เช้าวันถัดมาหลังจากตื่นขึ้นบ้วนปากล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้วซูเจี๋ยนก็ออกมานั่งรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นอย่างว่าง่าย
แน่นอนว่า หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ อันอี่เจ๋อที่วิ่งออกกำลังกายตอนเช้าเสร็จแล้วก็กลับเข้ามาพร้อมอาหารเช้า
หลังทานมื้อเช้าเสร็จแล้วซูเจี๋ยนที่เบื่อหน่ายแทบตายก็หันไปเปิดทีวีดูกดเปลี่ยนช่องอยู่นานก็ยังไม่พบรายการที่น่าสนใจแม้แต่อย่างเดียวจนเปลี่ยนมาถึงช่องแข่งขันกีฬา ไม่คิดว่าจะกำลังออกอากาศการแข่งขันฟุตบอลอยู่พอดี
แม้จะไม่ใช่การถ่ายทอดสดแต่ซูเจี๋ยนที่กำลังเบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำก็ยังชมดูด้วยความสนอกสนใจอย่างมากพอเห็นนักฟุตบอลที่ตัวเองชื่นชอบที่สุดเตะลูกหนังยิงประตูเข้าไปได้อย่างสวยงามซูเจี๋ยนก็ตบมือฉาด แสดงท่าทางตื่นเต้นดีใจอยู่บนโซฟาอย่างอดไม่ได้ : “สวยจริงๆ! ท่านเทพบาหวดได้แจ่มไปเลย!” [1]
อันอี่เจ๋อกำลังจะเดินเข้าไปในห้องหนังสือพอได้ยินเสียงซูเจี๋ยนก็อดโน้มกายมาจ้องหน้าจอทีวีไม่ได้ : “นี่เธอชอบดูฟุตบอลด้วยเหรอ”
“แหงล่ะ! ก็ต้องชอบ——” วาจาเพิ่งกล่าวออกมา ซูเจี๋ยนก็พลันต้องชะงักค้างไปกลางคัน เวร!เกือบลืม ตอนนี้ตัวเขาอยู่ในร่างสาวน้อยคนหนึ่ง!ทั้งยังเป็สาวน้อยอายุยี่สิบเอ็ดที่ก่อนหน้านี้ได้รับคำนิยามว่า‘อบอุ่นอ่อนโยนและเรียบร้อย’ อีกต่างหาก!ก่อนหน้านี้ว่าที่แฟนสาวที่เดทกันได้แปปเดียวคนนั้นเคยพูดกับเขาไว้ว่ายังไงนะ?—— ‘ผู้หญิงที่ไหนจะไปชอบดูกีฬาฟุตบอลเถื่อนๆ แบบนั้นกัน!’ถึงแม้ซูเจี๋ยนจะไม่ได้เห็นด้วยกับแิของเธอคนนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความน่าจะเป็ที่กุลสตรีแบบสาวน้อยซูคนนี้จะหันไปชอบฟุตบอลนั้นมีอยู่น้อยนิดจนน่าสมเพช!คราวนี้ก็ดีเลย จะหาทางกลับคำแบบไม่ให้อันอี่เจ๋อสงสัยได้ยังไงกันเนี่ย?
ใน่เวลาวิกฤตคับขันซูเจี๋ยนก็เกิดไหวพริบขึ้นมา : “ฉันหมายถึงว่าฉันชอบนักฟุตบอลหล่อๆ พวกนี้มาก!”
“อ้อ?” อันอี่เจ๋อเลิกคิ้วถาม : “งั้นเธอชอบใครมากที่สุดล่ะ”
ซูเจี๋ยนตอบกลับทันทีแบบไม่มีลังเล : “ก็ต้องเป็ท่านเทพบาโลเตลลีอยู่แล้ว!”
