โถงกลางของเรือนใหญ่ซึ่งเป็ที่พำนักของฮูหยินผู้เป็ภริยาเอก ซุนเจียอีนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหานเสวี่ยหนิงผู้มีศักดิ์เป็ป้าของตนแล้วเอ่ยวาจาเล่าเื่ราวในวันนี้ด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา
“หลานรู้ตัวดีว่าตนเองมาขอพึ่งพาอาศัยอยู่ที่นี่ย่อมไม่กล้าวางตนเป็เ้านายคนหนึ่งของจวนอยู่แล้ว แต่เรือนสุ่ยเซียงแห่งนั้นในเมื่อท่านป้าเอ่ยปากว่าจัดเตรียมเอาไว้ให้หลานพำนัก ทั้งมู่จิ่นและสาวใช้ของเรือนก็ล้วนได้รับการมอบหมายจากท่านป้าให้คอยดูแลหลาน หลานจึงคิดว่าในเมื่อมู่จิ่นคิดจะวางอำนาจโอ้อวดตัวกับหลาน หลานจึงต้องกำราบนางบ้าง คิดไม่ถึงว่าคุณหนูใหญ่จะเข้ามาตำหนิหลานอย่างรุนแรง แถมยังสั่งให้มู่จิ่นทำร้ายหลานด้วย” คำพูดของซุนเจียอีทำให้สีหน้าของคุณหนูทั้งสองพลันมืดครึ้ม เยว่ซือหลันที่ยืนอยู่ด้านข้างของเจิ้งอี๋เหนียงผู้เป็มารดาพลันเอ่ยปากโต้เถียงออกมาด้วยความไม่พอใจในทันที
“เ้าต่อว่าพวกข้าว่าเป็คนไม่มีหัวคิด ข้าจึงคิดว่าควรจะสั่งให้คนลงมือตบสั่งสอนเ้าสักครั้ง” คำพูดของเยว่ซือหลันทำให้ซุนเจียอีเงยใบหน้าที่ยังคงมีหยาดน้ำตาเปื้อนอยู่รีบเอ่ยวาจาคัดค้านออกมา
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหลุดปากตำหนิท่าน แต่ที่ข้าเอ่ยออกมาก็เพราะ้าจะให้คุณหนูทั้งสองคิดบ้างว่าข้ากำลังอบรมบ่าวไพร่ในเรือนของตน เหตุใดพวกท่านจึงได้กล่าวหาว่าข้ากำลังวางอำนาจบาตรใหญ่วางตนเป็เ้านายคนหนึ่งของจวนเทียบเท่ากับพวกท่าน” ซุนเจียอีเอ่ยพลางหันใบหน้าที่คิดว่ายามนี้ดูน่าสงสารมากที่สุดไปทางหานเสวี่ยหนิง
“ท่านป้าเ้าคะ หลานแค่มาขอพึ่งใบบุญของท่านป้าแล้วหลานจะกล้าวางตนเทียบเท่ากับคนในสกุลเยว่ได้อย่างไร” คำพูดของซุนเจียอีทำให้หานเสวี่ยหนิงมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจหลานสาวของตนในทันที
“ย่อมจะต้องสามารถทำได้ ในเมื่อเ้าคือหลานสาวของฮูหยินของข้าและนางรับเ้าเข้ามาอยู่ในจวนในฐานะคุณหนูคนหนึ่งของจวนมิใช่บ่าวไพร่อันใด” ท่านเสนาบดีเยว่ เยว่ปินเอ่ยพลางเดินเข้ามาในโถงกลางของเรือนติดตามมาด้วยเยว่ซื่ออันที่จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ
“เยว่ซือหลัน เยว่ซือเมิ่งยังไม่รีบคุกเข่าอีก!” เสียงของท่านเสนาบดีทำให้คุณหนูทั้งสองรีบเดินมาคุกเข่าถัดจากซุนเจียอีไปในทันที
