ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 57 ราชันย์ยุคโบราณอวี่ซิน มหาเซียนลงมือ พันธมิตรเซียนหมื่นวิถีมีเซียนด้วยรึ

            ราชันย์ยุคโบราณหรือ

            ภายในใจของซูฉางเซิงสั่นสะท้านคลื่นความตื่นตะลึงถาโถมเข้าใส่ นี่คือสิ่งมีชีวิตเช่นใดกัน

            ควรทราบว่ายุคโบราณนั้นห่างไกลมาก จนถึงปัจจุบันนับเป็นหมื่นล้านปีเพียงวิญญาณของสนมจักรพรรดิก็ทรงพลังมากแล้ว เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิ

            บัดนี้กลับมีราชันย์ยุคโบราณปรากฏขึ้นมาอีก!

            หรือว่าจะเป็นผู้ฝึกตนระดับสูงสุดที่เทียบเท่าเซียน

            “โชคชะตาระดับสีม่วงทองเหมือนกับชิงเกอและคนอื่นๆ …ดูเหมือนว่าข้าจะต้องครอบครองนางให้จงได้!”

            ซูฉางเซิงงึมงำกับตัวเอง

            ดวงตาของเขาเป็นประกายขณะที่ใช้เงาสะท้อนในห้องตรวจสอบไปทั่วห้องประมูล ทว่าเขากลับไม่พบร่องรอยใดๆของราชันย์ยุคโบราณที่กลับชาติมาเกิดผู้นั้นเลย

            ซูฉางเซิงขมวดคิ้ว

            หรือว่านางซ่อนตัวอยู่หรือว่าเป็นผู้อาวุโสผู้ทรงพลังเบื้องหลังของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีกัน

            “นี่ซูฉางเซิง ข้าเชิญท่านไปยังห้องหมายเลขหนึ่งด้วยความจริงใจ ท่านกลับเมินเฉยต่อข้าท่านไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาหรือไร!”

            ทันใดนั้นเสียงที่ไม่พอใจก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของซูฉางเซิง

            ซูฉางเซิงเงยหน้าขึ้นและเห็นองค์หญิงเก้าขมวดคิ้วเล็กน้อยบนใบหน้าที่งดงามและวิจิตรปรากฏร่องรอยของความโกรธกริ้ว

            ดวงตาทั้งสองข้างที่เป็นประกายสีทองจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจ

            ไม่ไกลจากนางผู้อาวุโสของราชสำนักหลายคนยืนอย่างนอบน้อมเงียบๆส่วนป้าเย่ผู้นั้นที่เขาหวาดกลัวก่อนหน้านี้ก็มองมาที่ซูฉางเซิงด้วยสายตาสงสัยในขณะนี้เช่นกัน

            ภายในใจเต็มไปด้วยความสับสน

            เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าซูฉางเซิงผู้นี้ดูน่าเกรงขามอย่างมากใกล้เคียงกับนางแล้วหรือ

            ซูฉางเซิงมองนางอย่างรวดเร็วและภายในใจของเขาก็สั่นเทิ้มเช่นกัน

            ความแข็งแกร่งของเขาเทียบไม่ได้กับเมื่อหลายปีก่อนไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม

            ไม่เพียงฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับราชานักบุญแล้วเขายังมีร่างมารต้นกำเนิดหมื่นภัยพิบัติที่ไร้ซึ่งการทำลายล้างกอปรกับการเสริมพลังของคัมภีร์ลับเก้าภัยพิบัติเขาจึงไร้เทียมทานในระดับต่ำกว่ามหาเซียน

            แม้แต่ผู้ที่อยู่ระดับกึ่งมหาเซียนเขาก็สังหารได้อย่างง่ายดาย

            อย่างไรก็ตามเมื่อมองไปยังสตรีวัยกลางคน เขากลับรู้สึกว่านางนั้นลึกลับอย่างยิ่งไม่เหมือนกับที่สัมผัสได้เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเป็นเพียงระดับราชานักบุญเท่านั้น

            นี่คือมหาเซียน

            ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจของซูฉางเซิง

            “…”

            “ขออภัยข้าครุ่นคิดเรื่องบางอย่างอยู่ จึงเผลอละเลยองค์หญิงไปชั่วขณะ โปรดอภัยแก่ข้าด้วย!”

