กฎเหล็กข้อที่หนึ่งของพู่กันคือสิ่งที่ผมต้องท่องจำให้ขึ้นใจประหนึ่งปฏิญญาสากล...
'ในที่ทำงาน ห้ามมีท่าทีสองมาตรฐานเด็ดขาด บอสต้องปฏิบัติต่อผมเหมือนพนักงานและเด็กฝึกงานปกติทั่วไป ห้ามแสดงความสนิทสนมออกนอกหน้า'
ผมพรูลมหายใจยาวเหยียดพยายามปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งดุจประติมากรรมหินสลัก นิ้วมือเรียวยาวเคาะลงบนแฟ้มเอกสารสัญญาร่วมทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้านอย่างเป็จังหวะเชื่องช้า ทว่าความจริงแล้ว สายตาของผมกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษรภาษาอังกฤษที่ระบุข้อตกลงทางกฎหมายเ่าั้เลยแม้แต่น้อย มันคอยจะละสายตาไปหยุดอยู่ที่หน้าจอมือถือซึ่งวางคว่ำหน้าอยู่ข้างๆ แฟ้มงานเกือบจะทุกสามนาที
ผมพยายามทำตัวเป็ 'บอสจอมมาร' หน้านิ่งดุดันผู้เคร่งขรึมตามที่พนักงานใน T-Group เล่าลือกันเพื่อทำตามความ้าของเด็กดี แต่ในส่วนลึกของหัวใจ... ผมโหยหาอยากจะเดินลงลิฟต์แก้วไปที่ชั้น 3 ไปยืนดูร่างโปร่งบางขะมักเขม้นสเกตช์ภาพทางเข้าโครงการ T-Forest ใจจะขาด แค่ได้เห็นเสี้ยวใบหน้ากลมมนของเขาตอนที่ผมลงไปตรวจงานบ่ายวันนี้ มันไม่เพียงพอต่อการบรรเทาความคลั่งรักที่กักขังอยู่ในอกนี้ได้เลย
ครืด... ครืด...
โทรศัพท์สั่นะเืสั้นๆ สองครั้งบนโต๊ะทำงานไม้ราคาสูงลิ่ว ผมขยับตัวรวดเร็วราวกับมีสปริงติดอยู่ที่หลังมือ คว้ามันขึ้นมาสแกนใบหน้าเปิดล็อกแทบจะในเสี้ยววินาที ไอคอนแอปพลิเคชัน LINE ปรากฏตัวเลขแจ้งเตือนข้อความใหม่สีแดง ทันทีที่เห็นชื่อผู้ส่งว่าเป็ 'คนดีของพี่' หัวใจที่เคยเต้นราบเรียบและแห้งแล้งเมื่อครู่ก็พลันพองโตฟูฟ่องขึ้นมาทันที
พู่กัน: 'พี่ธีร์ครับ เย็นนี้ไปทานอาหารค่ำร้านส้มตำ/ปิ้งย่างแถวคอนโดกันไหมครับ พอดีผมอยากพาพี่ธีร์ไปแนะนำให้พี่ส้มกับเติ้ลรู้จักอย่างเป็ทางการด้วย พี่ๆ เขาเป็ห่วงผมมากเลยั้แ่วันก่อน... อ้อ! มื้อนี้บอสใหญ่ต้องเป็เ้ามือเลี้ยงพวกเรานะครับ! ????????????'
ผมอ่านข้อความสั้นๆ นั้นซ้ำไปซ้ำมาถึงสามรอบ มุมปากที่เคยเม้มตึงเป็เส้นตรงขยับโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่ ความอบอุ่นซาบซ่านแล่นริ้วไปทั่วร่าง พู่กันอยากแนะนำผมให้กลุ่มเพื่อนร่วมงานของเขารู้จัก... นั่นแปลว่าเขาพร้อมที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์ของเราสองคนให้คนรอบข้างรับรู้แล้วใช่ไหม นี่มันยิ่งกว่าการเซ็นสัญญาข้อตกลงร่วมทุนที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีเสียอีก!
