หยุนหนิงเอ๋อเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าไปบ้านของหัวหน้าผู้ใหญ่บ้านพลางนึกถึงเนื้อเื่ในนิยายไปด้วย นางจำได้ว่าหยุนถังเป็ผู้าุโที่อายุมากที่สุดในรุ่นของบิดา โดยนางจะเรียกเขาว่าลุงใหญ่ถัง อุปนิสัยของลุงใหญ่ถังเป็คนซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา ดังนั้นั้แ่ที่ครอบครัวของนางรับหม่าหลงเข้ามาเป็ลูกสะใภ้ ทั้งครอบครัวของนางยังทำตัวเป็อันธพาลขึ้นทุกวัน ความสัมพันธ์ของครอบครัวนางกับครอบครัวของลุงใหญ่ถังจึงค่อยๆ ห่างกันไป แต่ความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะครอบครัวของลุงใหญ่ถังเท่านั้น แต่ญาติพี่น้องคนอื่นก็เริ่มตีตัวออกหากจากครอบครัวของนางด้วยเหมือนกัน
แต่ยังดีที่หยุนหนิงเอ๋อร่างเดิมยังเป็คนดีและไม่ได้กลายเป็คนนิสัยแย่เหมือนคนอื่น นางถูกคนในบ้านใช้แรงงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน ทั้งยังถูกพี่สะใภ้กดขี่และทุบตีอยู่เป็ประจำ ญาติพี่น้องที่เห็นก็นึกสงสาร พวกเขาจึงพอจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือนางอยู่บ้าง แม้จะเป็เพียงความช่วยเหลือเล็กน้อย แต่หยุนหนิงเอ๋อก็จดจำบุญคุณนั้นไว้ในใจแล้ว
ดังนั้นการที่หยุนหนิงเอ๋อเสนอตัวมาขอยืมข้าวสารจากบ้านของลุงใหญ่ถังในครั้งนี้ก็เพราะจากเนื้อเื่ในนิยาย ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า 'มู่หรงเฉิน’ หรือก็คือคุณพ่อลูกดกและลูกๆ ของเขา ซึ่งเป็ตัวละครที่นางชื่นชอบก็จะเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว ดังนั้นนางจึงต้องมาแสดงตัวให้ลุงใหญ่ถังเห็นถึงการมีตัวตนของนาง
เดิมทีนางตั้งใจจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของมู่หรงเฉินและลูกๆ ของเขาให้มีชีวิตที่ดีขึ้นและไม่ตกเป็เครื่องมือของคนอื่นตามบทเดิมของนิยาย เมื่อชีวิตของพวกเขาดีขึ้น หากนางได้กลับไปยังโลกของนางเหมือนเดิมก็เท่ากับภารกิจของนางได้สำเร็จลงแล้ว แต่หยุนหนิงเอ๋อยังต้องคิดเผื่ออีกหนทางหนึ่งเอาไว้ด้วย นั่นก็คือหากนางไม่สามารถออกไปจากโลกนิยายได้ตลอดกาล นางก็ยังต้องอาศัยร่างนี้ในการดำเนินชีวิตต่อไป
แต่จากที่นางได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวหยุนแค่ไม่ถึงครึ่งวันนางก็รู้แล้วว่านางคงอาศัยอยู่กับคนเห็นแก่ตัวพวกนี้ต่อไปไม่ได้แน่ หากพวกเขาไม่จับนางแต่งออกไปกับชายแก่หรือชายพิการเพื่อ้าสินสอด ก็อาจจะเป็นางที่กระทำรุนแรงกับพวกเขาจนนางต้องเข้าไปใช้ชีวิตในคุกอย่างแน่นอน ดังนั้นแผนการที่จะช่วยมู่หรงเฉินในคราวแรกจึงเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ในเมื่อนางจะช่วยทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เขาก็ต้องช่วยให้ชีวิตนางอยู่รอดต่อไปได้เช่นกัน ดังนั้นการแต่งงานจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเมื่อนางแต่งออกไป ครอบครัวเห็นแก่ตัวนี้ก็จะยุ่งกับนางไม่ได้อีก แต่อย่างไรแผนการทั้งหมดคงต้องทำอย่างค่อยเป็ค่อยไปจะใจร้อนไม่ได้
“ลุงใหญ่ถัง ป้าสะใภ้ใหญ่ พวกท่านอยู่บ้านหรือไม่เ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อะโเรียกหยุนถังอยู่หน้าประตู