            ถึงแม้ว่าความคิดจะแล่นเข้ามาในภายในใจทว่าสีหน้าของซูฉางเซิงยังคงเป็นปกติเขายกมือคำนับองค์หญิงเก้าด้วยนัยน์ตารู้สึกผิด

            นี่เป็นความผิดของเขาจริงๆเพราะเขามัวแต่สนใจเรื่องของราชันย์ยุคโบราณมากเกินไป จนละเลยองค์หญิงเก้า

            อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเพราะคำแนะนำของระบบนั่นช่างน่าตกใจเกินไปจะตกอยู่ในภวังค์สักครู่คงมิแปลก

            เพราะนั่นคือราชันย์ยุคโบราณ

            หากเขาครอบครองนางได้และมีบุตรด้วยกันผลประโยชน์จะมากมายมหาศาลเพียงใด!

            “ช่างเถิดข้าไม่ได้สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ทว่าท่านกลับมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างมากข้าสงสัยว่าท่านกำลังซ่อนพลังของตนเองอยู่หรือไม่!”

            องค์หญิงเก้ามองเขาด้วยสายตาสงสัย

            ในฐานะองค์หญิงของราชสำนักพลังของราชสำนักจักรพรรดิในทวีปเจินเซิ่งย่อมอยู่ภายใต้บัญชาการของนาง

            นางจึงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับซูฉางเซิงทั้งหมดเป็นอย่างดี

            รวมถึงเรื่องที่ซูฉางเซิงสังหารมารเฒ่าเฮยหมัวเมื่อครึ่งปีก่อนและแสดงพลังแห่งราชานักบุญออกมา

            “เจ้าคนนี้เจ้าคงจะไม่ได้ปลุกพลังสังขารร่างระดับสูงสุดบางอย่างหรือได้รับมรดกจากจักรพรรดิบางองค์มาหรอกกระมัง”

            องค์หญิงเก้ากล่าว

            ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีพลังของซูฉางเซิงกลับเพิ่มขึ้นมหาศาล

            นี่ทำให้นางสงสัยว่าซูฉางเซิงได้รับมรดกจากจักรพรรดิบางองค์มาหรือไม่และพรสวรรค์ของเขาก็เปลี่ยนไป จนสามารถเทียบเคียงกับอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดได้

            “ทุกคนย่อมมีเคล็ดลับของตนเององค์หญิงเก้าไม่จำเป็นต้องสืบสาวราวเรื่องหรอก ท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงฉางเซิงเท่านั้น!” เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูฉางเซิงเพียงยิ้มโดยไม่ขออธิบายสิ่งใด และกล่าวด้วยความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง

            “ไม่บอกก็ตามใจ”

            องค์หญิงเก้าบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจจากนั้นจึงโบกมือพาซูฉางเซิงไปยังแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ด้านข้าง

            ห้องหมายเลขหนึ่งนั้นกว้างขวางและหรูหรายิ่งนักเต็มไปด้วยพลังปราณที่เข้มข้น ภายในมีแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งแต่ละแห่งส่องแสงระยิบระยับและปล่อยกลิ่นอายของเต๋าพวยพุ่งออกมา

            เพียงแค่ซูฉางเซิงนั่งลงสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเขารู้สึกได้ถึงการตรัสรู้แห่งวิถีเต๋าที่หลั่งไหลเข้ามาในภายในใจเดิมทีความสับสนบางอย่างเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรก็กระจ่างชัดขึ้นในขณะนี้

            สิ่งนี้ทำให้ภายในใจของเขาสั่นสะท้าน

            ควรทราบว่าตอนนี้เขามีร่างอมตะแล้วความสามารถในการหยั่งรู้ของเขานั้นน่าทึ่งเพียงใด

            แม้แต่เม็ดยาหยั่งรู้แห่งวิถีเต๋าก็ไม่มีผลอีกต่อไปแล้ว

            ทว่าตอนนี้แท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กลับให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ แก่เขา

            ถึงแม้จะไม่มากทว่าก็น่าเหลือเชื่อมากแล้ว

            “แท่นศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้…”

            ดวงตาของซูฉางเซิงจับจ้องไปยังแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์ด้วยความประหลาดใจ

            “หึๆประหลาดใจใช่หรือไม่ นี่คือสิทธิพิเศษของห้องหมายเลขหนึ่งแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มีประโยชน์สำหรับผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าระดับกึ่งจักรพรรดิหากนั่งอยู่ที่นี่เป็นเวลาสามถึงห้าปี จะเทียบเท่ากับการหยั่งรู้เต๋าครั้งเล็กๆเลยทีเดียว”

            องค์หญิงเก้ากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

            “น่าประหลาดใจจริงๆสมกับเป็นพันธมิตรเซียนหมื่นวิถี รากฐานอันลึกซึ้งนั้นไม่อาจหยั่งถึง!”