ผมรีบกดรัวแป้นพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความกระตือรือร้นทันที
ธีร์: 'ตกลงครับคนดี ร้านไหนส่งโลเคชันมาได้เลยครับ เย็นนี้พี่เป็เ้ามือเอง สั่งได้เต็มที่เลยครับ'
หลังจากกดส่งข้อความเสร็จ ผมก็นั่งอมยิ้มกับหน้าจออยู่อีกครู่ใหญ่ประหนึ่งคนบ้างานที่เพิ่งเสียสติ ก่อนจะเงยหน้าปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งขรึมเป็ทางการดังเดิมเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูห้องทำงาน
—--------
"คุณเก๋ครับ" ผมเอ่ยเรียกเลขาฯ ส่วนตัวที่เดินนำเอกสารล็อตสุดท้ายเข้ามาส่ง
"ค่ะบอส มีอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าคะ?" คุณเก๋ถามพลางเตรียมหยิบสมุดจดบันทึกการสั่งงาน
"ยกเลิกหรือเลื่อนนัดหมาย่ค่ำของผมทั้งหมดออกไปเลยครับ รายการนัดทานข้าวกับบอร์ดบริหารของบริษัทคู่ค้าให้เลื่อนไปเป็สัปดาห์หน้าแทน"
"เอ่อ... ได้ค่ะบอส จะให้แจ้งทางฝั่งโน้นว่าบอสติดภารกิจด่วนอะไรดีคะ?"
คุณเก๋ถามอย่างสุภาพแต่แววตาระยิบระยับล้อเลียนจางๆ ราวกับจะรู้ทัน
"แจ้งไปว่าผมมีธุระสำคัญส่วนตัวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้... สำคัญมากครับ"
ผมตอบเสียงนิ่งขรึม แต่ความจริงในใจกลับร้อนรนอยากให้ถึงเวลาเลิกงานในอีกสิบนาทีข้างหน้านี้เร็วๆ
ผมรีบปิดแฟ้มงานตรงหน้า จัดการระเบียบเอกสารบนโต๊ะทำงานให้เข้าที่เข้าทาง มือหนาเอื้อมไปคลายปมเนกไทผ้าไหมสีเทาชาร์โคลที่ผูกแ่าจนอึดอัดมาทั้งวันให้หลวมลงเล็กน้อย ปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตเม็ดบนสุดออกหนึ่งเม็ดเพื่อเปลี่ยนลุคให้ดูเป็ทางการน้อยลงและดูเข้าถึงง่ายขึ้นเล็กน้อย ทว่ายังคงรักษาภาพลักษณ์ที่ดูดีเอาไว้
ผมเดินลงไปยังลานจอดรถ VIP สตาร์ตเครื่องยนต์ Aston Martin คันหรูคู่ใจ เสียงเครื่องยนต์คำรามต่ำเบาๆ ในความเงียบสงบ ผมเปิดระบบนำทางมุ่งตรงไปยังพิกัดร้านส้มตำและปิ้งย่างแถวคอนโดของพู่กันที่น้องส่งมาให้ในไลน์
ตลอดเส้นทางการขับรถในยามเย็นที่การจราจรค่อนข้างติดขัด ผมกลับไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดเหมือนทุกครั้ง หัวใจของผมบีบรัดตัวด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่เรียกว่า 'ความประหม่าอย่างรุนแรง'
