ความมืดมิดเริ่มโรยตัวปกคลุมท้องทะเลอันกว้างใหญ่ มีเพียงแสงไฟวูบวาบจากประภาคารไกลลิบที่พอมองเห็นได้รางๆ
เรือสปีดโบ๊ตลำหรูแล่นตัดเกลียวคลื่นด้วยความเร็วสูงจนท้องเรือกระแทกกับผิวน้ำดังตึงตัง ปานชีวา นั่งตัวเกร็ง มือเรียวเล็กกำขอบเบาะหนังแน่น ใบหน้าสวยซีดเผือดเพราะอาการเมาเรือผสมกับความหวาดกลัว ลมทะเลพัดผมเผ้ายุ่งเหยิง ตีหน้าจนเจ็บไปหมด แต่คนตัวโตที่นั่งจิบวิสกี้อยู่ข้างๆ กลับดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยสักนิด
"ถึงแล้ว... นรกส่วนตัวของเธอ"
เสียงห้าวทุ้มของ พ่อเลี้ยงรามสูร ดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ เขาพยักพาวน์ไปที่เบื้องหน้า
ปานชีวาเงยหน้ามองภาพที่ปรากฏแก่สายตา "เกาะมุกดำ" ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลคลั่งเหมือนป้อมปราการธรรมชาติ โขดหินสีดำทมึนสูงชันล้อมรอบเกาะดูน่าเกรงขามและอันตราย ไม่มีหาดทรายขาวสวยงามเหมือนในโบรชัวร์ท่องเที่ยว มีเพียงท่าเทียบเรือคอนกรีตที่ยื่นยาวออกมาอย่างโดดเดี่ยว
ทันทีที่เรือจอดเทียบท่า รามสูรก็ไม่รอช้า เขากระชากแขนหญิงสาวให้ก้าวตามขึ้นฝั่ง"ลุก! อย่ามาทำสำออย แถวนี้ไม่มีคนให้เธออ้อน!"
"ปานเวียนหัว... ขอพักสักนิดเถอะค่ะ"
"ฉันบอกให้ลุก!"
ร่างบางถูกลากถูไปตามสะพานเทียบเรือ ท่ามกลางสายตาของเหล่าคนงานชายฉกรรจ์นับสิบคนที่ยืนรอรับนายหัว พวกเขามองมาที่ปานชีวาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น บ้างก็แทะโลมจนเธอต้องก้มหน้าหนีด้วยความอับอาย
"ฟังให้ดีทุกคน!" รามสูรประกาศก้อง เสียงทรงอำนาจดังกังวานไปทั่วท่าเรือ "ผู้หญิงคนนี้ชื่อปานชีวา... เธอไม่ได้มาที่นี่ในฐานะ 'นายหญิง' หรือ 'แขก' ของฉัน แต่เธอมาในฐานะ 'ลูกหนี้' และ 'นางบำเรอ'!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ปานชีวาหน้าชาเหมือนถูกตบกลางสี่แยก ความศักดิ์ศรีถูกฉีกทิ้งต่อหน้าธารกำนัล น้ำตาแห่งความอัปยศรื้นขึ้นมาคลอเบ้า
"ใครจะใช้งานอะไรหล่อนก็ได้ แต่อย่าให้ถึงตาย... เพราะชีวิตของหล่อนเป็ของฉันคนเดียว!"
สิ้นคำประกาศสิทธิ์ รามสูรก็ลากเธอเดินผ่านกลุ่มบ้านพักคนงาน มุ่งหน้าขึ้นไปบนเนินเขาที่สูงที่สุดของเกาะ ที่ตั้งของคฤหาสน์ไม้สักทองหลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่าแต่กลับให้ความรู้สึกเย็นะเืเหมือนปราสาทผีสิง
"คุณจะพาปานไปไหน" เธอถามเสียงสั่น
"ไปดูที่ซุกหัวนอนของเธอไง"
เขาไม่ได้พาเธอเข้าไปในตัวคฤหาสน์หรูหรา แต่กลับลากอ้อมไปทางด้านหลัง ลัดเลาะไปตามทางเดินหินที่รกทึบ จนไปสุดทางที่หน้าผาสูงชัน เสียงคลื่นซัดโขดหินดังสนั่นหวั่นไหว
ที่นั่น... มี "เรือนไม้หลังเล็ก" ปลูกสร้างอยู่อย่างโดดเดี่ยวิ่เหม่ริมหน้าผา สภาพภายนอกดูแข็งแรงแต่เก่าคร่ำคร่า หน้าต่างทุกบานมีลูกกรงเหล็กดัดแ่าราวกับคุก
ปัง!
รามสูรผลักประตูเรือนเปิดออกแล้วเหวี่ยงร่างของปานชีวาเข้าไปข้างในอย่างไม่ปรานี จนเธอล้มกลิ้งไปกับพื้นไม้กระดาน"โอ๊ย!"
"นี่แหละ... กรงขังของเธอ" รามสูรยืนค้ำประตู ร่างสูงใหญ่บดบังแสงจันทร์จนมิด "ข้างล่างเป็หน้าผาหินแหลม ถ้าคิดจะหนีก็ลองะโลงไปดู รับรองว่าศพไม่สวยแน่"
ปานชีวากวาดตามองไปรอบห้อง มันมีเพียงเตียงนอนไม้เก่าๆ ตู้เสื้อผ้าใบเล็ก และห้องน้ำในตัว สภาพเหมือนห้องขังนักโทษมากกว่าห้องพัก
"ทำไมคุณใจร้ายแบบนี้..." เธอเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ
"ใจร้ายเหรอ?" รามสูรหัวเราะเสียงต่ำ เดินย่างสามขุมเข้ามาหาเธอช้าๆ พร้อมกับปลดเข็มขัดหนังราคาแพงออกจากเอว เสียงโลหะกระทบกันดัง กริ๊ก บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกหวาดกลัวของหญิงสาว
"ถ้าเธอคิดว่าแค่นี้คือใจร้าย... เธอก็คิดผิดถนัดปานชีวา"
เขาโยนเข็มขัดไปบนโต๊ะ แล้วเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกทีละเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยสักรูปพญาั์ที่ดูน่าเกรงขาม แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหิวกระหายที่น่าสะพรึงกลัว
"อาบน้ำซะ... แล้วไปนอนรอฉันที่เตียง" เขาออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด "คืนนี้ฉันจะสอนให้เธอรู้ว่า... 'นรกบนดิน' ของจริงมันเป็ยังไง!"
จบบทที่ 3