            ซูฉางเซิงส่ายหัว

            แท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ในสำนักเจ้ายุทธจักรบางแห่ง เช่น สำนักไท่สื่อ คงจะเป็นสมบัติล้ำค่าประจำสำนักดั่งเป็นสัญลักษณ์แห่งรากฐานสำนัก

            ทว่าในพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีแห่งนี้เป็นเพียงสาขาย่อยแห่งหนึ่งก็มีแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์อยู่มากมายถึงเพียงนี้แล้ว

            “พันธมิตรเซียนหมื่นวิถีนำแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์อันล้ำค่าเช่นนี้มาวางไว้ในสาขาย่อยเล็กๆไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงหรือ” ซูฉางเซิงสงสัยใคร่รู้

            เพราะไม่ว่าพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจะแข็งแกร่งเพียงใดสาขาย่อยเล็กๆ ในทวีปแห่งหนึ่งก็คงจะไม่เกินจริงนักและอาจจะไม่มีมหาเซียนประจำอยู่ก็เป็นได้

            สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ย่อมดึงดูดให้มหาเซียนเสี่ยงที่จะลงมือได้

            “เจ้าไม่เข้าใจตราบใดที่เป็นผู้ฝึกตนระดับมหาเซียนก็ไม่เขลาพอที่จะโจมตีสาขาของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีและผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับมหาเซียนก็เป็นเพียงเศษธุลีเท่านั้นมิอาจคุกคามพวกเราได้!”

            องค์หญิงเก้าส่ายหัวแล้วจึงอธิบายต่อ “รากฐานของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีนั้นน่ากลัวอย่างยิ่งและพลังที่พวกเขามีในปัจจุบัน ล้วนได้มาจากการต่อสู้!”

            “ในอดีตมีผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยที่เคยโจมตีสาขาของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีทว่าผู้ที่ลงมือล้วนตกตายด้วยน้ำมือของผู้ฝึกตนระดับสูงสุดของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีด้วยผลแห่งกรรม!”

            “กระทั่ง…มีจักรพรรดิผู้หนึ่งถูกสังหาร!”

            เมื่อพูดถึงตอนท้ายองค์หญิงเก้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจและพูดออกมา

            บนใบหน้างดงามของนางปรากฏแววตาแห่งความหวาดกลัวอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น

            “สังหารจักรพรรดิหรือ”

            ซูฉางเซิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

            ไม่เพียงเขาเท่านั้นกลุ่มผู้อาวุโสของราชสำนักที่อยู่เบื้องหลังองค์หญิงเก้า ล้วนมีสีหน้าตะลึงเช่นกัน

            นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเรื่องนี้

            มีเพียงป้าเย่เท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่านางรู้เรื่องนี้มานานแล้ว และยังคงสงบนิ่ง

            “โลกนี้กว้างใหญ่นัก โลกแห่งเสวี่ยนหวงมีสวรรค์มากมายสวรรค์ฉางเซิงเป็นเพียงสวรรค์แห่งเล็กหนึ่งในนั้นและราชสำนักจักรพรรดิก็เป็นเพียงหนึ่งในเจ้ายุทธจักรของสวรรค์ฉางเซิงเท่านั้น!”

            ใบหน้างดงามขององค์หญิงเก้าแฝงแววความหวาดกลัวน้ำเสียงของนางเคร่งขรึม และกล่าวต่อไปว่า

            “ทว่าพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีกลับครอบคลุมทั่วทั้งโลกใบใหญ่กระทั่ง…นี่คือเจ้ายุทธจักรที่แท้จริง มีรากฐานอันน่าสะพรึงกลัวแม้แต่จักรพรรดิก็ไม่อาจยั่วยุได้!”