ใช่... ผมประหม่า ประหม่ายิ่งกว่าตอนที่ต้องก้าวขึ้นไปเจรจาดีลควบรวมกิจการมูลค่าหมื่นล้านบาทในห้องประชุมใหญ่ต่อหน้าผู้ถือหุ้นระดับประเทศเสียอีก เพราะครั้งนี้ คนที่ผมกำลังจะไปเผชิญหน้าไม่ใช่คู่ค้าทางธุรกิจที่วัดกันด้วยผลประโยชน์และตัวเลข แต่พวกเขาคือ 'พี่ส้ม' หัวหน้าแผนกผู้คอยดูแลประคบประหงมพู่กัน และ 'เติ้ล' เพื่อนร่วมงานที่เป็เพื่อนสนิทร่วมชะตากรรมฝึกงานของพู่กัน
พวกเขาเปรียบเสมือนครอบครัวที่ทำงานของพู่กัน เป็คนที่คอยปกป้องห่วงใยพู่กันในยามที่น้องเผชิญความกดดันในการทำงาน ผม้าให้พวกเขารับรู้และเห็นด้วยสายตาตัวเองว่า ผมรักและทะนุถนอมพู่กันด้วยหัวใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ในฐานะ CEO เ้าเล่ห์ที่ใช้อำนาจหน้าที่มาล่อลวงหรือเห็นน้องเป็เพียงของเล่นชั่วคราว ผมไม่อยากให้พู่กันต้องลำบากใจในการทำงานร่วมกับพวกเขาเพราะความสัมพันธ์ของเราสองคน
ผมขยับตัวเล็กน้อยพลางกระชับพวงมาลัยรถแน่นขึ้น ความกังวลฉายชัดในใจว่าผมจะทำตัวเข้ากับพวกเขาได้ไหม? บุคลิกขรึมนิ่งถามคำตอบคำของผมจะทำให้โต๊ะอาหารมื้อนี้กร่อยสนิทหรือเปล่า? คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวของผมไปตลอดทางจนกระทั่งรถสปอร์ตสีดำคันหรูแล่นมาจอดที่ลานจอดรถใกล้ร้านอาหาร
—-------
บรรยากาศของร้านอาหารส้มตำและปิ้งย่างริมทางขนาดกลางค่อนข้างครึกครื้นและอบอวลไปด้วยควันหอมกรุ่นของหมูย่าง ไก่ย่าง และกลิ่นส้มตำรสแซ่บโชยมาเตะจมูก แสนไฟสีเหลืองนวลจากหลอดไฟนีออนประดับตกแต่งตามซุ้มไม้ไผ่และโต๊ะเก้าอี้ไม้ธรรมดาสบายๆ ช่างแตกต่างจากบรรยากาศภัตตาคารหรูหราห้าดาวที่ผมมักจะไปคุยงานธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ทว่าในเวลานี้ กลิ่นอายความเรียบง่ายและเสียงหัวเราะพูดคุยโวยวายของลูกค้าในร้านกลับทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทีละน้อย
ผมสาวเท้าก้าวเข้าไปในร้าน สายตาสอดส่ายมองหาร่างโปร่งบางที่แสนคุ้นตา ก่อนจะพบว่าพู่กันนั่งอยู่บริเวณโต๊ะไม้ตัวยาวมุมด้านในสุดของร้าน ขนาบข้างด้วยหญิงสาวรูปร่างอวบอัดในชุดสีสันสดใสชวนสะดุดตาซึ่งน่าจะเป็พี่ส้ม และเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันท่าทางกวนๆ ที่แต่งตัวง่ายๆ น่าจะเป็เติ้ล
ทันทีที่ผมก้าวเท้าเข้าไปใกล้บริเวณโต๊ะอาหาร เสียงหัวเราะครึกครื้นที่เคยดังขึ้นก่อนหน้านี้พลันสะดุดกึกเงียบลงทันตาเห็น
พี่ส้มและเติ้ลหันมามองผม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ทั้งสองคนจะรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนตรงแหน็ว ก้มหัวลีบจนแทบจะติดอกพร้อมกับยกมือไหว้ทักทายผมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและสีหน้าหวาดเกรงอย่างชัดเจน
