ผมชื่ออู๊ดปีนี้อายุครบ 16กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าในโรงเรียนเอกชนแถบชานเมืองกรุงเทพฯห่างจากตัวเมืองใหญ่พอสมควร มีเพียงผมกับแม่อยู่ร่วมชายคาเดียวกันสองคนส่วนพ่อไปอยู่ฝั่งลาวเสียส่วนใหญ่
พ่อของผมเป็นักธุรกิจเ้าของโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรในประเทศลาวโรงงานที่ว่านี้รับซื้อผลผลิตจากชาวไร่ชาวนา ไม่ว่าจะเป็ข้าวโพด มันสำปะหลังหรือถั่วเหลือง ก่อนนำมาแปรรูปและส่งออกไปยังจีน เวียดนามรวมถึงกลับเข้ามาขายในไทยเสียเอง เป็กิจการที่ดูถูกกฎหมายทุกประการมีเอกสารสิทธิครบถ้วน มีโรงงานจริง มีลูกจ้างจริงและมีกำไรมากพอจะทำให้บ้านเรามีฐานะจัดว่าดีพ่อจึงต้องอยู่ประจำที่ฝั่งโน้นเพื่อควบคุมงานด้วยตัวเองไม่ว่าจะเื่แรงงานท้องถิ่น สต๊อกสินค้า การขนส่ง หรือการเจรจากับคู่ค้า
เมื่อก่อนพ่อยังพอได้กลับบ้านบ่อยครั้งหรืออย่างน้อยทุกเทศกาลสำคัญ แต่พักหลัง ๆ มานี้ พ่อเริ่มไปนานขึ้นบางทีก็สองสัปดาห์ บางครั้งก็เป็เดือนพ่อเลยตัดสินใจซื้อบ้านหลังหนึ่งไว้ที่เมืองปากเซ จังหวัดจำปาสักเพราะโรงงานอยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรใช้เวลาขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่ทำงาน พ่อบอกว่ามันสะดวกกว่าการต้องไปเช่าห้องพักรายเดือนหรืออยู่โรงแรม
ผมเคยถามแม่อยู่หลายครั้งว่าทำไมไม่ย้ายไปอยู่กับพ่อเสียเลยจะได้อยู่กันพร้อมหน้า แม่ก็แค่ยิ้มบาง ๆ แล้วลูบหัวผมเบา ๆ พร้อมกับบอกว่าชีวิตที่โน่นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนอยู่ที่นี่ ทั้งโรงพยาบาล ทั้งโรงเรียนหรือแม้แต่ห้างที่แม่ชอบเดิน ก็ไม่มีอะไรเทียบได้เลยกับที่กรุงเทพฯ อีกอย่างผมก็ต้องเรียนให้จบที่นี่ก่อนด้วยแม่ไม่อยากให้ผมคิดมาก
พ่อเพิ่งซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ให้ผมกับแม่อยู่อาศัยเมื่อสี่ปีก่อนซึ่งบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในย่านชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ บนเนื้อที่ขนาดห้างานล้อมรอบด้วยรั้วคอนกรีตสูงสีเทาเรียบหรูที่ให้ทั้งความเป็ส่วนตัวและความมั่นคงด้านหน้าติดถนนมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาและหน้าบ้านยังตกแต่งด้วยไม้พุ่มตัดแต่งสวยงามราวกับสวนอังกฤษ
หน้ากำแพงบ้านฝั่งติดถนนมีร้านกาแฟขนาดเล็กแยกตัวจากบ้านหลัก ปลูกเป็อาคารชั้นเดียวทรงกล่องโมเดิร์นผนังปูนเปลือยโชว์ผิวขัดเรียบ มีหน้าต่างกระจกใสเปิดรับแสงธรรมชาติพร้อมบาร์ไม้สำหรับนั่งจิบกาแฟริมฟุตปาธ ชื่อร้านติดไว้บนป้ายไม้เล็ก ๆอย่างเรียบง่ายว่า 'บ้านกาแฟคุณแม่' เป็มุมเงียบสงบท่ามกลางความเคลื่อนไหวของชีวิตในชุมชนย่านชานเมือง