            “เหตุใดพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจึงกล้าใช้ชื่อว่าเซียน”

            “ย่อมต้องมีเหตุผล!”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูฉางเซิงก็เข้าใจในที่สุด

            เหตุใดองค์หญิงเก้าจึงกล่าวว่าไม่มีผู้ใดกล้าโจมตีพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีแม้กระทั่งสาขาของพวกเขาก็ตาม

            เพราะพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีมี ‘เซียน’ตัวจริงอยู่นี่เอง!

            สิ่งมีชีวิตที่สามารถสังหารจักรพรรดิได้มี ‘เซียน’ ระดับสูงสุดอยู่ แล้วผู้ฝึกตนคนใดจะกล้าหาเรื่องโดยไม่กลัวความตาย

            ผู้ฝึกตนระดับมหาเซียนนั้นมีคุณสมบัติที่จะสัมผัสความลับบางอย่างของสวรรค์และพิภพแล้ว

            ดังนั้นผู้ฝึกตนในระดับนี้ล้วนรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจะให้แหย่สิ่งที่มิควรคงไม่ใช่เรื่อง

            ซูฉางเซิงตระหนักมากขึ้นว่าโลกใบนี้นั้นลึกซึ้งเพียงใด

            “เอาละตอนนี้พูดถึงเรื่องเหล่านี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ มันไกลเกินไปสำหรับเราสำหรับราชสำนักจักรพรรดินั้นถือเป็นจุดสูงสุดของวิถีเต๋าที่ไม่อาจก้าวข้ามได้แล้ว!”

            องค์หญิงเก้าโบกมือ

            “หากต้องการคิดเรื่องเกี่ยวกับพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีรอจนกว่าเจ้าจะกลายเป็นกึ่งจักรพรรดิเสียก่อน เมื่อถึงระดับนั้นจึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะติดต่อพวกเขา และถือว่าเป็นบุคคลสำคัญได้”

            กึ่งจักรพรรดิหรือ

            ซูฉางเซิงเลิกคิ้วตอนนี้เขาเพิ่งฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับราชานักบุญเท่านั้นยังห่างไกลจากการฝ่าขีดจำกัดไปสู่กึ่งจักรพรรดิอยู่มาก

            ดูเหมือนว่าเขายังมีหนทางอีกยาวไกลกว่าจะกลายเป็นผู้ฝึกตนที่แท้จริง

            ตัดสินใจแล้วเมื่อกลับไป เขาจะแต่งงานกับฮูหยินเพิ่มขึ้นอีกสองสามคนและมีลูกเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย

            จักรพรรดิและเซียนรึ

            ตราบใดที่เขามีลูกมากพอสักวันหนึ่งเขาก็เอาชนะพวกเขาทั้งหมดได้

            “แปะแปะ…”

            ในขณะนั้นองค์หญิงเก้าตบมือเบาๆ นอกห้องสาวใช้ที่งดงามหลายคนเดินเข้ามาพร้อมผลไม้และชาแห่งจิตวิญญาณรวมถึงเหล้าอมฤตชั้นยอดที่ค่อยๆ วางลงทีละอย่าง

            “อย่าเกรงใจทานตามสบาย!”

            องค์หญิงเก้ายิ้มอย่างมีเสน่ห์และโบกมือให้ด้วยกิริยาใจกว้าง

            ซูฉางเซิงเพียงแค่มองแวบเดียวก็เลิกคิ้วผลไม้แห่งจิตวิญญาณและชาเหล่านี้ล้วนเป็นของระดับสูง

            พลังปราณที่เข้มข้นพวยพุ่งออกมามีเศษเสี้ยวของเต๋าอยู่รอบๆ น่ารับประทานยิ่ง

            แค่ผลไม้แห่งจิตวิญญาณและเหล้าอมฤตเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เซียนบางคนหมดตัวได้

            นี่คือโลกของผู้มั่งคั่ง

            ซูฉางเซิงรู้สึกปลงและเกรงใจอยู่บ้างแต่ก็ทานลงไป

            ก่อนที่จะบำเพ็ญเพียรสิ่งที่เขาโปรดปรานที่สุดคืออาหารรสเลิศและความงาม บัดนี้เขามีความงามรอบกายแล้วเหลือก็แต่ลิ้มลองอาหารรสเลิศ

            ในชีวิตคนเรามีเพียงอาหารและความงามเท่านั้นที่ไม่อาจละทิ้งได้!