อันอี่เจ๋อเงียบกริบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็เอ่ยปาก : “ที่แท้....สเปคผู้ชายที่เธอชอบก็เป็แบบนี้นี่เอง”
ตอนนี้ซูเจี๋ยนถึงนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองเพิ่งบอกว่าชอบฟุตบอลก็เพราะชอบดูผู้ชายหล่อๆชั่วขณะนั้นก็พลันชำเลืองมองบนจอทีวีเห็นไอดอลของตัวเองผู้มีใบหน้าฮึกเหิมกร้าวแกร่งทั้งยังมีจมูกและริมฝีปากหนาได้รูปราวกับอุรังอุตังสุดเท่ชั่วอึดใจนั้น ซูเจี๋ยนก็อับจนถ้อยคำไป
ไม่คิดว่าจะได้ยินอันอี่เจ๋อกล่าวต่อ : “ตอนเวิลด์คัพ บาโลเตลลีโชว์ฟอร์มได้ดี”
ซูเจี๋ยนตาเป็ประกายขึ้นมา : “นี่คุณก็ชอบเขาเหมือนกันเหรอ”
อันอี่เจ๋อยกยิ้มอ่อนจาง : “ฉันชอบก็แต่ความสามารถในการเตะฟุตบอลของเขา”
ซูเจี๋ยนครุ่นคิดในใจที่แท้เ้าอันอี่เจ๋อนี่ไม่ใช่คนขี้เก๊กหน้าตาตายด้านอะไรนั่นหรอก นี่น่ะเป็จักรพรรดิแห่งความปากคอเราะร้ายชัดๆ!
อย่างไรก็ตามพอนึกขึ้นมาได้ว่าอันอี่เจ๋อถึงกับเอ่ยปากชื่นชมไอดอลของตัวเอง ซูเจี๋ยนก็รู้สึกว่าอันอี่เจ๋อยามนี้ดูมองแล้วสบายตาขึ้นมาอีกหน่อย
ดังนั้นซูเจี๋ยนจึงตบอกรับปากอย่างใจกว้าง :“มื้อเที่ยงวันนี้ให้เป็หน้าที่ฉันเอง!”
อันอี่เจ๋อมีท่าทีลังเล :“แต่ขาเธอ......”
ซูเจี๋ยน : “ไม่มีปัญหายังมีเก้าอี้ให้นั่งอยู่ไม่ใช่เหรอ”
อันอี่เจ๋อคล้ายอยากจะเอ่ยคำใดออกมาแต่แล้วก็เงียบไป
ซูเจี๋ยนกล่าวอย่างรวบรัด : “ตกลงตามนี้แหละ!”
……………………………….
ถึงเวลาอาหารกลางวันซูเจี๋ยนก็วิ่งไปห้องหนังสืออย่างมีชีวิตชีวา แล้วเรียกอันอี่เจ๋อออกมา
ครั้งนี้ในมืออันอี่เจ๋อก็ยังถือหนังสือภาษาต่างประเทศอ่านอย่างใจจดใจจ่ออยู่เช่นเคย
ซูเจี๋ยนขยับเข้าไปใกล้ : “อ่านหนังสือฝรั่งเศสอีกแล้วเหรอ”
อันอี่เจ๋อปิดหนังสือ : “เป็ภาษาสเปน”
ซูเจี๋ยนอับอายจนกลายเป็โกรธ : “……นี่คุณรู้กี่ภาษากันแน่”
อันอี่เจ๋อ : “ก็มีภาษาจีน,อังกฤษ, ฝรั่งเศส, สเปน แล้วก็พอพูดภาษาญี่ปุ่นได้บ้างนิดหน่อย”
ซูเจี๋ยน : “……”
ทว่าต่อให้ตนเป็ฝ่ายแพ้ก็ไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้อย่างหมดท่าเช่นนี้ซูเจี๋ยนคิดแล้วคิดอีก จากนั้นก็ยกยิ้มกล่าว : “รู้ห้าภาษามันน่าประทับใจขนาดนั้นเชียว?ฉันเองก็รู้ห้าภาษาเหมือนกันนั่นแหละ!”
อันอี่เจ๋อเลิกคิ้วมองกลับมาดูจะทึ่งอยู่ไม่น้อย
ซูเจี๋ยนป่าวประกาศอย่างภาคภูมิใจ : “ทั้งภาษาอังกฤษ, จีนแมนดาริน, ภาษาถิ่นเทียนจิง, ภาษาถิ่นตงเป่ย (ภาษาถิ่นทางเหนือ),แน่นอนว่าภาษาญี่ปุ่นฉันก็พอจะมีความเข้าใจอยู่บ้าง!” ถึงยังไง คำจำพวก ‘ยามาเตะ’ (อย่านะ),‘ฮายาคุ’ (เร็วอีกค่ะ) แล้วก็ ‘คิโมจิ’ (รู้สึกดีจัง) นั้นย่อมฟังออกแบบไม่มีปัญหา!