เมื่อผ่านประตูรั้วเข้ามาจะพบกับลานจอดรถกว้างปูด้วยบล็อกตัวหนอนที่สามารถรองรับรถยนต์ได้ถึง3 คัน ถัดเข้าไปเป็สนามหญ้าเรียบเขียวขจีด้านซ้ายมือของบ้านจัดเป็ทางเดินโรยกรวดขาวที่เชื่อมจากร้านกาแฟสู่ชานเรือนของบ้านหลักรายทางประดับด้วยไฟสนามหัวเสาเตี้ย ๆ ที่เปิดส่องนวลในยามค่ำคืน
ตัวบ้านหลักเป็บ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์นทรงกล่องหลังคาเรียบแบนแบบสมัยใหม่ ใช้โทนสีขาวตัดกับงานไม้สีน้ำตาลเข้มผนังด้านหน้าติดกระจกบานใหญ่เต็มพื้นที่ เปิดรับแสงแดดและทิวทัศน์สวนเขียวรอบบ้านชั้นล่างเป็โถงรับแขกแบบโอเพนสเปซ พื้นไม้ลามิเนตสีอบอุ่นสะท้อนแสงแดดอ่อนยามเช้าเชื่อมต่อกับห้องครัวเปิดและโต๊ะรับประทานอาหารที่จัดชิดหน้าต่างบานกว้าง
ชั้นบนเป็พื้นที่ส่วนตัวแบ่งออกเป็ห้องนอนใหญ่ของแม่ที่มีระเบียงเปิดออกไปเห็นสระว่ายน้ำด้านข้างบ้านและห้องนอนของผมซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ระหว่างกลางเป็ห้องนั่งเล่นเล็ก ๆสำหรับอ่านหนังสือหรือดูทีวีร่วมกันในบรรยากาศสงบเงียบ
ด้านข้างของตัวบ้านคือสระว่ายน้ำระบบเกลือขนาดกลางยาวประมาณแปดเมตร ล้อมรอบด้วยพื้นไม้เทียมสำหรับนอนอาบแดดมีเก้าอี้นอนเรียงอยู่สองตัว และร่มสนามสีเบจปักไว้ให้ร่มเงายามบ่ายขณะลมโชยสระว่ายน้ำนี้เป็เหมือนหัวใจอีกดวงของบ้าน ที่แม่มักใช้คลายเหงาใน่สายของวันธรรมดา
ทุกองค์ประกอบของบ้านสะท้อนความเรียบหรูมีรสนิยม และแฝงความสงัดเงียบบางอย่างที่เหมือนบอกเล่าความรู้สึกซ่อนเร้นภายในบ้านหลังงาม ที่แม้จะใหญ่โตเพียงใดแต่ภายในกลับมีเพียงแม่กับลูกที่อาศัยอยู่กันตามลำพัง
แม่ของผมชื่อพิณอายุสี่สิบสามแล้ว แต่ยังดูสวยเหมือนผู้หญิงวัยสามสิบกลาง ๆผิวขาวอมชมพูแบบคนดูแลตัวเองดี รูปร่างสูงโปร่งประมาณ 169 มีเนื้อมีหนังไม่ผอมเรียวแต่มีเนื้อแน่น ตูดสะบี้ม อกสะบึ้ม ไม่ถึงขนาดอวบหุ่นสวยงดงามแบบที่ผู้หญิงทั่วไปต้องอิจฉา แม่ผมมีนิสัยเรียบร้อยและเรียบเนียบมากด้วยความที่เป็อดีตคุณครูสอนเด็กวัยอนุบาลเวลาผมทำอะไรหรือทิ้งอะไรไว้ไม่เป็ที่เป็ทางต้องโดนแม่ดุเหมือนผมเป็เด็กเล็ก ๆ ประจำ
ทุกเช้าแม่จะตื่นก่อนผมเสมอจัดโต๊ะอาหาร ต้มกาแฟ และเตรียมข้าวกล่องให้ผมไปโรงเรียนแม้จะเป็แม่บ้านเต็มตัวที่ไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านแต่แม่ก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองดูโทรมเลยสักวัน เสื้อผ้าเรียบเนี้ยบ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ติดปลายผม และท่าทางอ่อนโยนเรียบร้อยจนใครเห็นก็ต้องหลงใหล