“มาแล้วๆ” ไฉซื่อได้ยินเสียงเด็กสาวเรียกอยู่หน้าบ้านก็นึกแปลกใจ เวลาค่ำเช่นนี้ยังมีใครมาเรียกสามีของนางอีก ไฉซื่อคิดว่าคงเป็ชาวบ้านที่มาขอความช่วยเหลือจากสามีจึงรีบไปเปิดประตูต้อนรับ “อ้าว...หนิงเอ๋อ เ้ามาได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับเ้า”
“ป้าสะใภ้ใหญ่” หยุนหนิงเอ๋อน้ำตาคลอ เป็เพราะเมื่อวานนางถูกพี่สะใภ้ทุบตี ทำให้ใบหน้าและลำตัวยังมีรอยแผลและรอยช้ำให้เห็นอยู่ ทั้งนางยังมีรูปร่างผอมบางและเสียงพูดที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ท่าทางเช่นนี้ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
“หนิงเอ๋อ ทำไมเ้าถึงถูกทุบตีรุนแรงเช่นนี้เล่า เป็สะใภ้แซ่หม่าอีกแล้วใช่ไหมที่ทุบตีเ้า นังคนใจร้ายนั่นคิดจะตีหลานสาวข้าให้ตายเลยหรือไร แล้วคราวนี้นางหาข้ออ้างอะไรมาทำร้ายเ้าอีก” ไฉซื่อจูงมือหยุนหนิงเอ๋อให้เดินเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางโกรธจัด นางรักหยุนหนิงเอ๋อเหมือนลูกสาวแท้ๆ เพราะนางกับสามีมีเพียงลูกชายแค่สองคน เมื่อครั้งที่หยุนหนิงเอ๋อยังเด็ก นางก็มักจะอุ้มหยุนหนิงเอ๋อมาเลี้ยงอยู่บ่อยๆ เมื่อเห็นหลานสาวที่น่าสงสารถูกทำร้าย นางจึงอดที่จะโมโหไม่ได้ “ตอนนี้ท่านลุงใหญ่ของเ้าอยู่ที่บ้าน เ้ารีบไปบอกเขาให้ไปทวงความเป็ธรรมให้เ้าเสีย ครั้งนี้ป้ากับลุงจะออกหน้าช่วยเ้าเอง”
“เอะอะโวยวายอะไรเสียงดัง มีใครเป็อะไรอย่างนั้นหรือ?” หยุนถังเดินตามออกมาตามเสียงก็เห็นภรรยาตนเองกำลังจูงมือเด็กสาวเข้ามา ทีแรกเขานึกว่าเป็ชาวบ้านที่มาขอความช่วยเหลือ แต่พอเห็นว่าเป็หลานสาว “หนิงเอ๋อหรือ? ทำไมสภาพเ้าถึงเป็เช่นนี้”
“จะเป็ฝีมือของใครไปได้อีกล่ะ ก็นังคนแซ่หม่าใจร้ายนั่นน่ะสิ” ไฉซื่อตอบอย่างโมโห “พ่อกับแม่ของนางก็เหลือเกิน ปล่อยให้สะใภ้มาทุบตีลูกสาว ตาเฒ่า...คราวนี้เ้าต้องออกหน้าช่วยหนิงเอ๋อได้แล้วนะ ไม่เช่นนั้นอีกไม่กี่วันหมู่บ้านเราต้องได้จัดงานศพให้นางแล้ว”
“หนิงเอ๋อบอกลุงมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น” หยุนถังถามหลานสาว
“ข้า...ข้าแค่เดินสะดุดล้มเ้าค่ะ ท่านลุงกับท่านป้าอย่าได้โมโหไปเลย แต่ที่ข้ามาหาท่านในวันนี้เพราะอยากรบกวน เอ่อ...ข้าขอยืมข้าวสารสักชั่งได้หรือไม่เ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อก้มหน้าถาม
“เื่นั้นเอาไว้ก่อน แต่เ้าบอกลุงมาว่าทำไมเ้าถึงถูกทุบตี”
หยุนหนิงเอ๋อกัดริมฝีปากไว้ไม่ยอมพูด ทั้งตัวนางยังสั่นเทาและวิตกกังวลเป็อย่างมาก แต่ในใจนั้นกลับแอบชื่นชมฝีมือการแสดงของตนเองเป็อย่างมาก
ไฉซื่อคิดว่าหลานสาวคงอยู่ในอาการหวาดกลัว นางตบลงบนหลังมือของหลานสาวอย่างปลอบใจ “เ้าไม่ต้องกลัวนะ มีอะไรก็บอกกับท่านลุงใหญ่ของเ้าไป ท่านลุงต้องช่วยเ้าได้แน่”
“เมื่อวานนี้...” หยุนหนิงเอ๋อร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร “เมื่อวานนี้พี่สะใภ้บังคับให้ข้าแต่งงานไปกับเฒ่าหม่าที่อยู่หมู่บ้านข้างๆ เพื่อแลกกับเงินสินสอดสองตำลึงแต่ข้าไม่ยินยอม พี่สะใภ้ก็เลยทุบตีข้าเพราะโมโหที่ทำให้นางพลาดเงินก้อนนั้นไป ทั้งนางยังขังข้าไว้ในห้องไม่ให้ข้าได้กินข้าวกินน้ำอีกด้วยเ้าค่ะ”
