ราชันย์ยุคโบราณหรือ
ภายในใจของซูฉางเซิงสั่นสะท้านคลื่นความตื่นตะลึงถาโถมเข้าใส่ นี่คือสิ่งมีชีวิตเช่นใดกัน
ควรทราบว่ายุคโบราณนั้นห่างไกลมาก จนถึงปัจจุบันนับเป็นหมื่นล้านปีเพียงวิญญาณของสนมจักรพรรดิก็ทรงพลังมากแล้ว เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิ
บัดนี้กลับมีราชันย์ยุคโบราณปรากฏขึ้นมาอีก!
หรือว่าจะเป็นผู้ฝึกตนระดับสูงสุดที่เทียบเท่าเซียน
“โชคชะตาระดับสีม่วงทองเหมือนกับชิงเกอและคนอื่นๆ …ดูเหมือนว่าข้าจะต้องครอบครองนางให้จงได้!”
ซูฉางเซิงงึมงำกับตัวเอง
ดวงตาของเขาเป็นประกายขณะที่ใช้เงาสะท้อนในห้องตรวจสอบไปทั่วห้องประมูล ทว่าเขากลับไม่พบร่องรอยใดๆของราชันย์ยุคโบราณที่กลับชาติมาเกิดผู้นั้นเลย
ซูฉางเซิงขมวดคิ้ว
หรือว่านางซ่อนตัวอยู่หรือว่าเป็นผู้อาวุโสผู้ทรงพลังเบื้องหลังของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีกัน
“นี่ซูฉางเซิง ข้าเชิญท่านไปยังห้องหมายเลขหนึ่งด้วยความจริงใจ ท่านกลับเมินเฉยต่อข้าท่านไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาหรือไร!”
ทันใดนั้นเสียงที่ไม่พอใจก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดของซูฉางเซิง
ซูฉางเซิงเงยหน้าขึ้นและเห็นองค์หญิงเก้าขมวดคิ้วเล็กน้อยบนใบหน้าที่งดงามและวิจิตรปรากฏร่องรอยของความโกรธกริ้ว
ดวงตาทั้งสองข้างที่เป็นประกายสีทองจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจ
ไม่ไกลจากนางผู้อาวุโสของราชสำนักหลายคนยืนอย่างนอบน้อมเงียบๆส่วนป้าเย่ผู้นั้นที่เขาหวาดกลัวก่อนหน้านี้ก็มองมาที่ซูฉางเซิงด้วยสายตาสงสัยในขณะนี้เช่นกัน
ภายในใจเต็มไปด้วยความสับสน
เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าซูฉางเซิงผู้นี้ดูน่าเกรงขามอย่างมากใกล้เคียงกับนางแล้วหรือ
ซูฉางเซิงมองนางอย่างรวดเร็วและภายในใจของเขาก็สั่นเทิ้มเช่นกัน
ความแข็งแกร่งของเขาเทียบไม่ได้กับเมื่อหลายปีก่อนไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม
ไม่เพียงฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับราชานักบุญแล้วเขายังมีร่างมารต้นกำเนิดหมื่นภัยพิบัติที่ไร้ซึ่งการทำลายล้างกอปรกับการเสริมพลังของคัมภีร์ลับเก้าภัยพิบัติเขาจึงไร้เทียมทานในระดับต่ำกว่ามหาเซียน
แม้แต่ผู้ที่อยู่ระดับกึ่งมหาเซียนเขาก็สังหารได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตามเมื่อมองไปยังสตรีวัยกลางคน เขากลับรู้สึกว่านางนั้นลึกลับอย่างยิ่งไม่เหมือนกับที่สัมผัสได้เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเป็นเพียงระดับราชานักบุญเท่านั้น
นี่คือมหาเซียน
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจของซูฉางเซิง
“…”
“ขออภัยข้าครุ่นคิดเรื่องบางอย่างอยู่ จึงเผลอละเลยองค์หญิงไปชั่วขณะ โปรดอภัยแก่ข้าด้วย!”