“พวกเ้านี่อย่างไรกัน แม่ใหญ่ของเ้ารับหลานสาวเข้ามาดูแลในจวนเหตุใดพวกเ้าจะต้องหาไปหาเื่นางจนถึงเรือนส่วนตัวของนางด้วย พวกเ้าเป็ถึงคุณหนูของสกุลเยว่ของข้าควรจะมีจิตใจกว้างขวาง ในเมื่อแม่ใหญ่ของพวกเ้ามอบเรือนสุ่ยเซียงให้นางก็ถือว่าให้ความสำคัญของนางเป็อันดับต้นๆ แล้วดูสิ่งที่พวกเ้าทำสิไม่สมกับที่เป็คุณหนูสกุลใหญ่ที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีเอาเสียเลย” คำพูดของเสนาบดีเยว่ทำให้ทั้งเยว่ซือหลันและเยว่ซือเมิ่งพลันก้มหน้าลง
“ส่วนเ้าคุณหนูซุนเ้ารีบลุกขึ้นมาเถิด อย่าทำให้ข้ารู้สึกละอายต่อเ้ามากไปกว่านี้เลย” เมื่อท่านเสนาบดีเยว่เอ่ยเช่นนี้ซุนเจียอีจึงได้ค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นโดยมีป้าเฝิงช่วยพยุง
“ซุนเจียอีคารวะท่านเสนาบดีเ้าค่ะ” ซุนเจียอีย่อกายลงคารวะตามธรรมเนียม ท่วงท่าอันชดช้อยของนางทำให้เยว่ปินได้แต่ทอดถอนใจออกมาแล้วมองบุตรสาวของตนด้วยความท้อใจ
“พวกเ้าดูนางสิ! ทั้งที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแต่ทั้งกิริยามารยาทกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว น่าเสียดายที่ข้าอุตส่าห์ลงแรงไปไหว้วานขอให้เ้ากรมพิธีการส่งมามาาุโจากในวังมาคอยสั่งสอนพวกเ้า” เมื่อบุตรสาวทั้งสองถูกตำหนิเจิ้งอี๋เหนียงที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบออกหน้าปกป้องในทันที
“นายท่านเ้าคะ เป็เพราะลูกสาวทั้งสองของท่านยังเด็กอีกทั้งยังรู้ดีว่าพวกนางมีท่านคอยปกป้อง ยามอยู่นอกจวนย่อมจะมีกิริยามารยาทไร้ที่ติ แต่เป็เพราะยามนี้พวกนางอยู่ในจวนของตนเองจะมีกิริยาที่ผ่อนคลายไปบ้างก็ย่อมเป็เื่ปกติ นายท่าน! ท่านก็อย่าได้ตำหนิพวกนางหรือว่าเอาพวกนางมาเปรียบเทียบกันอีกเลย จะยิ่งสร้างความบาดหมางให้แก่เด็กสาวอย่างพวกนางมากยิ่งขึ้นนะเ้าคะ” คำพูดของเจิ้งอี๋เหนียงทำให้เสนาบดีเยว่พลันมีสีหน้าผ่อนคลายลง แต่หานเสวี่ยหนิงกลับไม่คิดจะปล่อยให้เหตุการณ์ในวันนี้จบลงง่ายๆ เช่นนี้อย่างแน่นอน
“ย่อมไม่อาจจะทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างพวกนางได้ แต่ผิดถูกก็ควรจะชี้ให้เห็นกันอย่างชัดเจน ทั้งหลันเอ๋อและเมิ่งเอ๋อล้วนเป็หน้าตาของจวนสกุลเยว่ของพวกเรา ข้าในฐานะที่เป็ฮูหยินของจวนย่อมไม่อาจจะปล่อยให้พวกนางทำตัวอันธพาลเกเรได้ จริงอยู่ว่าที่นี่คือจวนของพวกนาง แต่หน้าต่างมีหูประตูมีตาเ้าคงจะไม่อยากให้ลูกสาวของเ้ามีชื่อเสียงไม่ดีอย่างเช่นการเป็สตรีแล้งน้ำใจหรือว่าการเป็คุณหนูที่มีจิตใจคับแคบกระมังเจิ้งอี๋เหนียง” คำพูดของหานเสวี่ยหนิงทำให้เจิ้งอี๋เหนียงพลันแย้มยิ้มออกมาในทันที