บางวันแม่จะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ หน้าบ้าน ร้านเล็ก ๆ ที่แม่ตั้งใจทำเองกับมือ ไม่ได้หวังขายดีหรือรวยอะไรแค่ทำไว้คลายเหงา ให้คนในหมู่บ้านแวะมานั่งจิบกาแฟ พูดคุยแลกเปลี่ยนรอยยิ้มกันในยามเช้า ผมเคยนั่งดูแม่ยืนชงกาแฟอยู่หลังบาร์ไม้เล็ก ๆในชุดกระโปรงคอตตอนยาวกรอมเข่า ผ้ากันเปื้อนลูกไม้สีครีมพาดอกไฟแดดยามเช้าส่องลอดร่มไม้ลงบนไหล่บาง ๆ ของแม่ แล้วเห็นถึงความเหงาในตัวแม่
ผมรู้ดีว่าแม่กำลังอ้างว้างแม้แม่จะไม่พูดสักคำ ไม่เคยเปรย ไม่เคยบ่น ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นแต่สายตาของแม่...สายตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างห้องอาหารในยามเช้าขณะที่มือยังวางช้อนกาแฟไว้ข้างแก้วสายตาที่แลดูนิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยความหวั่นไหว มันไม่เคยโกหกผมเลยสักครั้ง
ทุกเช้าที่ผมลุกมาเตรียมตัวไปโรงเรียนผมจะเห็นแม่อยู่ที่โต๊ะตัวเดิม จิบกาแฟในแก้วใบเก่าทอดสายตามองไกลออกไปนอกกำแพงรั้วรอบบ้านที่สูงทึบเกินกว่าจะมองเห็นถนนแต่แม่ก็มอง... มองด้วยความเงียบงัน ราวกับกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง เฝ้ารอพ่อที่ไม่มีรู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่แม้จะชอบบอกผมว่าไม่เป็ไร แม้จะหัวเราะเบา ๆ ยามที่ผมพูดถึงพ่อแต่ผมก็รู้ว่าภายใต้แววตาอ่อนโยนนั้น แม่โหยหา... โหยหาความอบอุ่นที่เคยได้รับจากพ่อไม่ใช่แค่ในฐานะสามี แต่ในฐานะของผู้ชายคนหนึ่งที่คอยตอบสนองความ้าของผู้หญิงที่เงี่ยนเป็
แม่ของผมยังสาวยังสวย ยังดูดี บางครั้งผมก็เห็นแม่เดินผ่านหน้าผมไปในชุดอยู่บ้านสบาย ๆเสื้อยืดเนื้อบางสีอ่อนที่แนบไปกับรูปร่าง กลางหลังแม่มักมีหยดเหงื่อเล็ก ๆซึมออกมาเมื่อแดดเริ่มแรง เส้นผมยาวตรงสีน้ำตาลเข้มที่มักถูกรวบหลวม ๆไว้ด้วยกิ๊บไม้ธรรมดา ๆ โยกไหวตามจังหวะเดินช้า ๆ ของแม่ในตอนสาย
ผู้หญิงแบบนี้...อยู่บ้านเงียบ ๆ ทุกวัน ไม่มีสามี ไม่มีใครัั ไม่มีใครกอด ไม่มีใครจูบไม่มีใครพูดคำหวานใส่ ไม่มีแม้แต่คนมองด้วยสายตาปรารถนามันเป็อะไรที่ผมรู้สึกว่า... แม่ไม่ควรถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพแบบนั้นเลยจริง ๆ
ผมไม่ได้คิดอะไรเกินเลยหรอกนะอย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ผมรู้สึกได้ชัดเจนว่าผมรู้สึกสงสารแม่มากที่แม่ไม่ยอมไปอยู่กับพ่อเพราะห่วงผม