"สวัสดี... สวัสดีค่ะบอส!" พี่ส้มเอ่ยเสียงสั่น ตะกุกตะกักลนลานจนเกือบทำกระดาษทิชชู่บนโต๊ะร่วง
"สวัส... สวัสดีครับบอสธีร์!" เติ้ลตัวเกร็งแข็งทื่อราวกับทหารใหม่รายงานตัวต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด
บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารเกร็งสนิทราวกับผมเพิ่งจะเปิดฉากการประชุมวิเคราะห์วิกฤตเศรษฐกิจระดับชาติหรือนำทัพเข้ามาทวงหนี้สิน พู่กันเห็นท่าทางตัวลีบเหมือนลูกนกตกน้ำของพี่ๆ แล้วก็หลุดขำคิกคักพลางดึงแขนเสื้อพี่ส้มให้นั่งลง
"พี่ส้ม เติ้ล นั่งลงเถอะครับ พี่ธีร์ไม่ได้มาตรวจงานนะ นั่งตามสบายเลยครับ"
พู่กันพูดเสียงใสพลางหันมาส่งยิ้มตาหยีให้ผม
ผมลอบถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ รู้สึกได้ทันทีว่าหากผมยังคงสวมมาดประธานผู้ยิ่งใหญ่หน้านิ่งไร้อารมณ์เหมือนตอนอยู่ห้องประชุมชั้น 45 มื้อค่ำวันนี้คงจบลงด้วยความอึดอัดจนอาหารกลืนไม่ลงคอแน่ๆ ผมจึงตัดสินใจสลัดภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามนั้นทิ้งไปเสีย
ผมถอดเสื้อสูทสีเทาชาร์โคลตัวนอกที่สั่งตัดพิเศษราคาแพงระยับพาดทิ้งไว้กับพนักเก้าอี้ไม้ข้างตัวอย่างไม่นึกเสียดาย พับม้วนแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นมาจนถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเืนูนเด่นชัดเจนตามประสาคนออกกำลังกาย จากนั้นผมก็ขยับตัวนั่งลงข้างๆ พู่กัน
"นั่งเถอะครับ วันนี้หลังเวลางานแล้ว ไม่ต้องเรียกบอสหรอกครับ เรียกผมว่าธีร์ธรรมดาก็ได้"
ผมเอ่ยด้วยโทนเสียงทุ้มต่ำที่สุภาพและนิ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อทลายกำแพงความเกร็ง
ทว่าพี่ส้มและเติ้ลยังคงนั่งตัวตรงเป๊ะ แววตาเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก ผมจึงขยับตัวหยิบเหยือกน้ำพลาสติกที่วางอยู่กลางโต๊ะ คีบน้ำแข็งใส่แก้วสเตนเลสเรียบง่าย แล้วรินน้ำดื่มเย็นๆ ส่งให้พี่ส้มและเติ้ลด้วยตัวเองทีละแก้ว
เฮือก!
พี่ส้มสะดุ้งตัวโยน รีบยื่นสองมือมารับแก้วน้ำจากผมด้วยความนอบน้อมประหนึ่งรับพระราชทานรางวัลเกียรติยศสูงสุด
"ขะ... ขอบคุณค่ะบอส! เอ๊ย คุณธีร์... โอ๊ย ส้มใจหายใจคว่ำหมดเลยค่ะ"
"ขอบคุณครับคุณธีร์"
เติ้ลกลืนน้ำลายอึกใหญ่ รับแก้วน้ำไปถือไว้เกร็งๆ สายตาสบกับพู่กันคล้ายจะถามว่า
'มึงพาประธานมาฆ่ากูหรือเปล่าเนี่ย?'
