ตอนที่ 29 คิดจะหนีบ้างไหม
แดนเหนือหิมะหยุดตกแล้ว เหล่าทหารจึงนั่งรถและใช้เครื่องบินทหารเพื่อเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย
ลู่โจวยังไม่อยากกลับเมืองหลวงพร้อมกับเหล่านักพรตจึงถามลี่หนานเสวียนว่า “ผมไปช่วยกู้ภัยพร้อมพวกคุณด้วยได้ไหม”
เขาเองก็อยากไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหมือนกัน ขอแค่ไปตักหิมะก็ยังดี
ผานม่อถามขึ้น “คุณชาย นายแน่ใจนะว่าจะไปช่วย ไม่ใช่ยิ่งช่วยยิ่งยุ่งเหรอ”
เขาไม่ได้ต่อต้านการไปช่วยเหลืออะไร แต่ลู่โจวที่มีความซวยโผล่เข้ามาทักทายอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงหรือไม่
ลู่โจว “...”
ลี่หนานเสวียนเปิดประตูรถจิ๊ปทหาร “ขึ้นมาสิ”
รถจิ๊ปทหารนั่งได้แปดคน นอกจากเขาและเคอเจินแล้ว ยังนั่งได้อีกหกคน ซึ่งพวกลู่โจวก็มีหกคนพอดี
ลู่โจวขึ้นไปนั่งบนรถอย่างดีอกดีใจ แต่นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกลาเหล่านักพรตและนักพรตหลัวก็รีบลงจากรถอีกครั้ง “ผมขอไปลานักพรตหลัวก่อนนะครับ”
เมื่อนักพรตหลัวเห็นลู่โจวก็ชื่นชมเขา บอกว่าเขามีความสามารถ ยังเด็กอยู่แท้ๆ แต่กลับมีพลังเต๋าลึกล้ำ วัยเยาว์ย่อมชนะผู้าุโ ชมลู่โจวเสียจนเขาเขินอายไม่อยากจะอยู่ตรงนั้น พอได้ยินว่างานชุมนุมครั้งหน้าจะเชิญเขามาอีก ก็รีบย้อนกลับมาที่รถ คว้าโทรศัพท์แล้วตรวจดูพยากรณ์อากาศในอินเทอร์เน็ต พบว่าสภาพอากาศในเมืองเป่ยจวิ้นแดนเหนือวันนี้มีหิมะตกเล็กน้อยและเปลี่ยนเป็ฟ้าใส
เขาตบเข่าฉาด “ว่าแล้ว ผมจะไปเก่งขนาดนั้นได้ยังไง บอกให้หิมะหยุดตกก็หยุดจริงๆ หลังจากนั้นพอบอกให้หิมะตกมันก็ไม่ยอมตกอีก ที่แท้เป็เพราะพยากรณ์อากาศบอกไว้ว่าวันนี้อากาศดีนี่เอง”
ลี่หนานเสวียนมองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นดูพยากรณ์อากาศเขตใจกลางเมืองแดนเหนือ ในนั้นบอกว่าพายุหิมะจะอยู่ต่อไปอีกสามวัน และจะมีพายุหิมะอีกครึ่งเดือนหลังจากนี้ ทว่าตอนนี้หิมะหยุดตกแล้ว
สองชั่วโมงถัดมา การพยากรณ์อากาศในแดนเหนือก็ถูกปรับเปลี่ยนทั้งหมด จากที่จะมีพายุหิมะก็กลายเป็ฟ้าใส ไม่นานช่องข่าวต่างๆ ก็รายงานข่าวเื่การพยากรณ์อากาศที่ผิดพลาด หรือปาฏิหาริย์ของสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างมหัศจรรย์
ตอนนั้นลู่โจวเดินทางเข้าสู่เขตพื้นที่ภัยพิบัติ สัญญาณโทรศัพท์หายไปนานแล้ว จึงไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกเกิดอะไรขึ้น จากนั้นทหารทั้งหมดต้องก็ลงจากรถเพราะพายุหิมะปิดกั้นทางสัญจร กองทหารขนาดใหญ่รับหน้าที่ขุดหิมะ ส่วนกองทหารที่เล็กกว่าคอยลำเลียงอาหารให้ผู้คนที่ติดอยู่บนท้องถนนมาหลายวัน