หลังจากผมย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ไม่ถึงปีผมก็ได้เจอกับเพื่อนสนิทสมัยประถมชื่อเป็ด บ้านมันอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนเป็ร้านขายของชำที่เปิดั้แ่เช้ามืดยันหัวค่ำความบังเอิญที่เราได้มาอยู่ใกล้กันอีกครั้งหลังห่างกันไปนานหลายปีทำให้ผมกับไอ้เป็ดกลับมาต่อติดอย่างรวดเร็วอีกครั้งถึงแม้ตอนนี้ผมกับมันจะเรียนกันคนละโรงเรียนก็ตาม
ไอ้เป็ด...ถ้าจะให้พูดกันตามตรง มันไม่ใช่คนหล่อเลยสักนิดเดียวไม่ได้มีเค้าโครงหน้าตาแบบพระเอกละคร หรือดารานำในซีรีส์เกาหลีอย่างที่สาว ๆรุ่นเดียวกับเราหลงใหลกัน หน้าตามันออกจะไปทางบ้าน ๆ ด้วยซ้ำ รูปหน้าไม่เรียวยาวแต่ก็ดูสมส่วนในแบบของมัน คางไม่แหลม แต่ก็ไม่เหลี่ยมชัดผิวของมันเป็สีแทนเข้มคล้ำแดดแบบคนที่เติบโตมากับการวิ่งเล่นข้างร้านชำไม่ใช่ผิวขาวอมชมพูแบบลูกคนมีเงิน
มันสูงพอ ๆกับผม ประมาณ 161-162 ถ้ายืนเหยียดหลังเต็มที่รูปร่างโดยรวมของมันค่อนข้างผอมแต่แน่น ไม่ถึงกับล่ำกล้ามแต่ดูแข็งแรงแบบคนที่ใช้แรงงานเบา ๆ เป็ประจำ
สิ่งหนึ่งที่เป็เอกลักษณ์ของมันคือทรงผม...ไอ้เป็ดไว้ผมกินเฮด ทรงนี้มันตัดมาั้แ่มัธยมต้นแล้วและก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ด้านข้างกับด้านหลังตัดสั้นจนเกือบเกรียนส่วน้าไว้ยาวกว่าหน่อย สะท้อนความเป็คนง่าย ๆ
ไอ้เป็ดมันเป็คนช่างคุยอัธยาศัยดี และมีนิสัยทะลึ่งทะเล้น เวลาอยู่ด้วยแล้วไม่เคยมี่เงียบมันมักจะแวะมาบ้านผมแทบทุกเย็นหลังเลิกเรียน บางทีก็มาช่วยผมทำการบ้านบางทีก็มานั่งเล่นเกม บางวันก็อยู่ยาวจนค่ำ เล่นเกมเสร็จก็กินข้าวเย็นด้วยกันแล้วค่อยเดินข้ามถนนกลับไป
แม่ผมชอบไอ้เป็ดมากไม่ใช่แค่ชอบในฐานะเพื่อนของลูก แต่ชอบในความเป็คนห่าม ๆ พูดเก่ง ช่างเอาใจและช่างพูดจาสองแง่สองง่ามให้แม่ได้ยิ้มเขิน ไอ้เป็ดรู้ว่าควรพูดยังไงให้แม่ยิ้มรู้ว่าควรช่วยหยิบจับอะไรตอนไหน มันไม่เคยทำตัวเกเรต่อหน้าแม่ หาเื่ตลกมาช่วยทำให้แม่ยิ้มได้บ่อยๆ
ผมดีใจนะที่ไอ้เป็ดเข้ามาในชีวิตของแม่ใน่เวลาที่พ่อไม่มีเวลาให้แม่ความเป็คนพูดมากของมันทำให้บรรยากาศในบ้านเราดูมีชีวิตขึ้นอีกครั้งจากบ้านที่เคยเงียบเกินไป กลับกลายเป็บ้านที่มีเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยและความอบอุ่นแทรกอยู่ในทุกมุมห้อง ไม่ใช่แค่ว่าแม่ยิ้มง่ายขึ้นหรือพูดมากขึ้นเท่านั้น แต่แววตาของแม่... แววตาที่เคยมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความเงียบงันบัดนี้กลับดูอ่อนโยน มีประกายขึ้นอย่างประหลาด