ถึงแม้ว่าความคิดจะแล่นเข้ามาในภายในใจทว่าสีหน้าของซูฉางเซิงยังคงเป็นปกติเขายกมือคำนับองค์หญิงเก้าด้วยนัยน์ตารู้สึกผิด
นี่เป็นความผิดของเขาจริงๆเพราะเขามัวแต่สนใจเรื่องของราชันย์ยุคโบราณมากเกินไป จนละเลยองค์หญิงเก้า
อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเพราะคำแนะนำของระบบนั่นช่างน่าตกใจเกินไปจะตกอยู่ในภวังค์สักครู่คงมิแปลก
เพราะนั่นคือราชันย์ยุคโบราณ
หากเขาครอบครองนางได้และมีบุตรด้วยกันผลประโยชน์จะมากมายมหาศาลเพียงใด!
“ช่างเถิดข้าไม่ได้สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ทว่าท่านกลับมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างมากข้าสงสัยว่าท่านกำลังซ่อนพลังของตนเองอยู่หรือไม่!”
องค์หญิงเก้ามองเขาด้วยสายตาสงสัย
ในฐานะองค์หญิงของราชสำนักพลังของราชสำนักจักรพรรดิในทวีปเจินเซิ่งย่อมอยู่ภายใต้บัญชาการของนาง
นางจึงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับซูฉางเซิงทั้งหมดเป็นอย่างดี
รวมถึงเรื่องที่ซูฉางเซิงสังหารมารเฒ่าเฮยหมัวเมื่อครึ่งปีก่อนและแสดงพลังแห่งราชานักบุญออกมา
“เจ้าคนนี้เจ้าคงจะไม่ได้ปลุกพลังสังขารร่างระดับสูงสุดบางอย่างหรือได้รับมรดกจากจักรพรรดิบางองค์มาหรอกกระมัง”
องค์หญิงเก้ากล่าว
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีพลังของซูฉางเซิงกลับเพิ่มขึ้นมหาศาล
นี่ทำให้นางสงสัยว่าซูฉางเซิงได้รับมรดกจากจักรพรรดิบางองค์มาหรือไม่และพรสวรรค์ของเขาก็เปลี่ยนไป จนสามารถเทียบเคียงกับอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดได้
“ทุกคนย่อมมีเคล็ดลับของตนเององค์หญิงเก้าไม่จำเป็นต้องสืบสาวราวเรื่องหรอก ท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงฉางเซิงเท่านั้น!” เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูฉางเซิงเพียงยิ้มโดยไม่ขออธิบายสิ่งใด และกล่าวด้วยความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง
“ไม่บอกก็ตามใจ”
องค์หญิงเก้าบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจจากนั้นจึงโบกมือพาซูฉางเซิงไปยังแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ด้านข้าง
ห้องหมายเลขหนึ่งนั้นกว้างขวางและหรูหรายิ่งนักเต็มไปด้วยพลังปราณที่เข้มข้น ภายในมีแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งแต่ละแห่งส่องแสงระยิบระยับและปล่อยกลิ่นอายของเต๋าพวยพุ่งออกมา
เพียงแค่ซูฉางเซิงนั่งลงสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเขารู้สึกได้ถึงการตรัสรู้แห่งวิถีเต๋าที่หลั่งไหลเข้ามาในภายในใจเดิมทีความสับสนบางอย่างเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรก็กระจ่างชัดขึ้นในขณะนี้
สิ่งนี้ทำให้ภายในใจของเขาสั่นสะท้าน
ควรทราบว่าตอนนี้เขามีร่างอมตะแล้วความสามารถในการหยั่งรู้ของเขานั้นน่าทึ่งเพียงใด
แม้แต่เม็ดยาหยั่งรู้แห่งวิถีเต๋าก็ไม่มีผลอีกต่อไปแล้ว
ทว่าตอนนี้แท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้กลับให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ แก่เขา
ถึงแม้จะไม่มากทว่าก็น่าเหลือเชื่อมากแล้ว
“แท่นศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้…”
ดวงตาของซูฉางเซิงจับจ้องไปยังแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์ด้วยความประหลาดใจ
“หึๆประหลาดใจใช่หรือไม่ นี่คือสิทธิพิเศษของห้องหมายเลขหนึ่งแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มีประโยชน์สำหรับผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าระดับกึ่งจักรพรรดิหากนั่งอยู่ที่นี่เป็นเวลาสามถึงห้าปี จะเทียบเท่ากับการหยั่งรู้เต๋าครั้งเล็กๆเลยทีเดียว”
องค์หญิงเก้ากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
“น่าประหลาดใจจริงๆสมกับเป็นพันธมิตรเซียนหมื่นวิถี รากฐานอันลึกซึ้งนั้นไม่อาจหยั่งถึง!”