ผมลอบยิ้มบางๆ พยายามชวนคุยเพื่อละลายพฤติกรรม
"ร้านนี้ส้มตำอร่อยใช่ไหมครับ พู่กันเล่าให้ฟังว่าพี่ส้มชอบพามาทานบ่อยๆ หลังเลิกงาน"
พอได้ยินคำพูดที่เป็กันเองและน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยนลงกว่ามาดจอมโหดในบริษัทอย่างเห็นได้ชัด แววตาสั่นกลัวของพี่ส้มก็เริ่มผ่อนคลายลง ร่างอวบอัดค่อยๆ เอนพิงพนักเก้าอี้พลางส่งยิ้มแห้งๆ
"ใช่ค่ะคุณธีร์... แผนกเราถ้าวันไหนเครียดหนักๆ ก็จะมาลงกับส้มตำปูปลาร้าพริกสิบเม็ดนี่แหละค่ะ... แหม แต่ไม่คิดเลยว่าระดับคุณธีร์จะมาร้านธรรมดาแบบนี้ด้วย"
"พู่กันชอบทานที่ไหน ผมก็ชอบทานที่นั่นแหละครับ" ผมตอบสั้นๆ พลางเหลือบมองเด็กดีข้างตัว แววตาคมคายทอประกายหวานเชื่อมขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
—------
ไม่นานนัก อาหารปิ้งย่างและส้มตำนานาชนิดที่พู่กันเป็คนสั่งก็ถูกนำมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ กลิ่นอายความเผ็ดร้อนและไอความร้อนจากเตาปิ้งย่างหมูกระทะและกุ้งแม่น้ำเผาตัวโตสีส้มสดพวยพุ่งขึ้นมา บรรยากาศเริ่มกลับมาคึกคักขึ้นตามธรรมชาติของร้าน
พู่กันสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเตรียมใจ ขยับตัวนั่งหลังตรงแล้วหันไปมองหน้าพี่ส้มกับเติ้ลที่กำลังมองพวกเราตาไม่กะพริบ
"พี่ส้มครับ... เติ้ล..." พู่กันเอ่ยเสียงใส แต่แก้มใสขึ้นสีอมชมพูระเรื่อลามไปทั่วใบหน้าจนถึงใบหูเล็ก
"คือ... พวกเราคบกันอยู่ครับ พี่ธีร์เป็... แฟนของผมเองครับ"
เคร้ง!
ช้อนส้อมในมือของพี่ส้มร่วงหลุดกระทบจานกระเบื้อง หญิงสาวอ้าปากค้างกว้างจนแทบจะยัดกุ้งเข้าไปได้ทั้งตัว ดวงตาโตเบิกกว้างจ้องมองมาทางผมสลับกับพู่กันราวกับไม่เชื่อหูตนเอง ส่วนเติ้ลที่เพิ่งคีบหมูย่างร้อนๆ เข้าปาก ถึงกับหยุดเคี้ยวไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกโพลงค้าง นิ่งงันไปราวกับถูกแช่แข็ง ลืมแม้กระทั่งจะกลืนหรือคายหมูย่างในปากออกมา
"พะ... พู่กัน... มึงไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม?"
เติ้ลค่อยๆ เคี้ยวและกลืนหมูย่างลงคออย่างยากลำบาก เอ่ยถามเสียงสั่นเครือ
"นี่….นี่คือบอสใหญ่ T-Group นะมึง!คนที่ไล่ผู้จัดการฝ่ายขายออกเมื่อเดือนก่อนเพราะพิมพ์งานผิดนิดเดียวนะ!"
"ไอ้เติ้ล! พูดอะไรเกรงใจคุณธีร์เขาบ้าง"
พี่ส้มตีแขนเติ้ลดังเพียะใหญ่จนสะดุ้งกันทั้งโต๊ะ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มแห้งให้ผมแล้วกระแอมไอแก้เขิน
"เอ่อ... คือ ส้มใน่ะค่ะคุณธีร์ น้องพู่กันก็ตัวแค่นี้..."