อันอี่เจ๋อ : “……”
ระหว่างที่ออกจากห้องหนังสือมุ่งหน้าไปห้องรับประทานอาหารจู่ๆ อันอี่เจ๋อก็ถามขึ้น : “นี่เธอพูดได้ทั้งภาษาถิ่นเทียนจิงแล้วก็ตงเป่ยเลยเหรอ”
ซูเจี๋ยนเหงื่อตก เวรล่ะ! คราวนี้พูดมากไปแล้วจริงๆเขานึกขึ้นมาได้รางๆ ว่าสาวน้อยซูคนนี้ดูเหมือนจะเป็สตรีจากแถบเจียงหนาน (ทางใต้)
หัวสมองขบคิดอย่างรวดเร็วซูเจี๋ยนตัดสินใจทำตัวหน้าหนาเข้าไว้ เปิดปากโต้กลับ : “ทำไมล่ะแปลกตรงไหน คนในประเทศนี้ ใครๆ ก็รู้จักภาษาเทียนจิงกับตงเป่ยกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง”
“อ้อ?”
ซูเจี๋ยนเริ่มร้องเพลงโฆษณายอดนิยมของเทียนจิงขึ้นทันที: “เสียงปรบไม้ปรบมือนี้หนา เราหาได้ยกย่องเชิดชูสิ่งอื่นใดเพียงยกย่องรสนิยมในซาลาเปาโก่วปู้หลี! โก่วปู้หลีซาลาเปานี้กล่าวไปแล้วมีดีอย่างไรหนอ? ก็มันมีเปลือกบางใส้แน่นสิบแปดจีบเหมือนกลีบดอกไม้ยังไงกันเล่า!”
จากนั้นก็ต่อด้วยบทร้องเล่นอันเป็สำเนียงของแถบเสี่ยวเฉิงหยาง(ทางเหนือ) : “เ้าอย่าได้มองว่าข้าอายุเยาว์ข้าล้วนรู้ความหมดสิ้น คนเราหนึ่งชีวิตหนึ่งเฉิงช่างแสนสั้นบางคราเพียงหลับใหลหนึ่งตื่นหนึ่งหยาง เปลือกตาเ้าผันผ่านหนึ่งปิดหนึ่งเปิดหนึ่งวันก็ผ่านพ้นไปเช่นนี้เอง เฮย~ หนึ่งปิดนี้ถึงทีไม่เปิด เมื่อนั้นชั่วชีวิตก็ได้พ้นผ่านไปแล้ว เฮย~”
อันอี่เจ๋อ : “……”
ซูเจี๋ยนเงยหน้ามองอีกฝ่าย : “เป็ไงล่ะ”
อันอี่เจ๋อ : “....ช่างมากความสามารถจริงๆ”
ซูเจี๋ยนผ่อนคลายลงทันที : “มาเถอะ! กินข้าวกันดีกว่า!”
……………………………….
ได้มองเห็นมื้อกลางวันที่จัดเรียงไว้บนโต๊ะแล้วอันอี่เจ๋อก็อึ้งงันไปอีกครั้ง
ที่บนโต๊ะมีไก่หั่นเต๋าคลุกซอสเผ็ดเนื้อวัวผัดพริกเขียว เต้าหู้ตุ๋นเนื้อปู ต้มฟักใส่เนื้อหมูปั้นเป็ก้อนทั้งสามจานหนึ่งถ้วยนี้ แม้จะเป็เพียงอาหารพื้นๆ ที่หาทานได้ในครัวเรือนทั่วไปทว่าทั้งสีและกลิ่นล้วนแต่หอมหวนชวนให้รับประทานอย่างที่สุด
อันอี่เจ๋อดูประหลาดใจไม่น้อย : “นี่เธอทำเองหมดเลย?”
“แน่นอนสิ!”ซูเจี๋ยนยืดอกรับด้วยความภาคภูมิใจ : “เป็ไงบ้างล่ะ”
อันอี่เจ๋อตอบกลับไปตามตรง : “ดูดีมาก”
ซูเจี๋ยนรีบส่งตะเกียบคู่หนึ่งให้เขาซ้ำยังกระวีกระวาดตักต้มฟักให้อย่างกระตือรือร้น : “รีบลองชิมดูสิ!”