ซูฉางเซิงส่ายหัว
แท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ในสำนักเจ้ายุทธจักรบางแห่ง เช่น สำนักไท่สื่อ คงจะเป็นสมบัติล้ำค่าประจำสำนักดั่งเป็นสัญลักษณ์แห่งรากฐานสำนัก
ทว่าในพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีแห่งนี้เป็นเพียงสาขาย่อยแห่งหนึ่งก็มีแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์อยู่มากมายถึงเพียงนี้แล้ว
“พันธมิตรเซียนหมื่นวิถีนำแท่นเต๋าศักดิ์สิทธิ์อันล้ำค่าเช่นนี้มาวางไว้ในสาขาย่อยเล็กๆไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงหรือ” ซูฉางเซิงสงสัยใคร่รู้
เพราะไม่ว่าพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจะแข็งแกร่งเพียงใดสาขาย่อยเล็กๆ ในทวีปแห่งหนึ่งก็คงจะไม่เกินจริงนักและอาจจะไม่มีมหาเซียนประจำอยู่ก็เป็นได้
สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ย่อมดึงดูดให้มหาเซียนเสี่ยงที่จะลงมือได้
“เจ้าไม่เข้าใจตราบใดที่เป็นผู้ฝึกตนระดับมหาเซียนก็ไม่เขลาพอที่จะโจมตีสาขาของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีและผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับมหาเซียนก็เป็นเพียงเศษธุลีเท่านั้นมิอาจคุกคามพวกเราได้!”
องค์หญิงเก้าส่ายหัวแล้วจึงอธิบายต่อ “รากฐานของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีนั้นน่ากลัวอย่างยิ่งและพลังที่พวกเขามีในปัจจุบัน ล้วนได้มาจากการต่อสู้!”
“ในอดีตมีผู้ฝึกตนจำนวนไม่น้อยที่เคยโจมตีสาขาของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีทว่าผู้ที่ลงมือล้วนตกตายด้วยน้ำมือของผู้ฝึกตนระดับสูงสุดของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีด้วยผลแห่งกรรม!”
“กระทั่ง…มีจักรพรรดิผู้หนึ่งถูกสังหาร!”
เมื่อพูดถึงตอนท้ายองค์หญิงเก้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจและพูดออกมา
บนใบหน้างดงามของนางปรากฏแววตาแห่งความหวาดกลัวอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็น
“สังหารจักรพรรดิหรือ”
ซูฉางเซิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ไม่เพียงเขาเท่านั้นกลุ่มผู้อาวุโสของราชสำนักที่อยู่เบื้องหลังองค์หญิงเก้า ล้วนมีสีหน้าตะลึงเช่นกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเรื่องนี้
มีเพียงป้าเย่เท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่านางรู้เรื่องนี้มานานแล้ว และยังคงสงบนิ่ง
“โลกนี้กว้างใหญ่นัก โลกแห่งเสวี่ยนหวงมีสวรรค์มากมายสวรรค์ฉางเซิงเป็นเพียงสวรรค์แห่งเล็กหนึ่งในนั้นและราชสำนักจักรพรรดิก็เป็นเพียงหนึ่งในเจ้ายุทธจักรของสวรรค์ฉางเซิงเท่านั้น!”
ใบหน้างดงามขององค์หญิงเก้าแฝงแววความหวาดกลัวน้ำเสียงของนางเคร่งขรึม และกล่าวต่อไปว่า
“ทว่าพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีกลับครอบคลุมทั่วทั้งโลกใบใหญ่กระทั่ง…นี่คือเจ้ายุทธจักรที่แท้จริง มีรากฐานอันน่าสะพรึงกลัวแม้แต่จักรพรรดิก็ไม่อาจยั่วยุได้!”
“เหตุใดพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจึงกล้าใช้ชื่อว่าเซียน”
“ย่อมต้องมีเหตุผล!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูฉางเซิงก็เข้าใจในที่สุด
เหตุใดองค์หญิงเก้าจึงกล่าวว่าไม่มีผู้ใดกล้าโจมตีพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีแม้กระทั่งสาขาของพวกเขาก็ตาม
เพราะพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีมี ‘เซียน’ตัวจริงอยู่นี่เอง!
