"กลวิธีเฉพาะทาง? หมายความว่าอย่างไร?"
ผู้นำตระกูลถามถังฉีแทนคนอื่น ๆ
“หมายความว่า ข้าจะจัดหากลวิธีเฉพาะทางในการเพาะเลี้ยงหอยกาบ ส่วนพวกท่านก็ร่วมลงทุนกับข้าเพื่อเพาะเลี้ยงหอยกาบร่วมกัน และท้ายที่สุด ข้าจะได้ส่วนแบ่งเพิ่มหนึ่งส่วน”
"เราไม่มีข้อโต้แย้ง!"
หลังจากฟังคำกล่าวของถังฉี คนที่เหลือก็ยิ้มออกมา พวกเขาไม่คิดว่าคำขอของเด็กหญิงนั้นมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากขายไข่มุกในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ พวกเขาทุกคนอาจต้องเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการตัดสินใจในวันนี้ก็เป็ได้
แต่แน่นอนว่ามันคือเื่ของอนาคต ดังนั้นไม่จำเป็ต้องเอ่ยถึงในตอนนี้
ถังฉีขอให้พวกเขาเสาะหาหอยกาบมาจากที่ต่าง ๆ ภายหลังการจัดสรร พวกมันจะถูกนำไปวางในคุ้งน้ำฝั่งตะวันออก
ในนานทุกคนก็เห็นพ้องต้องกัน และถังฉีก็หยิบเงินที่นางมีออกมา
ผู้นำตระกูลบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน และจะแจ้งให้ชาวบ้านคนอื่น ๆ ทราบในภายหลัง
"ผู้นำตระกูล ก่อนจะมอบเงินให้พวกเขา อย่าลืมเขียนเป็ลายลักษณ์อักษรด้วยนะเ้าคะ"
ถังฉีที่กำลังจะจากไป ชะงักฝีเท้ากะทันหัน
ชาวบ้านผู้ร่วมลงทุนก็ชะงักเช่นกัน หันมามองดูเด็กหญิงด้วยสายตาใคร่รู้
“หืม? ฉีเอ๋อร์ อธิบายทีสิ”
ถังฉีมั่นใจในเทคนิคการเพาะเลี้ยงหอยกาบของตนเองมาก!
“หากการเพาะเลี้ยงหอยกาบของเราเป็ไปได้ด้วยดี แล้วชาวบ้านที่ไม่ร่วมลงทุนเกิดอิจฉาขึ้นมาจะทำอย่างไรเ้าคะ ดังนั้น ก่อนจะให้เงินเราต้องระบุเป็ลายลักษณ์อักษรก่อน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปที่คุ้งน้ำฝั่งตะวันออก และหากจับได้ว่ามีคนมาลักลอบเก็บหอยกาบ ต้องเสียค่าปรับหนึ่งร้อยตำลึงต่อหอยหนึ่งตัว”
เมื่อกล่าวจบ ถังฉีก็เหยียดนิ้วชี้เรียวยาว ย้ำเตือนจำนวนหอยกาบเทียบกับค่าปรับสูงลิ่ว
“ตระกูลถังสร้างคนที่น่าทึ่งขึ้นมาแล้ว ช่างน่าเสียดายที่นางเป็เด็กผู้หญิง”
เสียงทอดถอนใจดังขึ้นรอบ ๆ
“ข้าเห็นควรให้ระบุเงื่อนไขของฉีเอ๋อร์ด้วย!”
ถังซานจางเ้าของที่ดินรายใหญ่ตอบรับ
เขาเป็เ้าของที่ดินจำนวนมาก จึงรู้ถึงความสำคัญของสัญญา
เมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ คนอื่น ๆ ก็พยักหน้าอย่างเห็นพ้องต้องกัน ผู้นำตระกูลจึงตกลงเพิ่มเงื่อนไขนี้เข้าไป
จากนั้น ถังฉีก็จากไปด้วยความพึงพอใจ
อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้กลับบ้านในทันที แต่ไปยังคุ้งน้ำฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน สังเกตอย่างละเอียดและคิดแผนการคร่าว ๆ
นางวางแผนจะเลี้ยงปลาและกุ้งในคุ้งน้ำนี้ และตั้งตาข่ายเพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันว่ายไปตามกระแสน้ำ
สิ่งนี้จะสร้างห่วงโซ่อาหารที่สมบูรณ์แบบ
ระหว่างเพาะเลี้ยงหอยกาบ พวกเขายังสามารถจับปลาไปขายในเมืองได้อีกด้วย!
