ท่ามกลางกลิ่นอายแห่งความพินาศของแคว้นอัสดงเื สิงหราช นำทัพที่เหลือรอดซึ่งบัดนี้กลายเป็เพียงหุ่นเชิดกระหายเืมุ่งหน้าสู่ทิศบูรพา เป้าหมายคือ "นครศักดิ์สิทธิ์ศิลาขาว" สถานที่ที่ถูกขนานนามว่าเป็หัวใจแห่งแสงสว่างและจุดรวมศรัทธาของมวลมนุษย์ ทว่าในสายตาของสิงหราช นครแห่งนี้ไม่ได้ต่างอะไรจากแผลเปื่อยเน่าที่ถูกปิดทับด้วยผ้าไหมสีขาวสะอาด มันคือแหล่งพำนักของเหล่า "นักบุญ" ที่เื้ัคือจอมบงการที่ใช้ความเชื่อเป็เครื่องมือในการสูบกินหยาดเหงื่อและิญญาของผู้คน
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อขบวนทัพอสูรกายย่างก้าวเข้าสู่เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นคาวเืและไอหมอกสีดำถูกขับไล่ด้วยแสงสีทองอ่อนๆ ที่สาดส่องลงมาจากท้องฟ้าที่ดูใสสะอาดอย่างผิดปกติ สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งดอกบัว์สีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลจนน่าเวียนหัว กลิ่นนั้นแฝงไปด้วยฤทธิ์สะกดจิตที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเคลิบเคลิ้มและยอมสยบแทบเท้าโดยไม่รู้ตัว
"กลิ่นหอมชวนอ้วกนี่มันอะไรกัน..." สิงหราชพึมพำพลางถ่มน้ำลายลงบนกลีบดอกบัวขาวที่ร่วงหล่น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ "พยายามจะล้างสมองผู้คนด้วยกลิ่นดอกไม้เน่าๆ งั้นหรือ? ช่างเป็วิธีการที่ต่ำต้อยและน่าสมเพชยิ่งนัก"
บุหลันแดง ที่เดินตามมาติดๆ ต้องใช้พลังอาคมพิษในกายต้านทานกลิ่นหอมนั้นอย่างสุดกำลัง "นายท่าน ระวังด้วยเ้าค่ะ แสงสว่างของที่นี่ไม่ใช่แสงอาทิตย์ธรรมชาติ แต่มันคือ 'ข่ายมนตราอาทิตยเทพ' อาคมสายขาวระดับสูงที่สามารถกัดกร่อนจิตมารและสลายพลังไสยดำได้ทุกชนิด ใครที่มีจิตอกุศลหากก้าวเข้าไปจะรู้สึกเหมือนถูกแผดเผาจากข้างใน"
สิงหราชแค่นหัวเราะ รอยสักยันต์เกราะเพชรนิลกาฬบนแผ่นหลังของเขาเริ่มขยับไหวราวกับมีชีวิต อักขระสีดำสนิทแผ่ซ่านออกมาปกคลุมิัของเขาจนดูเหมือนสวมเกราะมนตราที่มืดมิดที่สุด
"กัดกร่อนจิตมารงั้นหรือ? ข้าอยากจะรู้นักว่า แสงสว่างจอมปลอมนี่จะทนทานต่อ 'นรก' ในตัวข้าได้สักกี่อึดใจ"
ที่หน้าประตูั์สีขาวนวลของนครศักดิ์สิทธิ์ ปรากฏร่างของกองทัพนักรบในชุดเกราะสีทองอร่ามที่สลักลวดลายปีกเทวดา พวกเขาคือ "ภาคีอัศวินสุริยัน" นักรบผู้ผ่านการทำพิธี "ชำระิญญา" จนไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิด มีเพียงหน้าที่เดียวคือการกำจัดสิ่งที่สภาเฒ่าทิพย์ตราหน้าว่าเป็ความโั่วร้าย
นำทัพโดย "มหาเถระวชิระ" (Archbishop Vajra) ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาวขลิบทอง ใบหน้าอิ่มเอิบดูมีเมตตาประดุจพระโพธิสัตว์ ทว่าดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทกลับแฝงด้วยความอำมหิตที่ลึกลึก ในมือของเขาถือ "คทาวชิระห้าแฉก" ที่สลักจากหินอุกกาบาตสีทอง ส่องแสงเจิดจ้าข่มขวัญทุกสรรพสิ่ง
"หยุดเสียเถิดบุตรแห่งความมืดมิด..." วชิระเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มนวลทว่ากังวานราวกับเสียงระฆังทอง "เ้าสร้างบาปกรรมมามากพอแล้ว แคว้นอัสดงเืต้องล่มสลายเพราะความบ้าคลั่งของเ้า บัดนี้เ้ายังกล้าพากลิ่นอายอเวจีมาแปดเปื้อนนครอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อีกหรือ?"
