนสลบเหมือดหัวชนกัน
แม่ทัพหนุ่มใช้มือขวาทุบพื้นเสียงดังโครมเจ็บใจตัวเองโกรธแค้นตัวเองเหลือเกิน วันนั้นที่บอกว่าจ่าสะอาดว่ายังไม่ได้หมายถึงสองเรายังไม่ได้คุยกันอย่างจริงจัง ตอนกลางคืนเมาแอ๋ด้วยกันทั้งสองฝ่ายรุ่งเช้าอีกวันเขาหักหาญน้ำใจเธอโดยไม่เอ่ยถามโหมบุกเข้าใส่ราวกับผู้ชายบ้ากามโรคจิต แต่ทว่ายังมีสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น…นี่ไม่ใช่การกระทำครั้งสุดท้าย
หลังได้พักผ่อนนอนหลับสักครู่ใหญ่เขาลุกขึ้นมาก่อนเห็นใบหน้าเธอก่อน แล้วเขาก็ะโเข้าใส่เพื่อร่วมรักครั้งที่สี่หลินเส้าเฟยเป็สาวใจแกร่งใจเด็ดคนหนึ่ง เธอไม่ประสีประสาเื่นี้แม้แต่น้อยแต่เธอเต็มใจร่วมรักกับเขาอย่างห้าวหาญ ไม่ว่าโดนบุกรูปแบบไหนเธอตั้งรับได้หมด จิตใจเธอเข้มแข็งเหลือเกินเขายอมรับนับถือสมแล้วที่เป็ลูกสาวท่านแม่ทัพลู่
ระหว่างบุกรุกล่วงล้ำอาณาเขตเ้าสาวป้ายแดงหายใจเสียงดังกว่าเดิม ขยับตัวยากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณต้นขาร่างกายหลินเส้าเฟยกำลังอ่อนล้า ถ้าตัวเองโหมบุกต่อไปเพื่อสนองความใคร่เธอจะระบมเ็ปรวดร้าวทั่วทั้งเรือนร่าง
เขาผละออกมาใช้มือสวมเสื้อผ้าให้เธอบรรจงจูบอำลาหนึ่งครั้งก่อนเผ่นแนบทันที ไปตามโจวซื่อไห่ที่ห้องหมอนี่ดันไม่อยู่ รีบวิ่งปุเลงๆมาที่เกวียนให้อาฟู่พากลับค่าย ปรากฏว่าหลินเส้าเฟยมายืนดักรอพร้อมห่อเสื้อผ้า แค่สบตากันพลันเกิดอาการแบบเดิมครั้งใหม่อยากลากเธอขึ้นไปฉีกเสื้อผ้าบนม้าเทียมเกวียน หวังจัดการเผด็จศึกท่ามกลางแสงแดดเที่ยงวัน
บ้าชะมัด! บ้า…บ้า…บ้า! เราเป็ผู้ชายบ้ากามั้แ่เมื่อไหร่? ทำไมเธอยอมตามใจเราทุกอย่าง?
เพราะไม่้าให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเขามานอนค้างค่ายทหารแม้โดนนายกองหยามเหยียด กระทั่งถึงเย็นวันศุกร์ได้เจอหน้าแม่นางเหม่ยจูจึงตัดสินใจกลับบ้านเพราะเกรงใจหลินเส้าเฟย ทั้งๆ ที่ไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองหายบ้ากามหรือยังแต่เขาเลือกเธอเลือกที่จะกลับไปเผชิญหน้าเธอ ด้วยเหตุผลสำคัญมากที่สุดเพียงข้อเดียว
จ่าสะอาด…ผมขอบคุณที่จ่าให้คำแนะนำ ขอบคุณที่จ่าอยากเห็นผมมีความสุขอยากเห็นผมเป็ฝั่งเป็ฝากับผู้หญิงในฝัน แต่ผมไม่สามารถทำตามคำแนะนำจ่า ผมไม่อาจสานสัมพันธ์กับสาวงามที่สุดของแคว้น
ผมแต่งงานแล้วมีภรรยาชื่อหลินเส้าเฟยเธอเป็ภรรยาผมทั้งตามกฎหมายและการกระทำ
-------------------------------
ปล.มุมมองเ้าบ่าวผ่านพ้นไปแล้วตอนต่อไปจะเป็มุมมองเ้าสาวบ้าง ห้ามพลาดเด็ดขาดด้วยประการทั้งปวง ;)