เผยรุ่นจือพาอี้เหวินฉวินตรงไปยังถนนจิ้นเหมินระหว่างทางยังแวะร้านที่เหล่าแม่นางน้อยชื่นชอบเพื่อซื้อขนมเปี๊ยะหยวนจื่อติดมือไปอีกด้วย
ขณะนั้นเย่ชิงชิงกำลังแกว่งขาคู่เล็ก นั่งรอพี่ชายอย่างเบื่อหน่ายนางคิดในใจว่าหากที่บ้านสามารถซื้อรถม้าได้อีกคันก็คงไม่ต้องลำบากเช่นนี้ทุกเที่ยงวัน
นางเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยความเบื่อหน่ายพลันมลายหายไปทันใด นางโบกมืออย่างกระตือรือร้น“คุณชายเจ้าของห้าง ไม่ได้พบกันหลายวัน ข้าคิดถึงท่านยิ่งนัก”
“นี่คงไม่ใช่แม่นางผู้นั้น... ใช่หรือไม่?“ อี้เหวินฉวินแอบพึมพำ
แม่นางน้อยผู้นี้ไม่เพียงแต่อายุน้อยใบหน้ายังค่อนข้างหยาบกร้าน อีกทั้งวาจายังตรงไปตรงมาเช่นนี้จะมีเค้าโครงของกุลสตรีที่งดงามได้อย่างไร
เผยรุ่นจือเองก็ตกตะลึงเล็กน้อยก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “เสี่ยวชิงชิงคิดถึงข้าเช่นนั้นหรือ?”
“แน่นอนเจ้าค่ะ พวกเรากำลังรอข่าวจากท่านอยู่!“ บ้านยังไม่ได้ซื้อเงินก็ยังต้องการอีกมากนี่นา เย่ชิงชิงเหลือบมองคนแปลกหน้าแล้วเอ่ยถาม “ท่านผู้นี้คือ?”
เมื่อเห็นนางถามถึงตนอี้เหวินฉวินก็กระแอมไอเบาๆ “ข้าน้อยนามว่าอี้เหวินฉวิน”เมื่อครู่เห็นรุ่นจือแอบหัวเราะ เขานึกว่าเป็นแม่นางคนงามจึงแอบผิดหวังเล็กน้อย เขาต้องถูกหลอกเป็นแน่!
หารู้ไม่ว่าครั้งแรกที่เผยรุ่นจือเจอเย่ชิงชิงใบหน้าของนางย่ำแย่กว่าในตอนนี้มากนักแต่บัดนี้นางได้พ้นจากสถานะหญิงอัปลักษณ์ไปแล้ว เพียงจัดอยู่ในกลุ่ม 'ไม่สวย' เท่านั้น
“เหวินฉวินคือสหายของข้า เสี่ยวชิงชิงไม่จำเป็นต้องระแวงเขา” เผยรุ่นจือยิ้มพลางยื่นขนมเปี๊ยะหยวนจื่อให้นาง พร้อมกับถามว่า “ข่าวที่เจ้าพูดถึงคือ...”
“ท่านมาหาพวกเราไม่ใช่เพราะเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินหรอกหรือเจ้าคะ?”
เย่ชิงชิงไม่เกรงใจรับขนมเปี๊ยะทรงกลมเล็กๆ มากัดกินสองสามชิ้นเพื่อรองท้อง
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ” เผยรุ่นจือนั่งตรงข้ามกับนางพลางกล่าวว่า“เมื่อเห็นหม้อดิน ข้าก็นึกถึงพวกเจ้าแล้ว”
หม้อดิน?หม้อดินธรรมดาที่ส่งให้ห้างร้านไท่หรานเมื่อหลายวันก่อนนั้นไม่มีตราประทับหม้อที่สั่งทำใหม่ภายหลังต่างหากถึงจะมีอักษรประทับไว้เหตุใดจึงเชื่อมโยงกับพวกนางได้?
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงท่าทีดูแคลนของหัวหน้าผู้ดูแลคนนั้นนางจึงถามขึ้นว่า “คือหัวหน้าผู้ดูแลห้างร้านเป็นผู้นำไปให้ท่านหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าพูดเช่นนี้...” เผยรุ่นจือเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากันในที่สุดก็เข้าใจสถานการณ์
เดิมทีเป็นฝีมือของคนใต้บังคับบัญชาเผยรุ่นจือขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าวขอโทษว่า “ห้างร้านไท่หรานไม่ได้ให้การต้อนรับอย่างเหมาะสมเสี่ยวชิงชิงอย่าได้ถือสา”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงยักไหล่เพียงแค่ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเท่านั้นชาวเมืองสมัยใหม่นั้นหัวเราะเยาะคนจน แต่กลับไม่หัวเราะเยาะคนขายตัวมีผู้คนมากมายเพียงใดที่ดูถูกคนจนถึงขั้นพูดจาร้ายกาจ!