            เวลาผ่านไป

            ซูฉางเซิงสนทนากับองค์หญิงเก้าอย่างสบายๆพลางรอการเริ่มต้นของการประมูล

            ในขณะเดียวกันเขาก็ยังคงมองหาการกลับชาติมาเกิดของราชันย์ยุคโบราณต่อไป

            ในช่วงเวลานี้ผู้ฝึกตนมากมายทยอยเดินทางมาถึงการประมูลเหล่าบรรพบุรุษเซียนที่มีรัศมีน่าเกรงขามและพลังปราณอันแข็งแกร่งล้วนได้รับการต้อนรับเข้ามา

            อย่างไรก็ตามห้องที่พวกเขาเข้าไปนั้นหรูหราสู้ห้องของซูฉางเซิงไม่ได้

            “ตึง!”

            ในที่สุดเสียงกลองดังก้องที่สอดแทรกด้วยกลิ่นอายของวิถีแห่งเต๋าก็ดังขึ้นทั่วทั้งห้องประมูล

            ภายในใจของผู้ฝึกตนทั้งหมดล้วนสั่นสะท้านรวมถึงซูฉางเซิงด้วย ดวงตาของพวกเขาทั้งหมดจับจ้องมองไปยังที่ตรงนั้น

            “ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านสู่การประมูลของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีในครั้งนี้ข้าพเจ้าขอประกาศว่า การประมูลได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!”

            ไม่นานนักชายชราผู้มีใบหน้าใจดีก็ขึ้นไปบนเวที และยกมือคำนับผู้ฝึกตนทุกคนด้วยรอยยิ้ม

            ราชานักบุญ!

            ภายในห้องหมายเลขหนึ่งซูฉางเซิงเลิกคิ้วชายชราที่เป็นพิธีกรการประมูลนั้นเป็นถึงผู้ฝึกตนในระดับราชานักบุญ

            ซูฉางเซิงเข้าใจแจ่มแจ้งมากขึ้นเกี่ยวกับรากฐานของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถี

            ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะอยู่เหนือผู้อื่นและไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่อง

            “ตอนนี้เราจะเริ่มประมูลสิ่งของชิ้นแรก อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์!”

            ชายชราปรบมือเบาๆไม่นานนัก สาวใช้ก็นำอาวุธวิเศษที่เปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์และมีกลิ่นอายของกฎออกมา

            “ราคาเริ่มต้นที่หนึ่งพันล้านจินหยวนเพิ่มราคาครั้งละไม่น้อยกว่าสิบล้าน!”

            ชายชราประกาศ

            หนึ่งพันล้านจินหยวนรึ

            ซูฉางเซิงส่ายหัวเบาๆนี่เทียบเท่ากับเหมืองหยวนระดับสูงสุดแห่งหนึ่งแล้วสำนักกองกำลังระดับสูงสุดแห่งหนึ่ง แม้จะทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดก็อาจจะมีเพียงสองพันล้านเท่านั้น

            อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ฝึกตนบางคนที่อยู่ตามลำพัง หรือมีภูมิหลังเป็นสำนักกองกำลังขนาดใหญ่ เช่นเซียนระดับสูงสุด หรือผู้ฝึกตนระดับกึ่งราชานักบุญแล้ว ก็ถือว่ายอมรับได้

            ดวงตาของพวกเขาลุกโชน

            อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์สามารถเพิ่มพลังการต่อสู้ของพวกเขาได้อย่างมาก

            แม้แต่ราชานักบุญก็ยังอดใจไม่ไหว

            “ข้าขอเสนอราคาหนึ่งพันห้าสิบล้าน!”

            “ข้าขอเสนอหนึ่งพันแปดสิบล้าน!”

            “หนึ่งพันหนึ่งร้อยล้าน…”

            ไม่นานนักเหล่าผู้ฝึกตนที่สนใจก็เริ่มเสนอราคาพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นบรรพบุรุษเซียนจากสำนักกองกำลังต่างๆ และมีพลังอันแข็งแกร่ง

            “ท่านจะเสนอราคาหรือไม่ท่านเพิ่งฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับราชานักบุญได้ไม่นาน ท่านน่าจะขาดแคลนอาวุธสินะ”

            องค์หญิงเก้าที่อยู่ข้างๆยิ้มและกล่าวขึ้น

            “ข้าไม่ต้องการ!”