อันอี่เจ๋อลองชิมอย่างละนิดอย่างละหน่อยพอเงยหน้าขึ้นมาก็ถูกสะกดด้วยดวงตาคู่งามที่ตื่นเต้นคาดหวังจนเปล่งประกายวิบวับคู่หนึ่งชายหนุ่มยกมุมปากยิ้มน้อยๆ กล่าวตอบ : “รสชาติก็ดีมาก”
ซูเจี๋ยนพออกพอใจมากยิ้มหน้าบานขณะที่ทรุดกายนั่งลง ในใจก็ครุ่นคิด : อันอี่เจ๋อเอ๊ยอันอี่เจ๋อฉันก็มีเื่ที่เหนือกว่านายอยู่เหมือนกันล่ะน่า!
อันที่จริงแล้วคุณพ่อของซูเจี๋ยนนั้นมีความสามารถในการทำอาหารสูงซูเจี๋ยนเองก็ค่อยๆ ซึมซับเทคนิคจากทางบ้านมาทีละน้อย เรียนรู้ไปเรื่อยๆจนทำอาหารเป็ได้เอง ยิ่งหลังจากเรียนจบและเริ่มทำงานเขาต้องออกมาใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวไกลบ้าน ทั้งยังไม่มีแฟนดังนั้นสกิลการทำอาหารก็เลยยิ่งพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างก้าวะโภายใต้แรงกดดันจากชีวิตอันทรหดเช่นนี้เอง จากเด็กเนิร์ดขี้แพ้ก็ได้พัฒนาเป็เด็กเนิร์ดขี้แพ้ที่ทำอาหารเก่งมาก
ซูเจี๋ยนแสร้งเอ่ยถามขึ้นคล้ายไม่ใส่ใจ :“ก่อนหน้านี้ฝีมือทำอาหารของฉันเป็ยังไงบ้าง”
อันอี่เจ๋อ : “ก่อนหน้านี้ฝีมือทำอาหารของเธอก็ไม่เลวเลย”ชายหนุ่มหยุดไปครู่หนึ่ง : “แต่ตอนนี้ยิ่งดีขึ้นกว่าเดิม”
ซูเจี๋ยนเพียงแย้มยิ้มเต็มใบหน้า ทั้งที่ตามจริงในใจนั้นเริงร่าจนลอยขึ้นฟ้าแล้ว
อย่างไรก็ตาม พอนึกถึงเื่หนึ่งขึ้นมาได้ก็ต้องเย็นเยียบไปทั้งร่าง ตัวเองบอกว่าสูญเสียความทรงจำแต่ฝีมือการทำอาหารกลับโดดเด่นขึ้นกว่าเดิม นี่มันจะดูย้อนแย้งเกินไปแล้ว! ต้องรีบหาข้ออ้างมากลบเกลื่อน!
ซูเจี๋ยนหาข้อแก้ตัวได้อย่างรวดเร็ว : “แหะๆ คงเป็เพราะว่าก่อนหน้านี้ฉันไม่ค่อยชอบคุณน่ะสิอาหารที่ฉันทำออกมาก็เลยดีไม่เท่าตอนนี้!”เมื่อก่อนนายมันก็แค่ไอ้เ้าศัตรูหัวใจน่ารังเกียจคนหนึ่ง ฉันจะทำอาหารให้นายไปทำไมนี่แหละคือเหตุผลที่เมื่อวานนายได้กินแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเท่านั้นวันนี้ยังเห็นว่านายมีรสนิยมดีถึงได้เลือกชอบไอดอลคนเดียวกันกับฉันเพราะงี้หรอกนะฉันถึงเห็นนายสบายตาขึ้นมาบ้าง! เฮอะ!
อันอี่เจ๋อตะลึงงัน จากนั้นก็ค่อยๆเปิดปากกล่าวขึ้นอย่างเชื่องช้า : “หมายความว่าตอนนี้เธอ....ชอบฉันแล้ว?”
ซูเจี๋ยนเพิ่งตักน้ำแกงเข้าปากไปคำหนึ่งพอได้ยินคำนี้ ก็พ่นทุกอย่างที่อยู่ปากออกมาดัง ‘พรู่ดดด’
ตรงหน้าย่อมเป็ถ้วยข้าวและใบหน้าหล่อเหลาของอันอี่เจ๋อที่ถูกน้ำแกงพ่นใส่เสียจนเปียกชุ่ม: “……”
เชิงอรรถ
[1] ท่านเทพบา (巴神) คือคำที่ชาวเน็ตในจีนใช้เรียก มาริโอ้บาโลเตลลี (Mario Balotelli)