สิงหราชหยุดยืนห่างจากมหาเถระเพียงสิบก้าว เขาเท้าสะเอวมองดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ท้าทาย
"มหาเถระวชิระ... ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน ว่ากันว่าท่านคือผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้แห่งเมตตาธรรม แต่เหตุใดใต้ชุดคลุมสีขาวสะอาดของท่าน ถึงมีกลิ่นสาบสางของ 'เนื้อเด็กทารก' ที่ท่านใช้เป็ส่วนประกอบในการปรุงยาอายุวัฒนะล่ะ?"
คำพูดของสิงหราชทำให้เหล่าอัศวินสุริยันถึงกับชะงัก ทว่าวชิระกลับยังคงรอยยิ้มประดับใบหน้า "วาจาสามหาว... จิตใจที่มืดบอดมักมองเห็นแต่สิ่งโสมม เ้ามันกู่ไม่กลับแล้วสิงหราช ในเมื่อเมตตาธรรมไม่อาจขัดเกลาเ้าได้ ข้าก็จะใช้ 'เพลิงพิพากษา' ส่งเ้ากลับลงสู่นรกที่เ้าจากมา!"
วชิระยกคทาวชิระขึ้นเหนือหัว ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือเป้าหมายพลันเปิดออก แสงสีทองเจิดจ้าพุ่งลงมารวมตัวกันที่ปลายคทา ก่อนจะะเิออกเป็วงกว้างกลายเป็ "ค่ายกลรัศมี์เจ็ดชั้น" วงกลมเวทย์มนตร์ขนาดมหึมาเจ็ดวงซ้อนทับกันล้อมรอบตัวสิงหราชไว้
"โอม... สุริยะ... วิภักดิ์... จงชำระ... ิญญามันให้มอดไหม้!"
แสงสีทองทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็ความร้อนระอุที่สามารถละลายเหล็กได้ในพริบตา พื้นดินที่สิงหราชยืนอยู่เริ่มกลายเป็ลาวาสีขาวนวล รอยสักบนตัวของสิงหราชเริ่มส่งเสียงขู่ฟ่อคล้ายอสรพิษที่ถูกไฟลน ความกดดันจากอาคมสายขาวพยายามจะแทรกซึมเข้าไปบดขยี้จุดศูนย์รวมพลังจิตมารในกายของเขา
"อ๊ะ... อ๊ากกกก!" บุหลันแดงที่อยู่ขอบวงค่ายกลถึงกับทรุดลง ร่างกายของนางเริ่มมีควันสีม่วงพุ่งออกมาจากิั พิษในกายกำลังถูกแสง์ทำลาย
สิงหราชยืนนิ่งอยู่ใจกลางเพลิงแสงสีทอง แววตาของเขายังคงนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด เขาค่อยๆ กางแขนออก ยอมรับความร้อนแรงที่แผดเผาิัจนเริ่มแดงก่ำ "นี่เหรอคือพลังที่พวกเ้าภาคภูมิใจ? แสงสว่างที่เกิดจากการขโมยแรงศรัทธาของคนโง่?"
สิงหราชกระตุกยิ้มเหี้ยม แววตาสีแดงชาดวาวโรจน์ขึ้น "เนตรอสูรระดับที่สี่: สังสารวัฏนรก... ปลดผนึก!"
"พวกเ้าบอกว่าแสงสว่างจะชนะความมืด? ข้าจะแสดงให้ดูว่า... เมื่อความมืดมิดเข้มข้นจนถึงขีดสุด มันจะ 'กลืนกิน' แสงสว่างของพวกเ้าเข้าไปได้อย่างไร!"
ตูมมมมมมมมมมม!!!