ไม่ว่าอย่างไร นางจะไม่ยอมให้ชาวบ้านที่ยอมร่วมลงทุนกับนางต้องขาดทุน
เมื่อถังฉีกลับถึงบ้านก็เป็เวลาเที่ยงวันแล้ว ขณะที่นางกำลังจะไปที่ห้องครัว นางก็เห็นถังซานยกจานออกมาจากครัว
“พี่ใหญ่ ข้าเห็นท่านไปที่ทางตะวันออกของหมู่บ้านและเดาว่าคงไม่มีเวลาทำอาหาร ถึงจะไม่อร่อยเท่ารสมือท่าน แต่มาลองชิมอาหารที่ข้าทำวันนี้กันเถอะ”
เมื่อเห็นถังฉีกลับมา ถังซานก็เอ่ยด้วยความดีใจ
"เยี่ยมมาก ได้ลิ้มรสอาหารฝีมือถังซานของเราด้วย!"
ความอบอุ่นวาบขึ้นในใจของถังฉี ความรู้สึกที่ได้กลับบ้านมากินอาหารที่ครอบครัวเตรียมไว้ช่างวิเศษเหลือเกิน!
ถังฉีลิ้มรสอาหารอย่างละเมียดละไม
อันที่จริง ฝีมือการทำอาหารของถังซานค่อนข้างดีทีเดียว ดีกว่าร้านอาหารบางร้านที่โลกเดิมด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม เขาไม่กล้าใช้น้ำมันมากเกินไป ผักจึงมีรสปร่าเล็กน้อย
ถังเจียงพลันเลิกคิ้วแล้วเริ่มกินอย่างเต็มที่
“น้องรอง อาหารของเ้ารสชาติดีทีเดียว แต่เ้าใช้น้ำมันน้อยเกินไป จึงขาดความกลมกล่อมอยู่บ้าง”
ถังฉีติชมด้วยสีหน้าจริงจัง
ในห้วงมิติ มีน้ำมันปรุงอาหารเพียงพอให้ครอบครัวของนางใช้ไปหลายชั่วอายุคน
ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องประหยัดสักนิดเดียว
“ข้ารู้ว่าเ้าลังเล แต่ในฐานะพี่สาวคนโต ข้าบอกแล้วว่าจะไม่มีวันปล่อยให้พวกเ้าหิวอีกต่อไป และด้วยเงินจากการขายไข่มุกเมื่อวานนี้ เราจะซื้อบ้านในเมืองและใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลก็ยังได้!”
“พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ต่อไปนี้จะไม่งกเครื่องปรุงทำอาหารอีก”
ถังซานรู้ดีว่าอาหารที่เขาปรุงนั้นด้อยกว่าถังฉีมาก
หลังจากได้รับคำมั่น ถังฉีก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อ
หลังมื้ออาหาร ถังเจียงกำลังจะล้างจาน แต่ถูกถังสุ่ยห้ามไว้
"เ้าไปเล่นกับถังเหอเถอะ ข้าจะล้างจานเอง แต่เมื่อเสร็จแล้วเ้าต้องสอนข้าอ่าน 'คัมภีร์ร้อยแซ่พันธุ์ั' นะ"
"ได้เลย!" ถังเจียงรับคำพลางเกาศีรษะ
ถังฉีมองด้วยความสงสัย
แต่นางก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ก่อนจะบอกให้ถังสุ่ยไปที่บ้านของผู้นำตระกูลเพื่อขอให้ท่านอาโส่วเหรินพานางไปส่งในเมืองใน่บ่าย จากนั้นจึงกลับไปที่ห้องของตนเอง
นางจำเป็ต้องเตรียมของบางอย่างสำหรับการเดินทางเข้าเมืองใน่บ่ายเพื่อจับจ่ายซื้อของ
เวลานั้น นางก็ตระหนักได้ว่าการเดินทางในยุคนี้ไม่สะดวกสบายเพียงใด
นางเคยคิดจะซื้อเกวียนเทียมลาหรือวัว แต่พวกเขาเพิ่งแยกจากบ้านเก่าได้ไม่นาน คงไม่เหมาะสมนักหากจะซื้อในตอนนี้
นอกจากนี้ นางยังต้องออกเดินทางให้มากขึ้นเพื่อทำความเข้าใจทุกสิ่งเกี่ยวกับโลกนี้
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด เสียงล้อเกวียนก็ดังมาจากด้านนอก ถังฉีไม่คิดว่าถังโส่วเหรินจะมาถึงเร็วขนาดนี้!