สิ่งมีชีวิตที่สามารถสังหารจักรพรรดิได้มี ‘เซียน’ ระดับสูงสุดอยู่ แล้วผู้ฝึกตนคนใดจะกล้าหาเรื่องโดยไม่กลัวความตาย
ผู้ฝึกตนระดับมหาเซียนนั้นมีคุณสมบัติที่จะสัมผัสความลับบางอย่างของสวรรค์และพิภพแล้ว
ดังนั้นผู้ฝึกตนในระดับนี้ล้วนรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจะให้แหย่สิ่งที่มิควรคงไม่ใช่เรื่อง
ซูฉางเซิงตระหนักมากขึ้นว่าโลกใบนี้นั้นลึกซึ้งเพียงใด
“เอาละตอนนี้พูดถึงเรื่องเหล่านี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ มันไกลเกินไปสำหรับเราสำหรับราชสำนักจักรพรรดินั้นถือเป็นจุดสูงสุดของวิถีเต๋าที่ไม่อาจก้าวข้ามได้แล้ว!”
องค์หญิงเก้าโบกมือ
“หากต้องการคิดเรื่องเกี่ยวกับพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีรอจนกว่าเจ้าจะกลายเป็นกึ่งจักรพรรดิเสียก่อน เมื่อถึงระดับนั้นจึงจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะติดต่อพวกเขา และถือว่าเป็นบุคคลสำคัญได้”
กึ่งจักรพรรดิหรือ
ซูฉางเซิงเลิกคิ้วตอนนี้เขาเพิ่งฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับราชานักบุญเท่านั้นยังห่างไกลจากการฝ่าขีดจำกัดไปสู่กึ่งจักรพรรดิอยู่มาก
ดูเหมือนว่าเขายังมีหนทางอีกยาวไกลกว่าจะกลายเป็นผู้ฝึกตนที่แท้จริง
ตัดสินใจแล้วเมื่อกลับไป เขาจะแต่งงานกับฮูหยินเพิ่มขึ้นอีกสองสามคนและมีลูกเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย
จักรพรรดิและเซียนรึ
ตราบใดที่เขามีลูกมากพอสักวันหนึ่งเขาก็เอาชนะพวกเขาทั้งหมดได้
“แปะแปะ…”
ในขณะนั้นองค์หญิงเก้าตบมือเบาๆ นอกห้องสาวใช้ที่งดงามหลายคนเดินเข้ามาพร้อมผลไม้และชาแห่งจิตวิญญาณรวมถึงเหล้าอมฤตชั้นยอดที่ค่อยๆ วางลงทีละอย่าง
“อย่าเกรงใจทานตามสบาย!”
องค์หญิงเก้ายิ้มอย่างมีเสน่ห์และโบกมือให้ด้วยกิริยาใจกว้าง
ซูฉางเซิงเพียงแค่มองแวบเดียวก็เลิกคิ้วผลไม้แห่งจิตวิญญาณและชาเหล่านี้ล้วนเป็นของระดับสูง
พลังปราณที่เข้มข้นพวยพุ่งออกมามีเศษเสี้ยวของเต๋าอยู่รอบๆ น่ารับประทานยิ่ง
แค่ผลไม้แห่งจิตวิญญาณและเหล้าอมฤตเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เซียนบางคนหมดตัวได้
นี่คือโลกของผู้มั่งคั่ง
ซูฉางเซิงรู้สึกปลงและเกรงใจอยู่บ้างแต่ก็ทานลงไป
ก่อนที่จะบำเพ็ญเพียรสิ่งที่เขาโปรดปรานที่สุดคืออาหารรสเลิศและความงาม บัดนี้เขามีความงามรอบกายแล้วเหลือก็แต่ลิ้มลองอาหารรสเลิศ
ในชีวิตคนเรามีเพียงอาหารและความงามเท่านั้นที่ไม่อาจละทิ้งได้!