รังสีอำมหิตสีดำทมิฬพวยพุ่งออกจากร่างของสิงหราชดุจูเาไฟะเิ มันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่มันคือ "ความว่างเปล่า" ที่กัดกินทุกสิ่ง เพลิงแสงสีทองที่เคยรุ่งโรจน์เมื่อัักับรังสีสีดำกลับถูกย้อมจนกลายเป็สีม่วงคล้ำและดับมอดลงอย่างรวดเร็ว ค่ายกลเจ็ดชั้นเริ่มปริร้าวและแตกกระจายดุจเศษแก้ว
สิงหราชก้าวเดินออกไปท่ามกลางเศษซากของค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ ทุกย่างก้าวที่เขาััพื้นหินศิลาขาว หินเ่าั้พลันเปลี่ยนเป็สีดำและแตกร้าวคล้ายดินในป่าช้า เขาพุ่งตัวเข้าหามหาเถระวชิระด้วยความเร็วที่สายตามองไม่ทัน!
วชิระใสุดขีด รีบยกคทาวชิระขึ้นป้องกัน ทว่าสิงหราชกลับใช้มือเปล่าคว้าหมับเข้าที่ยอดคทา!
"แคร่ก!" เสียงหินอุกกาบาตสีทองลั่นร้าวภายใต้แรงบีบของจอมอสูร
"คทาเล่มนี้... มีิญญาของผู้บริสุทธิ์ถูกขังอยู่ข้างในสินะ?" สิงหราชกระซิบเสียงเย็นเยียบ "ท่านใช้ 'ศรัทธา' บังหน้า แต่ความจริงท่านคือเพชฌฆาตที่เืเย็นที่สุด!"
สิงหราชเดินลมปราณอเวจีเข้าสู่ฝ่ามือ "วิชาบิดสมดุล: ทุติยภูมิโลหิต!" แสงสีทองจากคทาถูกเปลี่ยนเป็สีแดงฉานเข้มข้น พลังงานที่เคยบริสุทธิ์กลับกลายเป็คำสาปร้ายแรงย้อนกลับเข้าหาเ้าของ วชิระร้องกรีดออกมาด้วยความเ็ปเมื่อมือที่ถือคทาเริ่มเปื่อยยุ่ยและกลายเป็หนอง
"อ๊ากกก! ปีศาจ! แกมันปีศาจจริงๆ!"
"ข้าบอกแล้วไง... ข้าไม่ได้มาเพื่อเป็พระเอก" สิงหราชใช้อีกมือคว้าเข้าที่ใบหน้าของมหาเถระ นิ้วทั้งห้าจิ้มทะลุเข้าไปในดวงตาที่ปิดสนิท "ข้ามาเพื่อทำลายความตอแหลของพวกเ้า!"
สิงหราชกระชากร่างของวชิระขึ้นฟ้า ก่อนจะทุ่มลงมากลางกองทัพอัศวินสุริยันอย่างแรงจนเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่ เขาตามลงไปเหยียบลงบนหน้าอกของมหาเถระที่กำลังจะขาดใจตาย พลางชูคทาวชิระที่บัดนี้กลายเป็สีดำสนิทขึ้นเหนือหัว
"ทหารแห่งแสงสว่างทั้งหลาย! ดูนายของพวกเ้าไว้!" สิงหราชประกาศก้อง "ถ้าแสงสว่างคือความถูกต้อง... เหตุใดพระเ้าของพวกเ้าถึงยอมให้ 'อสูร' อย่างข้าเหยียบย่ำมันได้ล่ะ? หรือว่าความจริงแล้ว... พระเ้าของพวกเ้ามันไม่มีตัวตนอยู่ั้แ่แรกแล้ว!"
สิงหราชหักคทาวชิระออกเป็สองท่อนด้วยเข่า ปลดปล่อยิญญาอาฆาตที่ถูกขังอยู่ข้างในออกมานับร้อยดวง ิญญาเ่าั้พุ่งเข้าฉีกทึ้งร่างของเหล่าอัศวินสุริยันอย่างบ้าคลั่ง นครศักดิ์สิทธิ์ศิลาขาวที่เคยสงบสุขบัดนี้กลายเป็ทุ่งสังหารที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวเื
สิงหราชยืนตระหง่านท่ามกลางความโกลาหล แววตาของเขายโสและเ็าถึงที่สุด เขาปรายตามองไปที่ประตูเมืองหลวงที่อยู่เบื้องหน้า