ตลอดเวลาสามปีที่ผมไปนอนบ้านไอ้เป็ดบ้างไอ้เป็ดมานอนบ้านผมบ้าง มันเข้าออกบ้านผมบ่อยครั้งจนเหมือนเป็อีกหนึ่งสมาชิกของบ้านแม่ผมก็ดูแลมันเป็อย่างดี ไม่ใช่แค่ในฐานะแม่ของเพื่อนแต่เหมือนเป็เ้าบ้านที่คอยต้อนรับแขกคนสำคัญอยู่เสมอ ทั้งการจัดที่นอนให้ทั้งการหาขนมของว่างให้ยามผมช่วยไอ้เป็ดติวหนังสือทั้งการเรียกให้มากินข้าวพร้อมกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งการซักเสื้อผ้ากางเกงในให้เวลามันมานอนที่บ้าน
แรก ๆผมก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไรนัก เพราะรู้ดีว่าไอ้เป็ดเป็คนอัธยาศัยดี เข้ากับคนง่ายและมักมีวิธีพูดคุยที่ทำให้ใครต่อใครเอ็นดูอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่แม่เองก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน จึงดูสนิทกับมันเป็พิเศษมากกว่าเพื่อนคนอื่นที่มาบ้าน
แต่พอเวลาผ่านไปความสนิทนั้นเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนผมเองก็เริ่มสังเกตได้โดยไม่รู้ตัวว่าทั้งคู่เริ่มมี่เวลาของกันและกันมากขึ้นเรื่อย ๆโดยไม่จำเป็ต้องมีผมอยู่ตรงกลางเสมอไป
บางวันหลังเลิกเรียนผมกลับบ้านมาก็เห็นแม่กับไอ้เป็ดนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะไม้หลังร้านกาแฟบางวันก็เห็นนั่งเล่นกันในห้องรับแขก มือแม่ถือแก้วชาส่วนไอ้เป็ดนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมหน้าทีวี พูดคุยหัวเราะคิกคักกันในเื่ทั่วไปเหมือนคนรู้จักกันมานานแม้ตอนนั้นผมจะไม่ได้คิดอะไรในทางไม่ดี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลก ๆ ในใจที่คนทะลึ่ง ๆ อย่างไอ้เป็ดดูเข้ากันดีกับคนเรียบร้อย ๆ แบบแม่ได้ดีเกินคาดทั้งที่ทั้งคู่เหมือนเป็ขั้วตรงข้ามกัน
กระทั่ง่หลังๆ มานี้ ไอ้เป็ดมานอนค้างบ้านผมแทบทุกคืน แม้ก่อนหน้านี้จะมีมาบ้างเป็บางครั้งแต่พักหลังกลับถี่ขึ้นจนกลายเป็เื่ปกติ แม่เองก็ไม่ได้ว่าอะไรมิหนำซ้ำยังเตรียมอาหงอาหารไว้ให้เสร็จสรรพทุกครั้งราวกับรู้ล่วงหน้า
ที่ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้นคือ่นี้แม่กับไอ้เป็ดมักกลับบ้านมาพร้อมกันในตอนเย็นหลังจากผมกลับมาจากเรียนพิเศษ เห็นรถ CR-V ของแม่เลี้ยวเข้าบ้านพร้อมกับไอ้เป็ดที่ลงมาจากเบาะหน้าคู่คนขับ
ผมลองถามแม่แบบงงๆ ว่า
"ไปไงมาไงถึงมากับไอ้เป็ดได้ล่ะแม่"
"ก็วันนี้ลูกติดเรียนพิเศษไม่ใช่รึไงแม่เลยต้องให้เป็ดไปช่วยซื้อของเข้าร้าน เพราะในสต็อกจะหมดแล้ว"