เวลาผ่านไป
ซูฉางเซิงสนทนากับองค์หญิงเก้าอย่างสบายๆพลางรอการเริ่มต้นของการประมูล
ในขณะเดียวกันเขาก็ยังคงมองหาการกลับชาติมาเกิดของราชันย์ยุคโบราณต่อไป
ในช่วงเวลานี้ผู้ฝึกตนมากมายทยอยเดินทางมาถึงการประมูลเหล่าบรรพบุรุษเซียนที่มีรัศมีน่าเกรงขามและพลังปราณอันแข็งแกร่งล้วนได้รับการต้อนรับเข้ามา
อย่างไรก็ตามห้องที่พวกเขาเข้าไปนั้นหรูหราสู้ห้องของซูฉางเซิงไม่ได้
“ตึง!”
ในที่สุดเสียงกลองดังก้องที่สอดแทรกด้วยกลิ่นอายของวิถีแห่งเต๋าก็ดังขึ้นทั่วทั้งห้องประมูล
ภายในใจของผู้ฝึกตนทั้งหมดล้วนสั่นสะท้านรวมถึงซูฉางเซิงด้วย ดวงตาของพวกเขาทั้งหมดจับจ้องมองไปยังที่ตรงนั้น
“ยินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านสู่การประมูลของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีในครั้งนี้ข้าพเจ้าขอประกาศว่า การประมูลได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!”
ไม่นานนักชายชราผู้มีใบหน้าใจดีก็ขึ้นไปบนเวที และยกมือคำนับผู้ฝึกตนทุกคนด้วยรอยยิ้ม
ราชานักบุญ!
ภายในห้องหมายเลขหนึ่งซูฉางเซิงเลิกคิ้วชายชราที่เป็นพิธีกรการประมูลนั้นเป็นถึงผู้ฝึกตนในระดับราชานักบุญ
ซูฉางเซิงเข้าใจแจ่มแจ้งมากขึ้นเกี่ยวกับรากฐานของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถี
ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะอยู่เหนือผู้อื่นและไม่มีผู้ใดกล้าหาเรื่อง
“ตอนนี้เราจะเริ่มประมูลสิ่งของชิ้นแรก อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์!”
ชายชราปรบมือเบาๆไม่นานนัก สาวใช้ก็นำอาวุธวิเศษที่เปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์และมีกลิ่นอายของกฎออกมา
“ราคาเริ่มต้นที่หนึ่งพันล้านจินหยวนเพิ่มราคาครั้งละไม่น้อยกว่าสิบล้าน!”
ชายชราประกาศ
หนึ่งพันล้านจินหยวนรึ
ซูฉางเซิงส่ายหัวเบาๆนี่เทียบเท่ากับเหมืองหยวนระดับสูงสุดแห่งหนึ่งแล้วสำนักกองกำลังระดับสูงสุดแห่งหนึ่ง แม้จะทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดก็อาจจะมีเพียงสองพันล้านเท่านั้น
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ฝึกตนบางคนที่อยู่ตามลำพัง หรือมีภูมิหลังเป็นสำนักกองกำลังขนาดใหญ่ เช่นเซียนระดับสูงสุด หรือผู้ฝึกตนระดับกึ่งราชานักบุญแล้ว ก็ถือว่ายอมรับได้
ดวงตาของพวกเขาลุกโชน
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์สามารถเพิ่มพลังการต่อสู้ของพวกเขาได้อย่างมาก
แม้แต่ราชานักบุญก็ยังอดใจไม่ไหว
“ข้าขอเสนอราคาหนึ่งพันห้าสิบล้าน!”
“ข้าขอเสนอหนึ่งพันแปดสิบล้าน!”
“หนึ่งพันหนึ่งร้อยล้าน…”
ไม่นานนักเหล่าผู้ฝึกตนที่สนใจก็เริ่มเสนอราคาพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นบรรพบุรุษเซียนจากสำนักกองกำลังต่างๆ และมีพลังอันแข็งแกร่ง
“ท่านจะเสนอราคาหรือไม่ท่านเพิ่งฝ่าขีดจำกัดไปสู่ระดับราชานักบุญได้ไม่นาน ท่านน่าจะขาดแคลนอาวุธสินะ”
องค์หญิงเก้าที่อยู่ข้างๆยิ้มและกล่าวขึ้น
“ข้าไม่ต้องการ!”