นางจึงเดินมาออกจากห้อง
“ฉีเอ๋อร์ สุ่ยเอ๋อร์เพิ่งบอกว่าเ้าอยากเข้าเมือง พ่อของข้าจึงบอกให้ข้ารีบมา!”
ถังโส่วเหรินพูดด้วยรอยยิ้ม
"ใช่แล้วเ้าค่ะท่านอาโส่วเหริน ข้าอยากเข้าเมืองไปซื้อของบางอย่าง และยังมีเครื่องเขียน เช่นพู่กัน หมึก กระดาษ และหินฝนหมึกด้วย"
ถังฉีรู้สึกว่าการทำหลาย ๆ อย่างที่บ้านไม่สะดวกเอาเสียเลย
และในเมื่อผู้นำตระกูลทราบแล้วว่านางมีเงินอยู่จำนวนหนึ่ง นางจึงวางแผนที่จะซื้อผ้าห่มผืนใหม่ให้กับพวกน้องชายด้วย
นางจึง้าเกวียนเทียมวัวเพื่อขนของเ่าั้
“เอาละ เอาละ พ่อของข้าบอกให้ข้าไปกับเ้า และถ้าเ้าจะซื้ออะไรสำหรับการเพาะเลี้ยงหอยกาบ ข้าจะได้ร่วมทุนด้วย!”
"เ้าค่ะ เราไปที่เมืองกันเถอะ พวกเ้าอยู่บ้านและเป็เด็กดีนะ ข้ามีเื่สำคัญจะบอกพวกเ้าเมื่อข้ากลับมา!"
ถังฉีกำชับน้องชายอย่างจริงจัง ซึ่งทุกคนก็พยักหน้ารับอย่างจริงจังเช่นกัน
ไม่นาน เกวียนเทียมวัวก็ออกจากหมู่บ้านและลับตาไป
“แหมๆ เ้าพวกเด็กเหลือขอ ริอ่านใส่เสื้อผ้าชุดใหม่กันหรือ?”
นางเสี่ยวฉินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเหยียดหยันเกินจะเอ่ย
นางจับตามองมาสักพัก ก่อนจะปรากฏตัวเมื่อแน่ใจว่าถังฉีจากไปแล้ว
ใจหนึ่งนางก็หวาดกลัวถังฉี ด้วยรู้สึกว่าไม่สามารถเค้นข้อมูลใด ๆ จากปากของนางได้
ในทางกลับกัน นางอยากเห็นท่าทีของเด็ก ๆ ที่มีต่อนาง หากไม่ปกติ ก็แปลว่าถังฉีบอกอะไรบางอย่างกับพวกเขา
“ท่านป้า...”
ถังซานไม่คิดว่าจู่ ๆ นางเสี่ยวฉินจะมาที่นี่อย่างกะทันหัน จึงกอดถังเหอไว้แน่นในทันที
“ท่านป้า ถังฝูกับถังเสวี่ยยังมีเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ใส่อยู่ตลอด เหตุใดพวกเราจะใส่บ้างไม่ได้?”
ถังเฟิงกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ฮึ่ม เ้าปีศาจน้อย บังอาจเปรียบเทียบตัวเองกับลูกชายและลูกสาวของข้าหรือ?”
******************