“ตาเฒ่าหม่าที่อาศัยอยู่หมู่บ้านข้างๆ ที่เป็ญาติกับพี่สะใภ้ของเ้าน่ะนะ นางจะบ้าไปแล้วหรือไง มีใครไม่รู้บ้างว่าเฒ่าชราคนนั้นมีนิสัยมักมากแค่ไหน มีหญิงสาวกี่คนที่ต้องจบชีวิตไปกับความชอบพิสดารของเขา พ่อกับแม่ของเ้าก็เห็นด้วยกับเื่นี้อย่างนั้นหรือ” ไฉซื่อถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“นั่นสิหนิงเอ๋อ พ่อกับแม่ของเ้าก็เห็นด้วยกับเื่นี้หรือ พวกเขาไม่สนใจชีวิตของเ้าเพื่อหวังจะได้เงินแค่สองตำลึงเนี่ยนะ” หยุนถังถาม เวลานี้เขาโกรธน้องชายไม่ได้เื่ของเขามากแล้วจริงๆ
หยุนหนิงเอ๋อไม่ตอบคำถามโดยตรง “เงินสองตำลึงมีค่ามากเ้าค่ะท่านลุง ครอบครัวของข้ามีความเป็อยู่อย่างไรท่านลุงกับท่านป้าคงรู้แล้ว”
“ในหมู่บ้านของเรามีครอบครัวของเ้าครอบครัวเดียวหรือที่ยากจน ข้ายังไม่เคยเห็นครอบครัวไหนที่จะขายลูกสาวให้ไปตายแบบนี้” หยุนถังพูดเสียงดัง
“เพราะพี่สะใภ้ต้องได้ทานอาหารบำรุงที่ดี เงินสองตำลึงนี้คงพอให้นางได้กินของดีๆ ไปอีกสักระยะเ้าค่ะ”
หยุนถังขมวดคิ้วที่เห็นหยุนหนิงเอ๋อเอาแต่หลบเลี่ยงคำถามของเขา แต่เขาเข้าใจว่าคงเป็เพราะหลานสาวถูกกดขี่และถูกทำร้ายมานาน จากเด็กน้อยที่เคยสดใสร่าเริงจึงได้กลายมาเป็เด็กสาวขี้กลัวเช่นนี้ “หนิงเอ๋อ เ้าไม่ต้องกลัว ครั้งนี้ลุงใหญ่จะออกหน้าช่วยเ้าเอง”
หยุนหนิงเอ๋อเงยหน้าขึ้นมองลุงใหญ่ถังอย่างซาบซึ้ง “พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้แต่งงานกันมาได้เกือบสองปีแล้ว แต่พี่สะใภ้ยังไม่มีวี่แววจะมีข่าวดี ครอบครัวหม่าเคยเชิญหมอมาตรวจดูอาการให้พี่สะใภ้ ท่านหมอจึงแนะนำว่าเป็เพราะร่างกายของพี่สะใภ้ขาดการบำรุง หากบำรุงให้ดี ภายหน้าพี่สะใภ้ก็จะมีหลานชายหลานสาวออกมาอีกหลายคนอย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
“เหอะ...หมอที่มาตรวจก็เป็ครอบครัวหม่าที่เชิญมา แต่พ่อกับแม่ของเ้าก็เชื่อแล้วอย่างนั้นหรือ แล้วที่เ้าบอกว่าจะมาขอยืมข้าวสารจากลุงก็เพราะจะเอากลับไปทำให้พี่สะใภ้เ้ากินใช่ไหม” หยุนถังลุกขึ้น “ไป...ครั้งนี้ลุงใหญ่จะถือข้าวสารกลับไปส่งเ้าที่บ้านเอง”
“ข้าไม่รบกวนท่านลุงดีกว่าเ้าค่ะ ข้าวสารแค่หนึ่งชั่งข้าถือไหว ท่านลุงกับท่านป้าไม่ต้องลำบากเดินไปส่งข้าหรอกนะเ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อปฏิเสธแค่พอเป็พิธี นางอยากให้ลุงใหญ่ถังกับป้าสะใภ้ใหญ่ไปส่งนางใจจะขาด หากมีเพื่อนบ้านตามไปด้วยยิ่งดีเข้าไปใหญ่
ไฉซื่อไม่ปล่อยให้สามีรอนาน นางเข้าไปหยิบธัญพืชหยาบออกมาหนึ่งชั่ง คิดว่านางจะเอาข้าวสารให้ยืมอย่างนั้นหรือ...ฝันไปเถอะ ราคาข้าวสารแพงขนาดไหน ขนาดครอบครัวของนางจะกินข้าวสารทีหนึ่งยังต้องรอกินกันพร้อมหน้าครอบครัว แล้วคนทำงานแบบสุกเอาเผากินอย่างครอบครัวญาติผู้น้องน่ะหรืออยากจะกินข้าวสาร แค่กินธัญพืชหยาบเข้าไปก็นับว่ามากเกินไปแล้ว
เพราะเวลานี้เป็เวลาใกล้ค่ำ ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงทานข้าวเย็นกันหมดแล้ว และพวกเขาก็มักจะออกมานั่งรับลมอยู่ที่หน้าบ้าน เมื่อเห็นหัวหน้าหมู่บ้านกับภรรยา รวมถึงหยุนหนิงเอ๋อที่ใบหน้ามีแต่รอยช้ำเดินผ่านไป พวกเขาจึงรีบเดินตามไปดูความสนุกทันที