ซูฉางเซิงส่ายหัวเขาไม่แปลกใจที่องค์หญิงเก้ารู้ว่าเขาฝ่าขีดจำกัด
เพราะป้าเย่ผู้นั้นน่าจะเป็นมหาเซียนการที่นางมองออกถึงระดับของเขาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
เขาไม่ต้องการอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์ที่ว่านี้
สำหรับซูฉางเซิงในตอนนี้อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนหรือแม้แต่อาวุธกึ่งจักรพรรดิ ถึงจะเพิ่มพลังให้เขาได้
ไม่นานนักอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์ก็ถูกประมูลไปเป็นผู้ฝึกตนระดับกึ่งราชานักบุญขั้นสูงสุดผู้หนึ่งเขาจ่ายไปสามพันแปดร้อยล้านจินหยวน
เทียบเท่ากับทรัพยากรทั้งหมดของสำนักกองกำลังระดับสูงสุดแห่งหนึ่ง
ซูฉางเซิงส่ายหัวเบาๆฟุ่มเฟือยเกินไป เขาตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่ได้มาร่วมงานประมูลมาก่อนหน้านี้
มิฉะนั้นเขาคงหมดกำลังใจเป็นแน่แท้
ต่อมาสิ่งของประมูลชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกนำเสนอออกมาทั้งหมดล้วนไม่ด้อยไปกว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับราชันย์ บางชิ้นยังทรงพลังกว่ามากอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนที่ไม่สมบูรณ์ชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นดึงดูดให้ผู้ฝึกตนมากมายแย่งชิงมัน
รวมถึงชายหนุ่มผมทองจากวิหารอสูรสวรรค์และร่างในชุดสีเลือดจากองค์กรสวรรค์ ดวงตาของพวกเขาทั้งหมดลุกโชน
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนที่ไม่สมบูรณ์ช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ของพวกเขาได้มหาศาลพวกเขาอาจต่อสู้กับผู้ฝึกตนระดับราชานักบุญขั้นที่เจ็ดหรือแปดได้เลยทีเดียว
ราคาของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการแย่งชิงของทุกคนจนถึงสามพันแปดร้อยล้านจินหยวน
“ห้าพันล้าน!”
อย่างไรก็ตามขณะที่ชายหนุ่มผมทองและร่างในชุดสีเลือดกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเสียงที่ดูเกียจคร้านก็ดังขึ้น ทุกคนเงียบลงและใบหน้าทุกผู้ก็ระบายไปด้วยความพิศวง
ห้าพันล้านรึ
ขวับ!
ชายหนุ่มผมทองและร่างในชุดสีเลือดหันมามองขวับดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความกระหายเลือด แผ่รังสีสังหารอันน่าสะพรึง
รังสีสังหารของราชานักบุญสองคนนั้นเพียงพอที่จะข่มขู่เซียนระดับสูงสุดได้
“บังอาจ!”
เสียงตะโกนเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับรัศมีของมหาเซียน ราวกับสายฟ้าจากเก้าสวรรค์ฟาดลงมาทำให้ทั้งสองคนหน้าซีดและกระอักเลือดออกมาทางปากและจมูก
ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
มหาเซียนหรือ
ภายในใจของทั้งสองหนาวเหน็บพวกเขามองไปยังต้นกำเนิดเสียง ดวงตาก็หดเล็กลงทันที นั่นคือห้องหมายเลขหนึ่ง
องค์หญิงเก้า!
ทั้งสองคนเข้าใจในทันที
คนที่เสนอราคาเมื่อครู่นี้คือองค์หญิงเก้าเป้าหมายต่อไปของพวกเขา
และพวกเขาก็โชคร้ายที่ไปยั่วโมโหผู้คุ้มกันข้างกายองค์หญิงเก้าโดยไม่ตั้งใจ
ทั้งสองคนเหงื่อตกพวกเขาเกือบจะก่อเรื่องใหญ่แล้ว
“แขกผู้มีเกียรติห้ามลงมือในระหว่างการประมูล!” ในขณะนั้นชายชราบนเวทีกล่าวอย่างเย็นชา น้ำเสียงของเขาคล้ายเอ่ยเตือน
แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับมหาเซียนเขาก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาแต่อย่างใด
“ข้าพเจ้าเพียงตอบโต้ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดกฎใช่หรือไม่” เสียงที่อ่อนโยนดังออกมาจากห้องหมายเลขหนึ่งนั่นคือป้าเย่
“ไม่มีครั้งต่อไป!”