การปฏิบัติต่อผู้คนทุกชนชั้นอย่างเท่าเทียมบุคคลผู้นั้นย่อมเป็นผู้มีจิตใจดีงามแต่กำเนิดหรือไม่ก็เป็นผู้ที่เจ้าเล่ห์ลึกซึ้งและมีทักษะการเข้าสังคมยอดเยี่ยมอย่างแรกนั้นหายากยิ่งนัก อย่างหลังก็น่ากลัวเพราะคนเช่นนี้มักมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม และสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่งอย่าง
เนื้อหมูตุ๋นหม้อดินประสบความสำเร็จในการลงนามสัญญากับห้างร้านไท่หรานโดยมีราคาขายส่งอยู่ที่หม้อละหกสิบห้าอีแปะ
นางซูได้รับเงินมัดจำห้าสิบตำลึงในคราวเดียวทำให้นางดีใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากสกุลเย่ล้มละลายนางก็ไม่เคยเห็นเงินมากมายเช่นนี้เลย นางเคยตกต่ำถึงขั้นหมดหนทางและคิดว่าชีวิตของนางจะต้องเป็นเช่นนี้ตลอดไปเสียแล้ว!
ในลานบ้านมีการสร้างเตาใหม่สองเตาฟืนแห้งจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ และไฟในเตาก็ไม่เคยดับลงเลยตลอดทั้งวันในขณะเดียวกัน จินหลันก็ถูกเรียกตัวมาช่วยงาน เพื่อช่วยกันทำตามคำสั่งซื้อนี้
จินหลันมาช่วยงานเฉพาะยามบ่ายเท่านั้นในยามเช้านางสามารถจัดการธุระส่วนตัวได้ ค่าแรงสามสิบอีแปะต่อยามบ่ายถือเป็นงานที่หายากสำหรับนาง และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ดียิ่ง
สองวันก่อนวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ในที่สุดนางซูและเย่จื้อเฟิงก็ซื้อบ้านน้อยมีรั้วไม้ไผ่กั้นหลังนั้นได้สำเร็จและได้รบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านช่วยจัดการเรื่องขึ้นทะเบียนบ้านให้ด้วย
ใช้เวลาครึ่งวันในการจัดการเอกสารทั้งหมดพวกเขาทั้งสามจึงถือว่าได้แยกบ้านออกมาอย่างแท้จริงและตัดความสัมพันธ์กับสกุลเย่โดยสมบูรณ์ พวกนางได้มีบ้านเป็นของตัวเองโดยมีเย่จื้อเฟิงเป็นเจ้าบ้าน
ก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจของนางซูหล่นลงมาแล้ววันนี้นางจึงไม่ได้ออกไปตั้งแผงลอยแต่เลือกซื้อของมากมายเพื่อเตรียมตัวสำหรับเทศกาลและถือโอกาสเฉลิมฉลองอย่างเต็มที่
เผยรุ่นจือบังเอิญได้ยินข่าวจึงนำของขวัญอันล้ำค่ามามอบให้มากมาย ทั้งขนมหวานแสนประณีต ผลไม้เชื่อมและยาบำรุงร่างกายพร้อมกันนั้นก็เชิญพวกเขาไปชมโคมไฟในเมืองในช่วงวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วย
ห้างร้านไท่หรานเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองสืออันย่อมต้องใช้จ่ายเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อสร้างสีสันในวันเทศกาลสำคัญไม่ว่าการจัดการแสดงโคมไฟ หรือการแข่งประกวดขนมเปี๊ยะ
เมื่อพี่น้องเย่ชิงชิงได้ยินว่าจะมีของกินและของเล่นดวงตาทั้งคู่ก็เป็นประกายทันที พวกเขามองนางซูด้วยความคาดหวัง
นางซูจำต้องกล่าวด้วยความกังวลว่า“ในเมืองช่วงเทศกาลผู้คนมากหน้าหลายตาพวกเจ้าต้องระวังให้ดีอย่าพลัดหลงกัน โดยเฉพาะชิงชิงหากถูกผู้ร้ายลักพาตัวเด็กพาไปจะทำอย่างไร!”
“ท่านแม่คิดมากเกินไปแล้ว น้องสาวเฉลียวฉลาด ไม่มีทางถูกลักพาตัวไปง่ายๆหรอกขอรับ” เย่จื้อเฟิงเกาหัวเขารู้สึกว่าน้องสาวเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุด
“เด็กตัวเล็กๆ แค่นี้ ผู้ใหญ่คนไหนก็อุ้มไปได้ง่ายๆ” นางซูถลึงตา
ในแต่ละปีมักจะมีเหตุการณ์เด็กถูกลักพาตัวไปหนึ่งหรือสองครั้งนางซูหาได้วิตกกังวลมากเกินไปเพียงแต่ไม่มีผู้ใดกล้าลักพาตัวเด็กอย่างเปิดเผยเท่านั้น
หลังจากพยายามออดอ้อนครั้งแล้วครั้งเล่าในที่สุดสามแม่ลูกก็ตัดสินใจเข้าเมืองเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลด้วยกัน
ทั้งสามคนเปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สีสันสดใสนางซูยังถักเปียคู่ให้เย่ชิงชิง และติดดอกไม้ผ้ากำมะหยี่สองดอกบนศีรษะด้วยดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก
“ชิงชิงของพวกเราโตขึ้นจะต้องเป็นหญิงงามอย่างแน่นอน” แสงไฟยามค่ำคืนสลัว ทำให้มองไม่ค่อยเห็นรอยหยาบกร้านบนใบหน้านางซูหยิกแก้มของนางพลางกล่าวว่า “การเก็บน้ำค้างใช้ได้ผลจริงๆหรือนี่?”
เย่ชิงชิงจะกล้าบอกได้อย่างไรว่ามันคือน้ำกุหลาบที่นางทำขึ้นเองจึงพยักหน้ายอมรับอย่างขัดเขิน