“ย่อมไม่คิดจะปล่อยให้เป็ถึงขึ้นนั้นอยู่แล้ว ในเมื่อฮูหยินเป็คนมีความสามารถคงจะไม่ปล่อยให้บุตรสาวของสองของนายท่านและข้ากลายเป็สตรีที่มีชื่อเสียงไม่ดีกระมังเ้าคะ” คำพูดของเจิ้งอี๋เหนียงทำให้หานเสวี่ยหนิงร้องเฮอะออกมา
“ข้าน่ะหรือมีความสามารถ หากข้ามีความสามารถจริงอี๋เหนียงเช่นเ้าก็คงจะไม่กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้หรอก” คำพูดของหานเสวี่ยหนิงทำให้เยว่ปนหนวดกระตุกในทันที เขาจ้องมองสตรีทั้งสองของตนแล้วก็พลันปวดเศียรเวียนเกล้าในทันที
“พวกเ้านี่ยังไง ต่อหน้าเด็กๆ เช่นนี้ยังจะปะทะคารมกันอีกหรือ” เมื่อเยว่ปินเอ่ยเช่นนี้สตรีทั้งสองก็พลันทำสงบถ้อยคำของตนเองในทันที
“เอาเป็ว่าวันนี้ทั้งหลันเอ๋อและเมิ่งเอ๋อก็ล้วนทำตัวไม่ถูก พวกเ้าเอ่ยปากขอโทษคุณหนูซุนเสีย เ้ามีชื่อว่าอะไรนะ อ้อ! เจียอี ต่อไปข้าจะเรียกเ้าว่าเจียอีก็แล้วกัน วันหน้าหากบุตรสาวทั้งสองของข้าไปหาเื่เ้าจนถึงเรือนอีกก็ให้รีบมาบอกท่านป้าของเ้า อย่าได้ปล่อยให้ตนเองต้องอยู่อย่างน้อยเนื้อช้ำใจ เ้าเป็หลานสาวที่ฮูหยินของข้าตั้งใจรับเข้ามาดูแลไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอกไม่จำเป็ที่จะต้องทนอยู่อย่างหวานอมขมกลืน ข้าคนนี้แม้ว่าไม่อาจจะพูดได้เต็มปากว่าเป็คนมีคุณธรรมแต่ก็ไม่ใช่คนไร้คุณธรรมเช่นกัน” คำพูดของเยว่ปินทำให้ซุนเจียอีรีบย่อกายคารวะขอบคุณอีกครั้ง
“ขอบคุณท่านเสนาบดีเ้าค่ะ”
“เรียกข้าว่าท่านลุงเถิด พ่อแม่ของเ้าข้าเคยพบปะมาบ้าง ล้วนเป็คนดีทั้งคู่สาเหตุที่ต้องจากไปในวัยอันควรล้วนเป็เพราะความมีน้ำใจไปช่วยยับยั้งโรคระบาดในชนบท ความดีนี้แม้ว่าจะผ่านมาหลายปีก็ยังมีหลายคนสามารถจดจำได้ แม้แต่ฝ่าาก็ยังเคยเอ่ยถึงพ่อของเ้า เขานับว่าเป็คนที่มีอุดมการณ์สูงส่งแคว้นต้าเฉียนของพวกเราสูญเสียเขาไปนับว่าเป็ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง” คำพูดของท่านเสนาบดีทำให้ซุนเจียอีก้มใบหน้าลง
เื่ที่บิดามารดาของนางทำถือว่าเป็เื่ที่ดีที่สุดที่พวกเขาทำให้นาง หากตัดเื่ที่พวกเขาทอดทิ้งนางเอาไว้ทำให้กลายเป็เด็กกำพร้าอย่างจนใจ แต่คุณความดีที่พวกเขาสร้างเอาไว้ก็เคยช่วยให้นางสามารถคว้าตำแหน่งพระชายารองของหนิงอ๋องได้ อีกทั้งนางยังใช้เป็บันไดในการแสวงหาความก้าวหน้าให้แก่ตนเองได้ในภายหลัง ข้อนี้ซุนเจียอีจึงตำหนิเื่ที่บิดาและมารดาไปช่วยเหลือผู้อื่นจนตนเองต้องตายแล้วทิ้งให้นางกลายเป็กำพร้าไม่ลง