แม่ตอบราบเรียบส่วนไอ้เป็ดก็อึกอักเล็กน้อยผมฟังแล้วก็พยักหน้าตาม ไม่ได้คิดมากอะไร เพราะเข้าใจดีว่าแม่เองก็เหนื่อยและบ้านเราก็มีไอ้เป็ดเป็เหมือนลูกอีกคนหนึ่งไปแล้วแต่ไม่รู้ทำไมภาพที่แม่กับไอ้เป็ดลงจากรถมาด้วยกัน หัวเราะคุยกันเบา ๆก่อนจะช่วยกันขนของเข้าครัว แล้วแม่หันไปเปิดประตูให้ไอ้เป็ดด้วยรอยยิ้มบาง ๆที่ดูอบอุ่นผิดปกติภาพนั้นมันค้างอยู่ในหัวผมทั้งคืน
ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไรอาจเป็แค่ความคิดมากของผมเองก็ได้
ตอนนั้นเป็่เย็นของวันศุกร์แสงอาทิตย์ที่เริ่มโรยตัวลดระดับลงจากขอบฟ้า กรองผ่านหมู่เมฆสีส้มอ่อน ๆที่ลอยละล่องเหนือชานเมืองเข้าไปกระทบกระจกหน้าบ้านเป็ประกายทองระยิบผมเดินลงจากรถแท็กซี่ตรงปากซอยข้างหมู่บ้านหลังจากเรียนพิเศษเสร็จเร็วกว่าทุกครั้ง
นาฬิกาบนข้อมือผมบอกเวลา17:06 น. — เร็วกว่าปกติที่ผมจะถึงบ้านราวหนึ่งชั่วโมงเต็มในความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสบายใจว่าจะได้พักผ่อนเร็วกว่าทุกครั้งนั้นกลับมีบางอย่างสะกิดใจอยู่ลึก ๆ อย่างไรชอบกล
เมื่อเดินมาถึงหน้ารั้วบ้านแสงแดด่ท้ายวันยังทอดตัวลงบนตัวอาคารและสนามหญ้าได้อย่างนวลตาผมเห็นร่มสนามสีเบจแถวร้านกาแฟแม่พับเก็บเรียบร้อยเหมือนทุกวันแต่สิ่งที่ต่างออกไปในความคุ้นเคยนั้น กลับเป็มอเตอร์ไซค์คันเก่าจอดอยู่หน้าบ้าน
มอเตอร์ไซค์ที่ดูโทรมขนาดนี้ผมจำได้ดีว่าในแถบหมู่บ้านนี้มีแต่ของไอ้เป็ดเพื่อนรักของผมคนเดียวเท่านั้น
ผมหยุดยืนอยู่หน้าบ้านอย่างนิ่งงันรู้สึกเหมือนใจเต้นเบา ๆ ด้วยความแปลกใจ ตลอดสามปีที่ไอ้เป็ดไปมาหาสู่บ้านผมนั้น มันไม่เคยมาโดยไม่บอกผมก่อนอย่างน้อยมันต้องไลน์มาหา หรือไม่ก็โทรบอกล่วงหน้า แต่วันนี้ไม่มีอะไรเลยไม่มีแม้แต่ข้อความสั้น ๆ
มือผมเอื้อมไปเปิดประตูรั้วเบาๆ พยายามไม่ให้เกิดเสียง ผมเดินเข้าไปในลานจอดรถที่ว่างเปล่า มีเพียงรถ CR-V ของแม่จอดนิ่งอยู่ใต้ชายหลังคาเหมือนทุกวัน บ้านเงียบกว่าปกติเงียบเสียจนผมได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเองกระทบพื้นบล็อกตัวหนอนอย่างชัดเจน
เมื่อเดินเข้าใกล้ตัวบ้านเสียงแอร์คอมเพรสเซอร์จากด้านข้างยังคงทำงานอย่างสม่ำเสมอประตูบ้านปิดสนิทแต่ไม่ได้ล็อก ผมเอื้อมมือไปบิดลูกบิดอย่างแ่เบา แล้วค่อย ๆแทรกตัวเข้าไปข้างในโดยไม่ให้เกิดเสียงแม้แต่น้อย
กลิ่นหอมของกาแฟจางๆ ผสมกับกลิ่นอากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศตีกันอยู่ในโถงรับแขก แต่ไม่มีเสียงทีวีไม่มีเสียงพูดไม่มีเสียงหัวเราะจากแม่หรือเสียงะโหยอกล้อจากไอ้เป็ดอย่างที่เคยได้ยิน