"ผมเข้าใจครับ"
ผมพยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าจริงจังทว่าอ่อนโยน เอื้อมมือหนาไปวางลงบนหลังมือเล็กของพู่กันที่วางอยู่บนโต๊ะเบาๆ กุมมือประสานนิ้วเข้าด้วยกันต่อหน้าเพื่อนๆ ของเขาเพื่อยืนยันสถานะ
"ผมรักพู่กันจริงๆ ครับ และตั้งใจจะดูแลเขาให้ดีที่สุด พี่ส้มกับเติ้ลไม่ต้องกังวลเื่การทำงานหรือกลัวว่าผมจะมารังแกน้องนะครับ ผมสัญญาว่าจะทะนุถนอมเขาอย่างดี"
คำยืนยันหนักแน่นและแววตาจริงจังไม่มีแววล้อเล่นของผมทำเอาพี่ส้มยกมือขึ้นทาบอก แววตาของเธอสั่นไหวไปด้วยความซาบซึ้งและโล่งใจ ขณะที่เติ้ลมองมือที่กุมกันแน่นแล้วยกมือยอมจำนนพยักหน้ารับคำหงึกๆ
"โอย... ส้มโล่งอกไปทีค่ะ คุณธีร์พูดขนาดนี้ ส้มก็เบาใจ น้องพู่กันเปิ่นๆ ซุ่มซ่ามจะตาย ส้มล่ะกลัวว่าจะโดนบอส... เอ๊ย คุณธีร์รังแกเอา แต่เห็นคุณธีร์อ่อนโยนกับน้องขนาดนี้ ส้มก็ยินดีด้วยจริงๆ ค่ะ"
พี่ส้มยิ้มกว้างออกมาด้วยความจริงใจ
หลังจากที่ปลดล็อกความจริงแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็พลิกผันจากความเกร็งออฟฟิศกลายเป็ความสนุกสนานและเป็กันเองอย่างรวดเร็ว พี่ส้มเริ่มเปิดฉากเผาความเปิ่นและความซุ่มซ่ามของพู่กันสมัยเข้ามาทำงานวันแรกๆ ให้ผมฟังอย่างสนุกสนาน โดยมีเติ้ลคอยพยักหน้าเสริมรับมุกเป็ระยะๆ ส่วนพู่กันได้แต่ทำหน้ามุ่ยบ่นพึมพำแก้มป่องประท้วงพี่ๆ อยู่ข้างตัวผม
ทว่าสิ่งที่ดึงสายตาของพี่ส้มและเติ้ลให้จับจ้องมากที่สุดกลับไม่ใช่เื่เล่าตลกเ่าั้ แต่เป็พฤติกรรมของประธานบริหารสูงสุดของ T-Group อย่างผมต่างหาก
ผมหยิบถุงมือพลาสติกที่ทางร้านเตรียมไว้ให้มาสวมใส่ ค่อยๆ ขยับนิ้วจับกุ้งแม่น้ำเผาร้อนๆ ตัวโตขึ้นมา บรรจงแกะเปลือกแข็งๆ สีแดงส้มออกทีละส่วนอย่างประณีตและตั้งอกตั้งใจราวกับกำลังเจียระไนอัญมณีล้ำค่า ผมดึงส่วนหัว รูดเปลือกหาง และแยกมันกุ้งสีส้มเยิ้มออกอย่างเบามือ จนเหลือเพียงเนื้อกุ้งขาวนุ่มเด้งดึ๋งแล้วนำไปวางใส่จานของพู่กันอย่างทะนุถนอม
"ทานเยอะๆ นะครับคนดี ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว" ผมเอ่ยเสียงนุ่ม
"พี่ธีร์แกะช้าจัง ผมรอกินจนหิวโซแล้วเนี่ย" พู่กันหันมาบ่นงึมงำใส่ผมเบาๆ แง่งอนน่ารักน่าเอ็นดู
"ขอโทษครับ กุ้งมันร้อน... เดี๋ยวพี่เร่งมือให้เร็วขึ้นทันทีครับ"
ผมไม่ได้โกรธเคืองกับคำบ่นนั้นเลยแม้แต่น้อย กลับหลุดยิ้มอ่อนโยน รีบหยิบกุ้งตัวใหม่มาแกะต่อทันที
พู่กันมองท่อนแขนแกร่งที่ม้วนพับแขนเสื้อขึ้นมาลุยแกะกุ้งปิ้งย่างป้อนเขาอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าน่ารักอมยิ้มแก้มตุ่ยพลางใช้ตะเกียบคีบหมูสามชั้นย่างเกรียมๆ หอมๆ จิ้มน้ำจิ้มแจ่วรสเลิศ ยื่นมาจ่อตรงริมฝีปากของผมเป็การตอบแทน
"อ่ะ... ป้อนครับพี่ธีร์ แกะไปกินไปด้วยสิครับ"