            ซูฉางเซิงส่ายหัวเขาไม่แปลกใจที่องค์หญิงเก้ารู้ว่าเขาฝ่าขีดจำกัด

            เพราะป้าเย่ผู้นั้นน่าจะเป็นมหาเซียนการที่นางมองออกถึงระดับของเขาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

            เขาไม่ต้องการอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์ที่ว่านี้

            สำหรับซูฉางเซิงในตอนนี้อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนหรือแม้แต่อาวุธกึ่งจักรพรรดิ ถึงจะเพิ่มพลังให้เขาได้

            ไม่นานนักอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์ก็ถูกประมูลไปเป็นผู้ฝึกตนระดับกึ่งราชานักบุญขั้นสูงสุดผู้หนึ่งเขาจ่ายไปสามพันแปดร้อยล้านจินหยวน

            เทียบเท่ากับทรัพยากรทั้งหมดของสำนักกองกำลังระดับสูงสุดแห่งหนึ่ง

            ซูฉางเซิงส่ายหัวเบาๆฟุ่มเฟือยเกินไป เขาตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่ได้มาร่วมงานประมูลมาก่อนหน้านี้

            มิฉะนั้นเขาคงหมดกำลังใจเป็นแน่แท้

            ต่อมาสิ่งของประมูลชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกนำเสนอออกมาทั้งหมดล้วนไม่ด้อยไปกว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์ บางชิ้นยังทรงพลังกว่ามากอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนที่ไม่สมบูรณ์ชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นดึงดูดให้ผู้ฝึกตนมากมายแย่งชิงมัน

            รวมถึงชายหนุ่มผมทองจากวิหารอสูรสวรรค์และร่างในชุดสีเลือดจากองค์กรสวรรค์ ดวงตาของพวกเขาทั้งหมดลุกโชน

            อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนที่ไม่สมบูรณ์ช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ของพวกเขาได้มหาศาลพวกเขาอาจต่อสู้กับผู้ฝึกตนระดับราชานักบุญขั้นที่เจ็ดหรือแปดได้เลยทีเดียว

            ราคาของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการแย่งชิงของทุกคนจนถึงสามพันแปดร้อยล้านจินหยวน

            “ห้าพันล้าน!”

            อย่างไรก็ตามขณะที่ชายหนุ่มผมทองและร่างในชุดสีเลือดกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเสียงที่ดูเกียจคร้านก็ดังขึ้น ทุกคนเงียบลงและใบหน้าทุกผู้ก็ระบายไปด้วยความพิศวง

            ห้าพันล้านรึ

            ขวับ!

            ชายหนุ่มผมทองและร่างในชุดสีเลือดหันมามองขวับดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความกระหายเลือด แผ่รังสีสังหารอันน่าสะพรึง

            รังสีสังหารของราชานักบุญสองคนนั้นเพียงพอที่จะข่มขู่เซียนระดับสูงสุดได้

            “บังอาจ!”

            เสียงตะโกนเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับรัศมีของมหาเซียน ราวกับสายฟ้าจากเก้าสวรรค์ฟาดลงมาทำให้ทั้งสองคนหน้าซีดและกระอักเลือดออกมาทางปากและจมูก

            ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            มหาเซียนหรือ

            ภายในใจของทั้งสองหนาวเหน็บพวกเขามองไปยังต้นกำเนิดเสียง ดวงตาก็หดเล็กลงทันที นั่นคือห้องหมายเลขหนึ่ง

            องค์หญิงเก้า!

            ทั้งสองคนเข้าใจในทันที

            คนที่เสนอราคาเมื่อครู่นี้คือองค์หญิงเก้าเป้าหมายต่อไปของพวกเขา

            และพวกเขาก็โชคร้ายที่ไปยั่วโมโหผู้คุ้มกันข้างกายองค์หญิงเก้าโดยไม่ตั้งใจ

            ทั้งสองคนเหงื่อตกพวกเขาเกือบจะก่อเรื่องใหญ่แล้ว

            “แขกผู้มีเกียรติห้ามลงมือในระหว่างการประมูล!” ในขณะนั้นชายชราบนเวทีกล่าวอย่างเย็นชา น้ำเสียงของเขาคล้ายเอ่ยเตือน

            แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับมหาเซียนเขาก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาแต่อย่างใด

            “ข้าพเจ้าเพียงตอบโต้ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดกฎใช่หรือไม่” เสียงที่อ่อนโยนดังออกมาจากห้องหมายเลขหนึ่งนั่นคือป้าเย่

            “ไม่มีครั้งต่อไป!”