ชายชรามองไปยังชายหนุ่มผมทองและร่างในชุดสีเลือดด้วยสายตาเย็นชา
“ขอรับ!”
ภายในห้องทั้งสองคนรู้สึกหนาวสั่นในภายในใจพวกเขาทั้งคู่รู้ถึงความน่าประหวั่นพรั่นพรึงของพันธมิตรเซียนหมื่นวิถีจึงไม่กล้าเถียง
ภายในห้องประมูลผู้ฝึกตนจากสำนักกองกำลังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเซียนระดับนิรันดร์ กึ่งเซียนนักบุญหรือแม้แต่บรรพบุรุษเซียนล้วนตกตะลึง
ไม่นึกเลยว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนที่ไม่สมบูรณ์ชิ้นหนึ่งจะทำให้มหาเซียนลงมือได้
มหาเซียน!
นี่คือผู้ที่สามารถมองลงมายังทวีปต่างๆได้ เป็นถึงบุคคลสำคัญในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง
พวกเขามีโอกาสได้เห็นการลงมือของสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ในวันนี้นับว่าโชคดีอย่างแท้จริง
“องค์หญิงเก้าท่านไม่น่าจะขาดแคลนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนใช่หรือไม่ยิ่งเป็นอาวุธที่ไม่สมบูรณ์ด้วยนี่...”
ภายในห้องหมายเลขหนึ่งซูฉางเซิงมองสตรีวัยกลางคนผู้สงบนิ่งอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงหันไปมององค์หญิงเก้า
“แน่นอนว่าข้าไม่ต้องการและก็ไม่จำเป็นต้องใช้มัน นี่ไม่ใช่ของที่ข้าจะใช้เอง ทว่าเป็นของขวัญให้ท่าน!” องค์หญิงเก้ายิ้มเบาๆเมื่อได้ยินเช่นนี้
“มอบแก่ข้าหรือข้าน้อยจ่ายมันไม่ไหวนะ”
ซูฉางเซิงตกตะลึงจากนั้นก็ส่ายหัวเบาๆ
แม้ว่าห้าพันล้านจินหยวนจะไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่จะรวบรวมทว่าต้นทุนก็สูงเกินไป และไม่คุ้มค่าที่เขาจะทำเช่นนั้น
“ผู้ใดบอกให้ท่านจ่ายข้าจะให้มันเป็นของขวัญแก่ท่านต่างหาก!” องค์หญิงเก้ามองดูซูฉางเซิงแปลกๆจากนั้นก็พูดอย่างใจกว้าง
เมื่อพูดจบไม่เพียงซูฉางเซิงเท่านั้น แม้แต่ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ของราชสำนักในห้องล้วนมองซูฉางเซิงด้วยสายตาที่ซับซ้อน ภายในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา
ข้ากำลังถูกเลี้ยงดูหรือไม่
ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกๆภายในใจเช่นกัน
นี่คืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ระดับมหาเซียนที่มีมูลค่าถึงห้าพันล้านจินหยวนเชียวนะนางกลับมอบให้เขาเช่นนี้หรือ
สุรุ่ยสุร่ายจริงเชียว!
“เช่นนั้นฉางเซิงขอขอบคุณในความกรุณาขององค์หญิงเก้า!”
ซูฉางเซิงยิ้มกว้างมององค์หญิงเก้าด้วยความซาบซึ้ง
นี่คือเศรษฐินีที่โง่เขลาและร่ำรวยจริงๆ!
“เหตุใดท่านจึงมองข้าเช่นนั้น” องค์หญิงเก้าขมวดคิ้วเล็กน้อยนางรู้สึกได้ถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
“ท่านคิดไปเองแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ซูฉางเซิงกล่าวอย่างใจเย็น
ป๊าบ!
“ต่อไปสิ่งของที่จะนำมาประมูลคือสิ่งของพิเศษชิ้นหนึ่ง!”
“สตรีที่งดงามผู้หนึ่งที่มีสายเลือดของราชันย์ยุคโบราณ!”
เสียงของชายชราบนเวทีดังขึ้นดึงให้ซูฉางเซิงจ้องมองไปยังสิ่งนั้นทันใด
สายเลือดของราชันย์ยุคโบราณปรากฏตัวขึ้นแล้ว