ผมอ้าปากรับหมูย่างคำโตที่น้องป้อนให้เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างว่าง่ายประหนึ่งสัตว์เลี้ยงแสนเชื่อง แววตาคมคายทอดมองคนป้อนด้วยความรักใคร่อย่างล้นอกล้นใจโดยไม่แคร์สายตาของคนอื่นรอบข้างเลยแม้แต่นิดเดียว
พี่ส้มที่นั่งมองภาพฉากรักสุดหวานละมุนตรงหน้าถึงกับหลุดขำกิ๊กก๊ากออกมาเสียงดังลั่นโต๊ะจนตัวโยน ชี้ตะเกียบแซวผมด้วยแววตาหยอกล้อเต็มที่
"ฮั่นแน่! บอสจอมมารจอมโหดสะท้านออฟฟิศที่พนักงานกลัวจนหัวหดหายไปไหนแล้วคะเนี่ย? ที่แท้ตัวจริงก็คือหมาโกลเด้นตัวั์แสนเชื่องของน้องพู่กันนี่เอง ดูสิ แกะกุ้งแกะปูคอยเอาใจประคบประหงมประหนึ่งเ้าหญิงซะจนส้มอิจฉาตาร้อนผ่าวไปหมดแล้วค่ะพู่กัน"
"พี่ส้มอ่ะ! พูดอะไรก็ไม่รู้" พู่กันหน้าแดงซ่านรีบก้มหน้ามุดหลบสายตาแซวของหัวหน้าแผนกทันที
"จริงพี่ส้ม ผมนี่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลย บอสธีร์ที่หน้าดุๆ ตอนตรวจงาน วันนี้กลายเป็หนุ่มไมโครเวฟแกะเปลือกกุ้งเฉยเลย ยอมใจไอ้พู่กันมันจริงๆ ที่ปราบักลายเป็ลูกหมาเชื่องๆ ได้ขนาดนี้"
เติ้ลเสริมพลางทำท่าคารวะยกย่องพู่กันหัวเราะร่า
ผมได้แต่หน้าแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความขัดเขินกับคำแซวตรงๆ ของพี่ส้ม แต่หัวใจกลับรู้สึกเต็มตื้นไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยััมานานแสนนาน มาดประธานบ้างานมาดขรึมอะไรนั่นผมพร้อมจะทิ้งมันไปนอกร้านได้ทุกเมื่อ ขอเพียงแค่พู่กันมีความสุข ยิ้มได้กว้าง และได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ของเขาในสถานะแฟนของผมก็เพียงพอแล้ว
มื้ออาหารค่ำท่ามกลางเสียงหัวเราะโบ๊ะบ๊ะตลกออฟฟิศและการพูดคุยอย่างเปิดอกดำเนินไปอย่างอบอุ่นเป็กันเอง จนกระทั่งถึงเวลาแยกย้ายหลังจากที่ผมกวาดจ่ายค่าอาหารทั้งหมดและร่ำลากลุ่มเพื่อนร่วมงานของพู่กันเรียบร้อยแล้ว
—---------
ไฟท้ายรถสปอร์ต Aston Martin ทอแสงสีแดงนวลสว่างไสวท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน เสียงเครื่องยนต์เดินเงียบสงบขณะเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนกรุงเทพฯ ยามราตรี
ที่เบาะนั่งข้างคนขับ ร่างโปร่งบางของพู่กันกำลังเอนหลังพิงเบาะหนังแท้หนานุ่มอย่างอารมณ์ดี สองมือเล็กประคองแก้วชานมไข่มุกหวานร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ผมซื้อให้ตามสัญญาหลังจากทานส้มตำเสร็จ พู่กันใช้หลอดดูดไข่มุกหนึบหนับเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มกลมป่องออกทั้งสองข้าง ดวงตากลมเกลี้ยงเกลาจ้องมองแสงไฟริมทางพลางเอียงคอฮัมเพลงรักจังหวะเบาๆ คลอไปกับดนตรีแจ๊สหวานหูในรถ
ผมลอบชำเลืองมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอุ่นซ่านที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้า