บ้านทั้งหลังเหมือนถูกแช่แข็งไว้ในความสงัดพื้นไม้ลามิเนตสะท้อนแสงแดดยามเย็นลอดม่านโปร่งเบาบาง พลิ้วไหวตามลมจากแอร์อาร์โมนีของความเงียบเริ่มกระซิบเสียงบางอย่างในหัวผมอย่างไม่รู้ตัว
ผมหยุดยืนฟังหัวใจเต้นช้าลงด้วยแรงระแวงอย่างประหลาด สายตาปะทะเข้ากับห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่าหมอนอิงบนโซฟาวางเรียงเรียบร้อย ไม่มีแม้แต่รอยยับจากการนั่งแต่...มีบางอย่างแปลกไป
แล้วในขณะที่ผมกำลังจะก้าวขึ้นบันไดเสียงหนึ่งก็ดังแ่ ๆ จากทิศทางหลังบ้าน
มันไม่ใช่เสียงพูดคุยไม่ใช่เสียงทีวี ไม่ใช่เสียงเปิดน้ำจากอ่างล้างจาน
แต่เป็เสียง...เสียงครางเบา ๆ ที่เหมือนถูกกลั้นไว้ เสียงเปล่งออกมาในลำคออย่างระมัดระวังทว่าหนักแน่นจนแทรกผ่านความเงียบมาแตะโสตประสาทอย่างไม่อาจมองข้าม
ผมหยุดนิ่งหูเงี่ยฟังทันที
"อื๊มมมม..."
เสียงนั้นเบาราวกับสายลมแต่ชัดเจนจนทำให้ขนลุกวาบ มันดังมาจากทางโซนครัว ซึ่งอยู่ถัดไปจากโถงรับแขกด้านหลังสุดของบ้านบริเวณที่เป็เคาน์เตอร์บิวท์อินยาวไปจนติดกระจกเลื่อนเปิดออกไปสวนหลังบ้าน
ผมหายใจเข้าลึกอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ความรู้สึกที่ผสมกันระหว่างความสงสัย ความกลัว และบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ทำให้หัวใจผมเต้นถี่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ผมก้าวเท้าอย่างระมัดระวังพยายามลงน้ำหนักเบาที่สุด ลมหายใจสะดุดทุกย่างก้าวนิ้วมือแตะขอบผนังข้างประตูทางเข้าสู่โซนครัว
เสียงนั้นยังคงอยู่
"อื้มม... อือ..."
มันไม่ใช่เสียงร้องไห้ไม่ใช่เสียงเ็ป แต่มัน... กลับมีน้ำเสียงบางอย่างที่คล้ายกับความพึงพอใจความหวิวไหวบางอย่างที่ผมไม่เคยได้ยินจากปากของแม่หรือแม้แต่ใครก็ตามในบ้านหลังนี้มาก่อน
ภาพมอเตอร์ไซค์คันเก่าของไอ้เป็ดที่หน้าบ้านลอยขึ้นมาในหัวอีกครั้งพร้อมกับจังหวะหายใจหอบ ๆ ที่แ่อยู่ภายในห้องครัว
ผมไม่กล้าเดินเข้าไปให้ลึกกว่านี้ได้แต่แนบตัวกับผนังข้างประตู สองมือกำเข้าหากันแน่นจิตใจสั่นระรัวเหมือนถูกพายุอารมณ์ถาโถม
หัวใจผมเต้นแรงจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นอีกแต่เสียงนั้น... เสียงครางอ่อน ๆ นั้นยังคงลอดออกมาจากครัวอย่างต่อเนื่อง ไม่เร่งไม่เร้า แต่ทว่าทรงพลังอย่างยิ่งยวด
ไม่รู้ว่าผมยืนอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแต่นาทีนั้น ทุกวินาทีคือความยาวนานของความไม่แน่ใจ ความสั่นไหวที่เกาะกุมอยู่ในอกความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายว่าคืออะไรแน่