เมื่อทุกคนเห็นทหารก็โห่ร้องยินดีอย่างกระตือรือร้น ทำให้อากาศที่หนาวเหน็บอบอุ่นขึ้นทีละน้อย
พวกลู่โจวและผานม่อช่วยกันส่งอาหาร เมื่อได้ยินเสียงขอบคุณของทุกคนก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “ได้ช่วยเหลือคนอื่นนี่รู้สึกดีจริงๆ”
ผานม่อและผานสื่อยิ้มเห็นด้วย
พวกลู่โจวไม่อยากถูกปฏิบัติต่างจากคนอื่น เหล่าทหารกินอะไร พวกเขาก็กินอย่างนั้น เหล่าทหารพักเหนื่อยกันตอนไหน พวกเขาก็พักตอนนั้น แม้จะลำบากและเหน็ดเหนื่อย แต่พวกเขาก็มีความสุขมาก
ลี่หนานเสวียนมียศพันตรีและเป็ผู้นำหน่วยกู้ภัยครั้งนี้ย่อมเห็นแก่ความปลอดภัยของประชาชนเป็อันดับแรก ไม่สามารถคอยดูแลลู่โจวได้ จนกระทั่งผ่านไปเจ็ดวัน งานกู้ภัยเข้าสู่่ท้ายๆ จึงพอมีเวลาให้พักหายใจหายคอ พอหันกลับมาอีกครั้ง พวกลู่โจวก็พากันนอนแผ่บนรถด้วยความเหน็ดเหนื่อย ใบหน้าและเสื้อผ้าล้วนสกปรก แต่ในสายตาเขากลับดูดีเป็พิเศษ
ดวงตาของเขาฉายแววอ่อนโยน ค้อมตัวจูบลงบนริมฝีปากของลู่โจว แล้วหันไปพูดกับเคอเจินว่า “หาเฮลิคอปเตอร์สักลำมาที่นี่ ให้ไปส่งพวกเขาที่คฤหาสน์ตระกูลลี่ในเมืองหลวง”
“ครับ”
เมื่อเฮลิคอปเตอร์มาถึง ลี่หนานเสวียนก็อุ้มลู่โจวขึ้นเครื่องบินด้วยตัวเอง เนื่องจากยังมีงานเก็บกวาด่ท้ายที่จำเป็ต้องทำ เขาต้องรั้งอยู่ที่แดนเหนือต่ออีกวัน จึงบอกกับผู้เฒ่าเวิงซึ่งเป็ผีไม่รู้จักเหนื่อยว่า “ดูแลเขาให้ดี”
ผู้เฒ่าเวิงพยักหน้า ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น แค่เื่ที่ลู่โจวพาเขาออกจากบ้านหยางเหมินได้ เขาก็ต้องดูแลลู่โจวเป็อย่างดีแน่นอน
ลี่หนานเสวียนถามขึ้น “คิดจะหนีหรือเปล่า”
ผู้เฒ่าเวิงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะถามออกมาตรงๆ จึงชะงักแล้วตอบว่า “ตอนแรกก็คิด แต่ตอนหลังไม่คิดแล้ว”
พอได้ออกมาข้างนอก เขาก็พบว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่คุ้นเคยกับโลกมนุษย์ ไม่รู้จะไปหาใคร ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ดังนั้นตอนนี้เขาจึงอยากกลับไปที่บ้านหยางเหมิน รอวันที่จะได้ออกไปพร้อมกับทุกคน
ลี่หนานเสวียนดูเหมือนจะเชื่อเขาจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
ระหว่างทางกลับคฤหาสน์ตระกูลลี่พวกลู่โจวก็ยังไม่ตื่น จนกระทั่งถึงลานจอดเครื่องบินและถูกปลุกขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าตัวเองกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลลี่ที่เมืองหลวงแล้ว