พลันในหัวก็นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน วันที่พู่กันก้าวขึ้นมานั่งบนเบาะข้างคนขับคันนี้ด้วยร่างกายสั่นเทาและดวงตาที่เอ่อคลอน้ำตาด้วยความเข้าใจผิด บรรยากาศภายในรถสปอร์ตคันนี้ในวันนั้นช่างหนาวเย็น อ้างว้าง และตึงเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออก
ทว่าในค่ำคืนนี้ พื้นที่ข้างกายผมที่เคยหนาวเหน็บกลับอบอุ่น อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรัก และสว่างไสวด้วยเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วกับรอยยิ้มสดใสของเด็กดี
ผมละมือซ้ายออกจากพวงมาลัย เลื่อนไปกุมมือเล็กของพู่กันที่วางอยู่บนตัก บีบกระชับเบาๆ ด้วยความรักใคร่ทะนุถนอมทั้งหมดที่มี
พู่กันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะละสายตาจากแก้วชานม หันมาส่งยิ้มตาหยี นิ้วเล็กขยับสอดประสานตอบกลับมา บีบกุมมือผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"ขอบคุณนะครับพู่กัน..." ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นละมุนละไมส่งผ่านความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจ
"ขอบคุณเื่อะไรเหรอครับพี่ธีร์? เื่ชานมไข่มุกแก้วนี้เหรอ?" พู่กันถามพลางชูแก้วชานมขึ้นหัวเราะคิกคัก
"ขอบคุณทุกอย่างเลยครับ..."
ผมบีบมือที่สอดประสานกันให้แน่นขึ้น สายตายังคงจดจ่ออยู่กับถนนเบื้องหน้าแต่เผยรอยยิ้มลึกซึ้ง
"ขอบคุณที่ดึงคนบ้างานอย่างพี่เข้าไปในโลกที่อบอุ่นและสดใสของพู่กัน... และขอบคุณที่ยอมเปิดเผยเื่ของเรา พากลุ่มเพื่อนสนิทมาเจอกันในฐานะแฟนอย่างเต็มใจนะครับ รู้ไหมว่าวันนี้พี่มีความสุขมากแค่ไหน"
พู่กันนิ่งไปชั่วครู่ ดวงตากลมใสทอประกายหวานซึ้ง ผิวแก้มแดงซ่านจนเห็นได้ชัดในแสงสลัวจากคอนโซลรถ น้องค่อยๆ ขยับตัวเอียงศีรษะซบไหล่ผมอย่างออดอ้อน แผ่ซ่านความอบอุ่นเข้ามาถึงขั้วหัวใจ
"ผมก็ต้องขอบคุณพี่ธีร์เหมือนกันครับ..." พู่กันพึมพำเสียงนุ่มชิดไหล่ผม
"ขอบคุณที่ยอมสลัดมาดบอสใหญ่มาแกะกุ้งดูแลผมต่อหน้าพี่ๆ แล้วก็ขอบคุณที่ใส่ใจความรู้สึกของผมขนาดนี้... ต่อไปนี้ห้ามแอบทำหน้าน่ากลัวใส่ผมอีกนะ ไม่อย่างนั้นจะจับหยิกแก้มให้ขาดเลยคอยดู"
"ครับคนดี พี่สัญญาเลย... จะยอมเป็หมาโกลเด้นแสนเชื่องของพู่กันคนเดียวตลอดไปเลยครับ"
ผมตอบรับพลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอด้วยความเปี่ยมสุข
เสียงฮัมเพลงน่ารักจากร่างเล็กดังขึ้นอีกครั้งเคล้าคลอกับแรงบีบมือที่แสนมั่นคง ผมรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าในฐานะคนรักอาจจะมีเื่ราวอลเวงและบททดสอบอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย แต่ตราบใดที่มือเล็กๆ คู่นี้ยังคงบีบกุมมือผมไว้แน่นและพร้อมเดินเคียงข้างกันไปแบบนี้ ผมก็ไม่นึกเกรงกลัวต่อสิ่งใดอีกแล้ว เพราะพู่กันคือความสว่างไสวเพียงหนึ่งเดียวที่เข้ามาเติมเต็มหัวใจและชีวิตของผมให้อบอุ่นขึ้นมาอย่างแท้จริง