            ชายชรามองไปยังชายหนุ่มผมทองและร่างในชุดสีเลือดด้วยสายตาเย็นชา

            “ขอรับ!”

            ภายในห้องทั้งสองคนรู้สึกหนาวสั่นในภายในใจพวกเขาทั้งคู่รู้ถึงความน่าประหวั่นพรั่นพรึงของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจึงไม่กล้าเถียง

            ภายในห้องประมูลผู้ฝึกตนจากสำนักกองกำลังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเซียนระดับนิรันดร์ กึ่งเซียนนักบุญหรือแม้แต่บรรพบุรุษเซียนล้วนตกตะลึง

            ไม่นึกเลยว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนที่ไม่สมบูรณ์ชิ้นหนึ่งจะทำให้มหาเซียนลงมือได้

            มหาเซียน!

            นี่คือผู้ที่สามารถมองลงมายังทวีปต่างๆได้ เป็นถึงบุคคลสำคัญในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง

            พวกเขามีโอกาสได้เห็นการลงมือของสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ในวันนี้นับว่าโชคดีอย่างแท้จริง

            “องค์หญิงเก้าท่านไม่น่าจะขาดแคลนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนใช่หรือไม่ยิ่งเป็นอาวุธที่ไม่สมบูรณ์ด้วยนี่...”

            ภายในห้องหมายเลขหนึ่งซูฉางเซิงมองสตรีวัยกลางคนผู้สงบนิ่งอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงหันไปมององค์หญิงเก้า

            “แน่นอนว่าข้าไม่ต้องการและก็ไม่จำเป็นต้องใช้มัน นี่ไม่ใช่ของที่ข้าจะใช้เอง ทว่าเป็นของขวัญให้ท่าน!” องค์หญิงเก้ายิ้มเบาๆเมื่อได้ยินเช่นนี้

            “มอบแก่ข้าหรือข้าน้อยจ่ายมันไม่ไหวนะ”

            ซูฉางเซิงตกตะลึงจากนั้นก็ส่ายหัวเบาๆ

            แม้ว่าห้าพันล้านจินหยวนจะไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่จะรวบรวมทว่าต้นทุนก็สูงเกินไป และไม่คุ้มค่าที่เขาจะทำเช่นนั้น

            “ผู้ใดบอกให้ท่านจ่ายข้าจะให้มันเป็นของขวัญแก่ท่านต่างหาก!” องค์หญิงเก้ามองดูซูฉางเซิงแปลกๆจากนั้นก็พูดอย่างใจกว้าง

            เมื่อพูดจบไม่เพียงซูฉางเซิงเท่านั้น แม้แต่ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ของราชสำนักในห้องล้วนมองซูฉางเซิงด้วยสายตาที่ซับซ้อน ภายในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา

            ข้ากำลังถูกเลี้ยงดูหรือไม่

            ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกๆภายในใจเช่นกัน

            นี่คืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนที่มีมูลค่าถึงห้าพันล้านจินหยวนเชียวนะนางกลับมอบให้เขาเช่นนี้หรือ

            สุรุ่ยสุร่ายจริงเชียว!

            “เช่นนั้นฉางเซิงขอขอบคุณในความกรุณาขององค์หญิงเก้า!”

            ซูฉางเซิงยิ้มกว้างมององค์หญิงเก้าด้วยความซาบซึ้ง

            นี่คือเศรษฐินีที่โง่เขลาและร่ำรวยจริงๆ!

            “เหตุใดท่านจึงมองข้าเช่นนั้น” องค์หญิงเก้าขมวดคิ้วเล็กน้อยนางรู้สึกได้ถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว

            “ท่านคิดไปเองแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

            ซูฉางเซิงกล่าวอย่างใจเย็น

            ป๊าบ!

            “ต่อไปสิ่งของที่จะนำมาประมูลคือสิ่งของพิเศษชิ้นหนึ่ง!”

            “สตรีที่งดงามผู้หนึ่งที่มีสายเลือดของราชันย์ยุคโบราณ!”

            เสียงของชายชราบนเวทีดังขึ้นดึงให้ซูฉางเซิงจ้องมองไปยังสิ่งนั้นทันใด

            สายเลือดของราชันย์ยุคโบราณปรากฏตัวขึ้นแล้ว

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน